ดีลสุดพินาศ-ปล่อยหนูเข้าป่า! ‘จุลพันธ์’ ฟาด ‘ปชน.-ภูมิใจไทย’ ต้องรับผิดชอบร่วมกัน

12 ธ.ค. 2568 - 11:33

  • ‘จุลพันธ์’ ฟาด ‘ปชน.-ภูมิใจไทย’ ต้องรับผิดชอบร่วมกัน

  • มองเป็นดีลการเมืองที่พังพินาศที่สุด ผิดหวัง ‘เท้ง ณัฐพงษ์ ’ ปล่อยหนูเข้าป่า

  • ซัดรัฐบาลลอยตัวเหนือความผิด ชี้ ‘นายกฯ’ ต้องทำตามกฎหมาย ส่งคำถามประชามติให้ กกต.

ดีลสุดพินาศ-ปล่อยหนูเข้าป่า! ‘จุลพันธ์’ ฟาด ‘ปชน.-ภูมิใจไทย’ ต้องรับผิดชอบร่วมกัน

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไปไม่ถึงวาระ 3 ถือว่าเกินความคาดหมายหรือไม่ ว่า ผมเป็นคนหนึ่งที่พูดมาโดยตลอด เพราะเห็นมาตั้งแต่ต้นว่าเอ็มโอเอที่ทำมาจากพรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาชน มีแต่ทางล้มเหลว เพราะเป็นดีลการเมืองที่พังพินาศที่สุดเท่าที่เคยมีมา และขัดต่อหลักการประชาธิปไตย และเมื่อเข้าสู่ดีลนี้กันแล้วมีแต่ไปสู่ความผิดพลาด สุดท้ายปรากฏชัดเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม

จุลพันธ์ กล่าวต่อว่า “เราสงสัยมาโดยตลอดถึงเรื่องความจริงใจรัฐบาลที่จะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งจุดนี้ผมไม่แน่ใจว่าพรรคประชาชน เพิ่งเห็นหรือไม่อย่างไร เพราะเราพยายามเตือน พยายามบอกตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว สุดท้ายก็ปรากฏชัด เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม ที่ประชุมรัฐสภา ทางพรรคภูมิใจไทย โหวตให้กับสว. โดยให้เหตุผลว่าไม่สามารถไปคุยกับ สว.ได้ หรือไปควบคุมไม่ได้ จึงจำเป็นต้องยกมือให้เพื่อหวังว่าวาระ 3 จะผ่าน หากจะมีคนเชื่อก็มีแต่พรรคประชาชน เพราะพรรคการเมืองอื่นเห็นอยู่แล้วว่าการเคลื่อนไหวของ สว.ชุดนี้ มีความเชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทยอย่างไร”

จริงๆ แล้วไม่ใช่เรื่องประหลาด ซึ่ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน ก็ได้พูดเมื่อวันที่ 11 ธันวาคมที่ผ่านมา ว่าที่เข้าสู่เอ็มโอเอฉบับดังกล่าว เชื่อว่าพรรคภูมิใจไทย มีอำนาจเหนือที่จะเจรจากับ สว.ชุดนี้ ฉะนั้น ณัฐพงษ์คงเชื่อเหมือนกับผมว่ากระบวนการ “ฮั้ว สว.” นั้นมีจริง

เมื่อถามถึงกรณีที่สถานการณ์มาถึงจุดนี้ดูเหมือนว่าพรรคประชาชน กับพรรคภูมิใจไทย โยนความผิดกันไปมา? จุลพันธ์ กล่าวว่า “ต้องรับผิดชอบทั้งคู่ สำหรับพรรคเพื่อไทยต้องแสดงความผิดหวังกับรัฐบาลก่อน เพราะสภาวะประเทศขณะนี้ ทั้งสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เรื่องน้ำท่วมที่ยังแก้ไขไม่เสร็จ รัฐบาลกลับปัดทิ้งภาระความรับผิดชอบ และเลือกที่จะหนีการตรวจสอบผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจและยุบสภา ทิ้งให้ประชาชนเดือดร้อนต่อไป แต่แน่นอนว่ากลไกภาครัฐยังสามารถเดินต่อไปได้ ทหารก็ดูแลชายแดนไป แต่รัฐบาลปัดความรับผิดชอบของตนเอง ยุบสภาหนีการตรวจสอบ”

