ชูศักดิ์ ศิรินิล รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ชี้แจงกรณี เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ระบุจะบรรจุการแก้ไขรัฐธรรมนูญในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรก โดยจะมีการให้ประชาชนทราบคำถามประชามติก่อน เพื่อพิจารณา หรือ ครม.จะใช้ดุลยพินิจในการดำเนินการ ว่า แน่นอนว่าถ้าจะทำประชามติ ต้องมีคำถาม ก็เป็นเรื่องที่ ครม.ต้องพิจารณา แต่พรรคเพื่อไทย เสนอไปว่า ให้มีการทำประชามติด้วยคำถามเห็นด้วยหรือไม่ ที่จะให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยกระบวนการจากสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน
“เราก็จะส่งเรื่องนี้ให้ ครม.พิจารณา แต่จะปรับแก้อย่างไรก็เป็นเรื่องของ ครม. ซึ่ง ครม.อาจจะดูตามความเหมาะสม แต่สาระสำคัญที่เราเสนอไป คือให้มีการเขียนฉบับใหม่” ชูศักดิ์ ระบุ
ส่วนจะใช้เวลาดำเนินการประมาณเท่าไหร่นั้น ชูศักดิ์ บอกว่า ถ้า ครม.มีมติ ผู้ที่รับผิดชอบการทำประชามติ คือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งตามกฎหมายการทำประชามติกำหนดว่า ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 90 วัน แต่ไม่เกิน 120 วัน และถ้าทำประชามติผ่าน ครม.หรือพรรคการเมือง ก็ต้องนำเสนอร่างกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งสาระคือแก้ไขมาตรา 256 ว่าด้วยวิธีแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อเพิ่มหมวดการจัดทำรัฐธรรมนูฐฉบับใหม่โดยกระบวนการ ส.ส.ร. ซึ่งส่วนนี้ จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ
“เมื่อกฎหมายนี้ออกมาเสร็จ ก็จะมีการเลือก ส.ส.ร. เมื่อได้ ส.ส.ร.แล้ว ส.ส.ร.ก็จะยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมจึงเคยให้สัมภาษณ์ไปก่อนหน้าว่า ระยะเวลากว่าจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ น่าจะใช้เวลาประมาณ 3 ปี” ชูศักดิ์ ระบุ
ส่วนกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่พรรคเพื่อไทย โหวตไม่เห็นชอบที่พรรคก้าวไกล เสนอให้มีการเลื่อนญัตติการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาแก้ไขในสภาฯ ก่อนนั้น ชูศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับข้อเสนอของพรรคก้าวไกล หากสภาฯ มีมติให้ผ่าน ก็ยังไม่จบ เพราะตามกฎหมายประชามติ คนจะเสนอ ครม.ให้ทำประชามติได้คือรัฐสภา ต่อให้ข้อเสนอของพรรคก้าวไกล ผ่านการโหวต ก็ต้องดูอีกว่า สมาชิกวุฒิสภา (สว.) จะให้ผ่านหรือไม่ จึงคิดว่าการที่ ครม.จะมีมติเลย จะเป็นการรัดร่นระยะเวลา ไม่ต้องผ่านด่านต่างๆ
สำหรับข้อกังวลจาก ส.ว. ว่าการมี ส.ส.ร.มายกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ จะกระทบหมวด 1 และ 2 ต้องมีการจำกัดเรื่องนี้ด้วยหรือไม่นั้น ชูศักดิ์ มองว่า ขึ้นอยู่กับร่างแก้ไขเพิ่มเติมฯ ที่เสนอเข้าไป อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปคงไม่มีใครแก้หมวด 1 และ 2 เพราะมีมาตรา 255 กำกับไว้ว่าจะแก้รัฐธรรมนูญอยางไรก็ตาม ห้ามกระทบต่อรูปแบบการปกครองของรัฐ คือระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ส่วนการรีโนเวทร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ต้องมีการรับฟังความเห็นจากพรรคร่วมรัฐบาลด้วยหรือไม่นั้น ชูศักดิ์ มองว่า หากเป็นร่างของ ครม.ก็ต้องรับฟัง แต่เข้าใจว่า ครม.คงเปิดโอกาสให้ทุกพรรคที่มีเสียงเพียงพอ สามารถเสนอร่างฯ ได้ ทั้งพรรคที่ร่วมและไม่ร่วมรัฐบาล
“คราวที่แล้วก็มีร่างฯ จากหลายพรรคการเมือง แต่กลับไม่มีร่างฯ ของ ครม. ก็สุดแล้วแต่” ชูศักดิ์ ระบุ
