ชูศักดิ์ ศิรินิล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงความชัดเจนการยุบสภาว่า เมื่อคืนนี้ ( 2 ก.ย.) แกนนำพรรคพท. และ ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี รมว.มหาดไทย ในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี และผู้เกี่ยวข้อง ได้พูดคุยหารือกันโดยได้ข้อสรุปว่า เมื่อจะมีการเลือกนายกรัฐมนตรี แต่ในการเลือกนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นการเลือกไปเพื่อยุบสภา พูดง่ายๆ คือ เลือกนายกรัฐมนตรีได้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แล้ว ก็แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เสร็จแล้วภายใน 4 เดือน ก็จะมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งการยุบสภาก็ต้องไปกำหนดวันเลือกตั้ง 45-60 วัน ก็แปลว่า รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามานั้น ไม่ใช่รัฐบาลที่เข้ามาทำหน้าที่บริหารประเทศแบบจริงจัง แต่คล้ายๆ กับการมาเพื่อยุบสภา เพื่อรอการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งประเด็นนี้ก็เป็นประเด็นที่น่าคิดว่า ในท้ายที่สุดที่เราเลือกกันไปนั้น ไม่ใช่การเลือกผู้นำประเทศมาบริหารประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีวิกฤติเช่นนี้
ชูศักดิ์ กล่าวว่า ขณะเดียวกันสภาพการณ์ของการที่จะเลือกนายกรัฐมนตรี ก็บอกตรงไปตรงมา วิเคราะห์กันอยู่ว่า ความเป็นเอกภาพของพรรคการเมือง ก็เป็นปัญหา พรรคนี้ครึ่งหนึ่ง พรรคนั้นค่อนหนึ่ง พรรคนี้ก็มีงูเห่าเท่านั้นเท่านี้ ซึ่งความสง่างาม ความเป็นประชาธิปไตยทั้งหลายทั้งปวงก็จะมีปัญหาในแง่นี้ ดังนั้น จึงเป็นปัญหาที่เราคิดว่า จะเลือกแนวทางยุบสภา จะถูกหรือไม่ ซึ่งคุยกันไปคุยกันมา คิดกันไปคิดกันมา ก็เลยเห็นว่าเมื่ออยากให้มีการยุบสภาแล้ว
“ดังนั้น ดีที่สุด ก็ยุบสภาเลย ไม่ดีกว่าหรือ ก็คือให้ยุบสภาเสียเลย เมื่อให้มีการยุบสภาเสร็จ ก็จัดการให้มีการเลือกตั้งใหม่ภายใน 45-60 วัน พรรคการเมืองทั้งหลายที่คิดว่าเรื่องของประชามติอย่างโน้นอย่างนี้ ก็ไปให้คำมั่นสัญญากับประชาชนเอาว่า ถ้าตัวเองได้เป็นรัฐบาลแล้วจะทำนู่นทำนี่ มันจะเป็นทางออกที่ดีกว่าไหม แทนที่จะเป็นแบบยึกยักแบบนี้ เข้าไปก็เป็นเหมือนรัฐบาลเป็ดง่อย ทำอะไรไม่ได้ก็ยุบสภาเสียเลย ซึ่งความเห็นก็คุยกันว่าแบบนี้จะดีกว่าไหม ซึ่งส่วนใหญ่ก็เห็นว่า เหมาะสมเหมือนกัน แต่อำนาจการตัดสินใจเรื่องนี้ ก็เป็นเรื่องของผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี คือ ภูมิธรรม ที่จะตัดสินใจอย่างไร เมื่อคืนคุยกันเป็นแบบนี้”
— ชูศักดิ์ กล่าว
ชูศักดิ์ กล่าวว่า ปัญหาก็จะมีอยู่ 2 ประการ ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ในขณะนี้คือ 1.รัฐบาลรักษาการจะมีอำนาจในการเสนอพระราชกฤษฎีกาหรือไม่ แน่นอนก็จะมีความเห็นที่ออกมาอย่างเช่น เลขาธิการกฤษฎีกา ที่บอกว่า ไม่มีอำนาจอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ว่าหลายความเห็นก็คิดว่ามีอำนาจ ซึ่งข้อสังเกตของตนเห็นว่าในขณะที่เราคิดว่ามีอำนาจในตอนนั้น สถานการณ์มันไม่เหมือนตอนนี้ ตอนนั้น ถ้าถามว่าใครเป็นนายกรัฐมนตรี คำตอบคือ แพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี เพียงแต่ว่าทำหน้าที่ไม่ได้ แต่ถ้าถามว่าตอนนี้ใครเป็นนายกฯ คำตอบคือไม่ใช่แพทองธาร แต่คำตอบคือ คนที่เป็นนายกรัฐมนตรีขณะนี้ก็คือ ภูมิธรรม ที่ทำหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นอำนาจของนายกรัฐมนตรีเป็นอำนาจที่อยู่กับภูมิธรรมเต็มที่ นี่คือข้อสังเกตในเรื่องของอำนาจ