จุลพันธ์ กล่าวอีกว่า “ในขณะที่ความผิดหวังที่สองของพรรคเพื่อไทย คือพรรคประชาชน ซึ่งยอมรับว่าก่อนหน้านี้มีการพูดคุยกับ ณัฐพงษ์ จริง ที่มาขอให้พรรคเพื่อไทยชะลอการยื่นอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 และสุดท้ายมาพูดคุยกันว่าหากการลงมติในวาระที่ 2 มีปัญหาหรือแพ้ ณัฐพงษ์ก็เชื่อว่ารัฐบาลไม่มีความจริงใจ ก็จะมาร่วมกับพรรคเพื่อไทยในการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งตอนที่ ณัฐพงษ์ พูดในสภา ผมอยู่ด้านนอก แต่เมื่อได้ยินก็รีบเข้ามาทันที เพราะตอนที่ ณัฐพงษ์ พูด ก็ชัดเจนว่า หากญัตติโหวตแพ้ ก็ขอเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา และส่งสัญญาณว่าจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ”

ต้องใช้คำว่า “ปล่อยหนูเข้าป่า” เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้รัฐบาลสามารถที่จะยุบสภาได้ทัน เพื่อที่จะไม่ต้องตรวจสอบกัน เป็นการเปิดโอกาสให้รัฐบาล ไม่ต้องโดนตรวจสอบ ซึ่งเราผิดหวังทั้งพรรคเพื่อไทย พรรคประชาชาติ และอีกหลายพรรคการเมือง ที่มาลงชื่อไว้กับผม ก็พร้อมที่จะตรวจสอบ เรารอพรรคประชาชนว่าจะเอาอย่างไร

เมื่อถามว่า มองว่าพรรคประชาชนตามเกมไม่ทันทั้งเอ็มโอเอ หรือการชิงยุบสภาก่อนที่ฝ่ายค้านจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจใช่หรือไม่ จุลพันธ์ กล่าวว่า “ตามไม่ทันหรือเห็นว่าวิธีการนี้ดีกว่า ผมไม่ทราบ ท่านอาจจะเลือกให้มีการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งแทนการตรวจสอบรัฐบาล ซึ่งการตรวจสอบรัฐบาลมีปัญหาเยอะ ทั้งเรื่องของกรณีเขากระโดง ฮั้วสว. การทุจริตคอรัปชั่น MotoGP และอีกหลายสิ่งหลายอย่าง”

2 เดือนที่ผ่านมาประเทศไทยและคนไทยไม่ได้อะไรเลย คนที่ได้ทั้งหมดเต็มๆ คือ พรรคภูมิใจไทยที่ได้สะสมกำลัง เสริมความแข็งแกร่งของกลุ่มอนุรักษ์นิยม และได้โยกย้ายข้าราชการเตรียมไว้สำหรับการเลือกตั้ง ซึ่งคนไทยไม่ได้อะไร กลับต้องมาเผชิญกับรัฐบาลที่ไม่มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ ที่บริหารงานน้ำท่วมล้มเหลว งานชายแดนจนกระทั่งลุกลาม ซึ่งทั้ง 2 พรรคที่อยู่ในเอ็มโอเอต้องรับผิดชอบทั้งคู่

เมื่อถามว่า สถานการณ์แบบนี้เหมือนปล่อยให้รัฐบาลลอยตัวเหนือความผิดหรือไม่ จุลพันธ์ กล่าวว่า “ถูกต้อง ความจริงแล้วกระบวนการถ้ามีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ สภาก็เดินหน้ากระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อได้ สภามีหน้าที่เลือกนายกรัฐมนตรีเข้ามาใหม่ หากอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หลุดออกจากตำแหน่ง ซึ่งยังสามารถเสนอชื่อเข้ามาได้ ไม่ได้ผิดอะไร และการแก้ไขปัญหาประเทศก็เดินหน้าต่อ เมื่อมีรัฐบาลใหม่มาก็ประสานงานต่อแค่นั้น แต่ตอนนี้คือมีสุญญากาศ”

ถามย้ำว่า เป็นการเตะหมูเข้าปากหนูใช่หรือไม่ พรรคเพื่อไทยจะตั้งเกมรับมืออย่างไร จุลพันธ์ กล่าวว่า “เราไม่ตั้งเกม เพราะเราเตรียมพร้อมเข้าสู่การเลือกตั้งแล้ว วันนี้ต้องบอกประชาชนว่าอย่าสิ้นหวัง วันนี้ต้องใช้เวทีการเลือกตั้งนำพาประเทศกลับสู่ความถูกต้อง พรรค พท.พร้อมเป็นตัวเลือก”

เมื่อถามว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ต้องสู้กับกระแสคลั่งชาติ และสถานการณ์ชายแดน จะทำอย่างไร จุลพันธ์ กล่าวว่า “กระแสใดก็ตามเราก็ต้องฟันฝ่า และต้องแสดงความจริงใจของเราให้กับประชาชน จุดยืนของพรรคเพื่อไทยเรามั่นคง”

