ชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะฝ่ายกฎหมายของพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่ ธีรยุทธ สุวรรณเกษร ทนายความอิสระ ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ให้สั่ง ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯและพรรคเพื่อไทย เลิกกระทำการล้มล้างการปกครอง เซาะกร่อน บ่อนทำลายสถาบันว่า ประเด็นการยื่นคำร้องตามมาตรา 49 ของรัฐธรรมนูญ เป็นคำที่บัญญัติขึ้นเทียบความผิดประเภทนี้เท่ากับกบฎ เป็นการร้องขอเพื่อให้เลิกกระทำ หากดูจากคำร้อง 6 ข้อที่ร้องมา มองว่าไกลกว่าเหตุ ที่จะเป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งมีสองคำซ้อนกันอยู่ คือล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย และบวกด้วยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งในคำร้องมีความพยายามบรรยายให้เข้าเกณฑ์กับคำวินิจฉัยของพรรคก้าวไกล ว่าเป็นการกัดเซาะบ่อนทำลาย ซึ่งมันไกลกว่าเหตุมาก พร้อมกับมองว่ามันเป็นคนละเรื่องคนละเรื่องกัน
ชูศักดิ์ ยกตัวอย่างว่า อย่างการที่ทักษิณ พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจ บอกว่าเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลาย ซึ่งเป็นการบรรยายเกินไป พร้อมกับย้ำว่า เรื่องของสถาบัน ทั้งทักษิณ พรรคเพื่อไทย เราคิดว่าเรายืนยันมาตลอด โดยเฉพาะทักษิณ ที่มองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก อย่างการแก้รัฐธรรมนูญ ปี 2550 ทักษิณ อยู่ต่างประเทศ ก็ได้แนะนำมาผ่านคณะทำงานว่า หากจะแก้หมวด 1 หมวด 2 ห้ามแตะ ตรงนี้ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด และเมื่อถึงรัฐบาลนี้และรัฐบาลที่แล้ว ก็มีความชัดเจนว่าไม่แก้หมวด 1 หมวด 2 จึงชัดเจนว่าเรายึดมั่นอยู่ในจุดใด และพรรคเพื่อไทย ไม่มีเรื่องจะไปเซาะกร่อนบ่อนทำลาย ระบอบประชาธิปไตย
ชูศักดิ์ ยังระบุถึงคำร้องที่มีการเขียนว่า ร่วมมือกับฝ่ายค้านในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส่วนตัวจึงอยากจะตั้งคำถามว่า ในการร่วมมือกันในการทำกฎหมายผิดอะไร อย่างการแก้จริยธรรมให้มีความชัดเจนขึ้นไม่ใช่การยกเลิก แต่เป็นการตีความให้ความชัดเจนขึ้น และเป็นผลดีกับประชาธิปไตย และเห็นว่าเป็นการเอื้อให้กับอดีตนายกฯ ทักษิณ ตรงไหน
เมื่อถามต่อว่า พรรคเพื่อไทยไม่กังวลต่อคำร้องดังกล่าวใช่หรือไม่ ชูศักดิ์ กล่าวว่า โดยรวม คิดว่าไม่น่าวิตกกังวลอะไรเพราะยึดมั่นมาแบบนี้ตลอด ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่เคยห่างไปจากนี้
ส่วนจะมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาชี้แจงหรือไม่ ชูศักดิ์ กล่าวว่า ต้องรอดูว่าศาลรัฐธรรมนูญจะรับคำร้องหรือไม่ หากศาลรับคำร้องก็คงจะเรียกไปชี้แจง ก็ยินดีเพราะมีคณะทำงานชี้แจงอยู่แล้วเนื่องจากเกี่ยวข้องมาถึงพรรค โดยหัวหน้าคณะทำงานก็คงหนีไม่พ้นชูศักดิ์ พร้อมกับกล่าวยืนยันว่า เราไม่ได้มีพฤติกรรมอะไรและเรื่องครอบงำตัวอย่างชัดเจนที่สุด
ชูศักดิ์ ยังได้ยกตัวอย่างเรื่องการครอบงำว่า มีตัวอย่างชัดเจน เมื่อวันที่เศรษฐา ทวีสิน ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในคำร้องบอกว่า มีการไปประชุมกัน ท้ายที่สุดบอกว่า จะเอาคนนี้ แต่ในวันประชุมพรรคกลับเอาอีกคนหนึ่ง คือ แพทองธาร ชินวัตร ก็แสดงให้เห็นว่าเราเป็นตัวของตัวเอง มีอำนาจ มีวิจารณญาณในแง่ของการตัดสินใจ
“เราเป็นพรรคการเมืองมีคณะกรรมการบริหาร ส่วนการที่จะให้คำปรึกษา มองว่าเป็นธรรมชาติของสังคมจำเป็นต้องรับฟัง หากเป็นเรื่องดีก็นำมาใช้” ชูศักดิ์ กล่าว
ชูศักดิ์ ยังกล่าวว่า ไม่อยากคิดไปไกลว่า การยื่นคำร้องดังกล่าวมีนัยอะไรหรือไม่ เนื่องจากก่อนหน้านี้ ไพบูลย์ นิติตะวัน เลขาธิการพรรคพลังไทยรัฐ (พปชร.) ออกมาระบุว่าเป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบพรรคเพื่อไทย เพราะตอนนี้ต้องคิดเพียงว่า หากศาลรัฐธรรมนูญรับก็ชี้แจงไป
ชูศักดิ์ กล่าวอีกว่า เบื้องหลังอยู่ที่ความขัดแย้ง เพราะข้อหนึ่งในคำร้องระบุว่าทักษิณอยู่เบื้องหลังเบื้อง ในการเอาพรรคพลังประชารัฐ ออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล มันก็เป็นการเมืองมีเบื้องหลังอยู่แล้ว
ชูศักดิ์ ไม่ตอบคำถามว่า พรรคการเมืองที่อยู่ในคำร้องเป็นผู้อยู่หรือเบื้องหลังใช่ แต่ย้อนถามผู้สื่อข่าวกลับว่า ให้ดูในคำร้อง หากดูจากคำร้องก็จะเห็น เขาก็บอกอยู่ในคำร้อง
ชูศักดิ์ ยังให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะนัดหมายหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลหารือกันว่า เนื่องจากที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีมีภารกิจเดินทางไปต่างประเทศ จึงไม่ได้พูดคุยกันเป็นกิจลักษณะ แต่ได้บอกกับภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ที่เคยเป็นประธานคณะกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางในการทำประชามติเพื่อแก้ไขปัญหาความเห็นต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560 ซึ่งมองว่า มีความเหมาะสม ให้เป็นผู้นัดหมายหัวหน้าพรรคการเมืองมาพูดคุยกัน และส่วนตัวยินดีร่วมเข้าพูดคุยด้วยจะได้พูดคุยให้สะเด็ดน้ำว่าประชามติจะเอาอย่างไร ซึ่งเป็นการเกริ่นไว้แต่ขณะนี้ยังไม่ได้มีการนัดหมาย
ผู้สื่อข่าวถามว่า มั่นใจว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเสร็จทันเลือกตั้งครั้งต่อไปใช่หรือไม่ ชูศักดิ์ กล่าวว่า “ผมยังหวังอย่างนั้น”




