ภายหลังมีข่าว เมื่อวันที่ 5 พ.ย.ที่ผ่านมา ชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้เข้าให้ถ้อยคำต่อพนักงานสอบสวน ที่สำนักงานอัยการสูงสุด
ในกรณีที่ ธีรยุทธ สุวรรณเกษร ทนายความ ยื่นคำร้องต่ออัยการสูงสุด ขอให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยสั่งการให้ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกร้องที่ 1 และพรรคเพื่อไทย ผู้ถูกร้องที่ 2 เลิกการกระทำที่เป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพอันจะนำไปสู่การล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามมาตรา 49 แห่งรัฐธรรมนูญ
กระทั่งมีรายงานว่า คณะทำงานมีความเห็นว่า “เรื่องนี้ไม่มีมูล ให้ยุติเรื่อง” นั้น
ประเด็นดังกล่าว ชูศักดิ์ ชี้แจงว่า กรณีที่มีรายงานข่าวว่า คณะทำงานของอัยการมีความเห็นแบบหนึ่ง แล้วอัยการสูงสุดมีความเห็นแย้งไม่ตรงกับรายงานข่าว ไม่เป็นความจริง แต่ที่รับรู้อัยการสูงสุดให้สอบเพิ่ม ทั้งฝ่ายผู้ร้องและผู้ถูกร้อง
เพราะเดิมทางคณะทำงานสอบสวนเรียบร้อยแล้ว แต่ท้ายที่สุด อัยการสูงสุดให้สอบเพิ่มเพื่อให้ละเอียดและรอบคอบ จึงเป็นที่มาให้พรรคเพื่อไทย เข้าให้ข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไร จึงเดินทางเข้าไปให้ปากคำเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 5 พ.ย.ที่ผ่านมา เพื่อเป็นข้อมูลเพิ่มเติม ประกอบการรวบรวมเอกสารหลักฐาน ให้อัยการสูงสุดส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญ
เพราะศาลรัฐธรรมนูญกำหนดให้สำนักงานอัยการสูงสุดส่งความเห็นภายในวันที่ 8 หรือ 15 พ.ย.นี้ เพื่อประกอบการวินิจฉัยว่า จะรับหรือไม่รับคำร้อง ซึ่งยังไม่มั่นใจ แต่ยืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน และเป็นสาเหตุให้ตนเดินทางไป และให้การตามที่ทุกคนเคยรับรู้รับทราบแล้ว
ส่วนกรณีที่ ทักษิณ เริ่มเคลื่อนไหว ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ดีขึ้นทางคดีที่ถูกร้องอยู่หรือไม่ ชูศักดิ์ กล่าวว่า ต้องแยกกันระหว่างคดีของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งทุกคนทราบว่าผู้ร้องคือใคร และร้องประเด็นใด ซึ่งเป็นการร้องตามมาตรา 49 ว่าด้วยการล้มล้างการปกครอง
แต่พรรคเพื่อไทย ดูแล้วคำร้องทั้งหมดนั้นไม่เข้าตามมาตราดังกล่าว เพราะฉะนั้น ผมขอใช้คำง่ายๆว่า ทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายมันมั่ว ส่วนคำชี้แจงของเราจะเป็นอย่างไรก็ว่ากันไป ส่วนศาลรัฐธรรมนูญจะรับหรือไม่ผลก็ยังไม่ทราบ
— ชูศักดิ์ ศิรินิล
ชูศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับคำร้องอีก 1 เรื่องที่ยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในเรื่องการครอบงำพรรคของ ทักษิณ นั้นยืนยันว่าไม่ใช่การครอบงำอะไร
เมื่อถามถึงกรณีที่ ทักษิณ จะขึ้นเวทีปราศรัยช่วยผู้สมัครหาเสียงเลือกตั้งนายก อบจ. ที่จังหวัดอุดรธานี สามารถทำได้หรือไม่ ชูศักดิ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา กกต.ก็อนุญาตให้บุคคลประเภทนี้ที่เขาเรียกว่า ‘ผู้ช่วยหาเสียง’ ทักษิณก็ทำมาตั้งนานแล้ว และเป็นบุคคลประเภทเดียวกับ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
ที่สำคัญ ผู้สมัครฯ สามารถตั้งเป็นผู้ช่วยหาเสียงตามระเบียบได้ เนื่องจากไม่ได้มีการกำหนดคุณสมบัติ และที่ผ่านมา ทักษิณ ก็ได้เป็นผู้ช่วยหาเสียงตั้งแต่การเลือกนายก อบจ.ครั้งที่ผ่านมาแล้ว และไม่ได้มีปัญหาอะไร
— ชูศักดิ์ ศิรินิล
ส่วนเมื่อถามว่า มีการแจ้งกับ กกต.เรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่ ชูศักดิ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องของผู้สมัคร
เมื่อถามย้ำถึงความมั่นใจว่า จะไม่มีการยื่นร้องเอาผิดย้อนหลังใช่หรือไม่ ชูศักดิ์ กล่าวว่า ไม่ได้มีปัญหาอะไร ทำได้ และทำมาแล้ว ตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง และไม่เกี่ยวว่าจะเป็นผู้ช่วยหาเสียงพื้นที่ใด ซึ่งตามระเบียบสามารถทำได้ แค่นั้นเอง
เมื่อถามว่าการที่ ทักษิณ ลงพื้นที่ช่วยผู้สมัครนายก อบจ.อุดรธานี ครั้งนี้จะเป็นการทุ่มชิงพื้นที่จากพรรคประชาชนหรือไม่ ชูศักดิ์ กล่าวว่า ต้องไปถามผู้สมัครว่าโดยรวมนั้นเป็นอย่างไร เพราะยุทธศาสตร์เหล่านี้เป็นเรื่องของพรรค ว่าคิดอย่างไร แต่แน่นอนว่า จ.อุดรธานีเป็นจังหวัดที่สำคัญของพรรคเพื่อไทย
ส่วนหลังจากนี้จะเห็น ทักษิณ ลงพื้นที่ช่วยหาเสียงบ่อยขึ้นหรือไม่ ชูศักดิ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องของดุลยพินิจของ ทักษิณ ที่จะดูเรื่องความเหมาะสม
เมื่อถามย้ำว่า กังวลหรือไม่ว่า หลังจากนี้จะมีบรรดานักร้องนำเรื่องดังกล่าวไปร้องเรียน ชูศักดิ์ กล่าวว่า ไม่ได้กังวลอะไร เพราะตามระเบียบสามารถทำได้และเคยทำมาแล้ว
ไม่ต่างอะไรกับหลายคนที่เป็นผู้ช่วยหาเสียงให้กับพรรคการเมือง และพรรคเพื่อไทยมีบุคคลประเภทนี้มาก เพราะโดนกระทำมาเยอะ
— ชูศักดิ์ ศิรินิล