ต่อข้อถามว่า มองว่าสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนมีผลกระทบกับการเลือกตั้งหรือไม่ จุลพันธ์ กล่าวว่า “มีแต่พูดคุยกันว่า จะจัดการเลือกตั้งได้หรือไม่ ในกรณีที่ไม่สามารถจัดเลือกตั้งพร้อมกันทั้งประเทศ ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 11 ธันวาคมที่ผ่านมา สส. ของพรรคภท. เดินพูดทั้งวัน ซึ่งกลไกตามรัฐธรรมนูญไม่มีอะไรติดขัด เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดว่า ต้องเลือกตั้งภายใน 45-60 วัน ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นวันที่ 1 กุมภาพันธ์หรือวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 แต่ถ้าจะให้ทันตามกรอบเวลา การตั้งคำถามประชามติ คงต้องเป็นวันที่ 8 กุมภาพันธ์”

เมื่อมีประกาศให้เลือกตั้งทั้งประเทศแล้ว กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งก็เขียนชัดเจนว่า ในกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินจำเป็น แต่ละหน่วยเลือกตั้งสามารถเลื่อนการเลือกตั้งในแต่ละจุดนั้นได้ แต่ไม่กระทบการเลือกตั้งภาพรวม ซึ่งยังมองไม่ออกว่า รัฐบาลมีความประสงค์ที่จะดำเนินการอย่างที่ว่า จะดำเนินการด้วยกฎหมายช่องใด แต่ต่อให้ดำเนินการจริง ก็สามารถทำได้ถ้ามีช่องทางทางกฎหมาย แต่นั่นคือความพังพินาศของท่าน เพราะประชาชนคนไทยคงไม่รอด้วย

เมื่อถามว่า มีการตั้งข้อสงสัยสถานการณ์การชายแดนที่เกิดขึ้น อาจจะมีการเอื้อต่อการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่ง จุลพันธ์ กล่าวว่า “ประเด็นนี้อย่าคิดมาก ผมก็ติดตามข่าวสาร แต่นาทีนี้สิ่งที่ต้องทำคือ การส่งกำลังใจให้ทหารที่บริเวณชายแดน ประชาชนที่ต้องประสบภัย และต้องอพยพ ซึ่งตัวแทนของพรรคเพื่อไทยเองก็อยู่ในพื้นที่ และให้ความช่วยเหลือกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง”

เมื่อถามว่า การชิงยุบสภาก่อนจะส่งผลต่อการปราบสแกมเมอร์หรือไม่ จุลพันธ์ กล่าวว่า “กระบวนการการแก้ไขปัญหาต่างๆ หน่วยงานรัฐก็ต้องดำเนินการต่อไป อย่าให้สะดุดติดขัดตามกรอบกฎหมายที่มี ในส่วนของรัฐบาล การรักษาการก็สามารถดำเนินการภารกิจที่เป็นประโยชน์กับประชาชนได้ ไม่ใช่ต้องยุติไปทั้งหมด เมื่อมีรัฐบาลใหม่ก็ไปสานต่อ ซึ่งไม่ทำให้การแก้ปัญหานั้นหยุด”

เมื่อถามว่า จะได้เห็นความจริงใจสุดท้ายของรัฐบาล ในการเดินหน้าทำคำถามประชามติหรือไม่ จุลพันธ์ กล่าวว่า “ไม่ได้มีปัญหาอะไร สุดท้ายพวกเราที่อยู่ในสภาก็คุยกัน เพื่อที่จะเร่งกระบวนการในการผ่านญัตติเรื่องคำถามประชามติ คำถามที่ 1 ว่า เห็นควรให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ ซึ่งจบด้วยดี”

ตอนนี้ไม่ได้ถามถึงความจริงใจรัฐบาล เมื่อมีคำถามประชามติส่งไปจากรัฐสภาไปยังรัฐบาล ตามกฎหมายรัฐบาลต้องดำเนินการ ดังนั้น ไม่ต้องไปถามหาความจริงใจ ผมว่าความจริงใจเขาหมดตั้งแต่เข้าสู่เอ็มโอเอและกระบวนการลงมติมาตรา 256/28 เมื่อคืนนี้แล้ว วันนี้ไม่ได้มาถามหาความจริงใจ แต่ขอให้ทำตามกฎหมายคือ คำสั่งที่รัฐสภาส่งไปให้ถาม ก็ไปถามซะ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากวันนี้พรรคเพื่อไทยจะมีการเรียกประชุม สส.พรรคแล้ว ยังมีกรรมการบริหารพรรค แกนนำพรรค รวมถึง แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และ ยศนัน วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในบุคคลที่คาดว่าเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าพรรคในวันนี้ด้วย

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์