ชูศักดิ์ กล่าวว่า 2.ที่สื่อไปวิพากษ์วิจารณ์กันว่า เป็นพระราชอำนาจจะไปก้าวล่วงอะไรหรือไม่ คำตอบคือจริงๆ เป็นพระราชอำนาจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์ แต่ว่ากฎหมายบอกว่า การยุบสภาให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา คำถามคือใครจะเป็นคนนำเสนอ อยู่ดีๆ พระราชกฤษฎีกาจะลอยขึ้นไปไม่ได้ ต้องมีคนนำเสนอ และคนนั้นต้องรับสนองพระบรมราชโองการ ซึ่งคนที่นำเสนอก็คือคนที่เป็นนายกรัฐมนตรี นำเสนอไป และมีเหตุผลอะไรที่ควรยุบสภา ซึ่งจากนั้นก็แล้วแต่สุดแต่ เป็นพระบรมราชวินิจฉัย ซึ่งเราก้าวล่วงไม่ได้ อย่างนี้ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่เราคิดว่ามันน่าจะไปได้
ชูศักดิ์ กล่าวว่า ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ขอให้ท่านที่ทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีไปคิดดูว่า จะทำอย่างไร คิดว่าเหมาะสมไหม ฟังดูก็คิดว่า ทำนองจะไปทางนี้ได้เหมือนกัน แต่ปัญหาใหญ่อยู่ที่ว่าเราเลือกนายกรัฐมนตรีไปก็ไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีไปทำงาน พอไปถึง 4 เดือนก็ยุบสภาแล้ว ก็ต้องถามว่าจะซ้ำเติมประเทศชาติไปมากกว่านี้หรือไม่ ข้อสำคัญคือกระบวนการเลือก เราคิดว่าต้องมีความสง่างาม สภาพการเมืองขณะนี้ การเลือกนายกรัฐมนตรี คิดว่ามันเป็นปัญหา ซึ่งส่วนตัวก็เพียงแต่นำเสนอจากการที่มีการพูดคุยกันเมื่อคืนนี้
เมื่อถามว่า ขณะนี้มีการทูลเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกายุบสภาแล้วหรือยัง ชูศักดิ์ กล่าวว่า ต้องถามภูมิธรรม ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะเป็นผู้ตัดสินใจ แต่เราคุยกันด้วยเหตุด้วยผล ว่าสิ่งที่ควรเป็นอย่างไร เรื่องนี้ไม่ได้เป็นมติพรรค แต่ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบคุยกัน มีข้อสรุปประมาณนี้ และไม่ต้องกลับไปถามพรรค เพราะท่านได้รับการมอบหมายจากพรรคมาแล้ว
ทั้งนี้ หากมีคนนำเรื่องดังกล่าวไปร้องศาล ชูศักดิ์ กล่าวว่า ไม่มีปัญหาอะไร ศาลก็ต้องวินิจฉัย แต่ข้อสังเกต ถามว่า ขณะนี้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี มันไม่เหมือนเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ วันนี้นายกรัฐมนตรี คือ ภูมิธรรม มีอำนาจเต็มที่ ไม่ได้ก้าวล่วงอะไร เพราะต้องตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ต้องมีการนำเสนอในพระราชกฤษฎีกา ว่ามีเหตุผลอะไรที่ต้องยุบสภา สุดแต่พระบรมราชวินิจฉัยว่าจะเห็นสมควรประการใด
ส่วนหากยื่นถวายพระราชกฤษฎีกายุบสภาไปแล้ว ทางสภาฯ จะเลือกนายกรัฐมนตรี กระบวนการจะทับซ้อนกันหรือไม่ ชูศักดิ์ กล่าวว่า สภาต้องนำเรื่องนี้ไปคิดด้วย
เมื่อถามว่า ภูมิธรรมจะพูดวันนี้เลยหรือไม่ เพราะพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนจะแถลงจับมือตั้งรัฐบาล ชูศักดิ์ กล่าวว่า ไม่เป็นไร เดี๋ยวให้ภูมิธรรมแถลง