ส่วนกรณีที่พรรครวมไทยสร้างชาติและพรรคพลังประชารัฐ มีจุดยืนในการไม่แก้ไข จะมีการเจรจากันอย่างไรนั้น ชูศักดิ์ กล่าวว่า ก็ต้องคุย คราวที่แล้วพรรคพลังประชารัฐ ก็แก้โดยมี ส.ส.ร. ซึ่งเมื่อเปลี่ยนกรรมการแล้วก็ต้องว่ากันไป แต่นโยบายของพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคแกนนำ เรามีชัดเจน เมื่อถามว่าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องเป็นการยอมรับร่วมกันใช่หรือไม่ ชูศักดิ์ ระบุ เข้าใจว่าจะต้องเป็นนโยบายรัฐบาลที่จะนำเสนอต่อสภาฯ อาจเร่งด่วนหรือไม่ก็ได้ แต่ในท้ายที่สุด ทั้งเรื่องการเมืองและเรื่องรัฐธรรมนูญควรจะต้องเป็นนโยบายของรัฐบาล
สำหรับความคืบหน้ากำหนดการประชุมกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย เพื่อเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่นั้น ชูศักดิ์ ก็ยอมรับว่า ยังไม่ได้มีการกําหนดวัน เพราะต้องพูดคุยกับทั้งรักษาการเลขาธิการพรรคและกรรมการบริหารพรรค ว่าวันใดจะเหมาะสม แต่ต้องอยู่ภายใน 60 วัน ทั้งนี้ ตามหลักการทั่วไป ต้องเรียกประชุมวิสามัญซึ่งเป็นการประชุมใหญ่ โดยสมาชิกทุกคนมีสิทธิที่จะเสนอชื่อกรรมการบริหารพรรค แต่คงต้องไตร่ตรองกันดูว่าใครจะเหมาะสม แล้วจึงนำเสนอในที่ประชุมใหญ่
เมื่อถามว่า สเปคของหัวหน้าพรรคเป็นอย่างไรนั้น ชูศักดิ์ หัวเราะพร้อมกล่าวว่า ขณะนี้พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล สิ่งสำคัญที่สุดของพรรค คือการที่จะต้องทำงานเพื่อสนับสนุนรัฐบาลมากน้อยเพียงใด จึงควรเป็นผู้มีความรอบรู้ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม
ส่วนเมื่อถามย้ำว่า จะต้องเป็นคนรุ่นใหม่หรือไม่ ชูศักดิ์ กล่าวว่า “ไม่ทราบ สุดแต่สมาชิก” เมื่อผู้สื่อข่าวพูดถึงกระแสความต้องการให้ แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย เป็นหัวหน้าพรรค ชูศักดิ์ ก็กล่าวว่า “สุดแต่ท่าน” ส่วนจำเป็นต้องเป็น ส.ส.หรือไม่นั้น ชูศักดิ์ กล่าวว่า “ไม่จำเป็น ที่ผ่านมาหัวหน้าพรรคก็ไม่ได้เป็น สส.ตั้งหลายคน”
“เราก็จะส่งเรื่องนี้ให้ ครม.พิจารณา แต่จะปรับแก้อย่างไรก็เป็นเรื่องของ ครม. ซึ่ง ครม.อาจจะดูตามความเหมาะสม แต่สาระสำคัญที่เราเสนอไป คือให้มีการเขียนฉบับใหม่” ชูศักดิ์ ระบุ
ส่วนจะใช้เวลาดำเนินการประมาณเท่าไหร่นั้น ชูศักดิ์ บอกว่า ถ้า ครม.มีมติ ผู้ที่รับผิดชอบการทำประชามติ คือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งตามกฎหมายการทำประชามติกำหนดว่า ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 90 วัน แต่ไม่เกิน 120 วัน และถ้าทำประชามติผ่าน ครม.หรือพรรคการเมือง ก็ต้องนำเสนอร่างกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งสาระคือแก้ไขมาตรา 256 ว่าด้วยวิธีแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อเพิ่มหมวดการจัดทำรัฐธรรมนูฐฉบับใหม่โดยกระบวนการ ส.ส.ร. ซึ่งส่วนนี้ จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ
“เมื่อกฎหมายนี้ออกมาเสร็จ ก็จะมีการเลือก ส.ส.ร. เมื่อได้ ส.ส.ร.แล้ว ส.ส.ร.ก็จะยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมจึงเคยให้สัมภาษณ์ไปก่อนหน้าว่า ระยะเวลากว่าจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ น่าจะใช้เวลาประมาณ 3 ปี” ชูศักดิ์ ระบุ
ส่วนกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่พรรคเพื่อไทย โหวตไม่เห็นชอบที่พรรคก้าวไกล เสนอให้มีการเลื่อนญัตติการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาแก้ไขในสภาฯ ก่อนนั้น ชูศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับข้อเสนอของพรรคก้าวไกล หากสภาฯ มีมติให้ผ่าน ก็ยังไม่จบ เพราะตามกฎหมายประชามติ คนจะเสนอ ครม.ให้ทำประชามติได้คือรัฐสภา ต่อให้ข้อเสนอของพรรคก้าวไกล ผ่านการโหวต ก็ต้องดูอีกว่า สมาชิกวุฒิสภา (สว.) จะให้ผ่านหรือไม่ จึงคิดว่าการที่ ครม.จะมีมติเลย จะเป็นการรัดร่นระยะเวลา ไม่ต้องผ่านด่านต่างๆ
สำหรับข้อกังวลจาก ส.ว. ว่าการมี ส.ส.ร.มายกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ จะกระทบหมวด 1 และ 2 ต้องมีการจำกัดเรื่องนี้ด้วยหรือไม่นั้น ชูศักดิ์ มองว่า ขึ้นอยู่กับร่างแก้ไขเพิ่มเติมฯ ที่เสนอเข้าไป อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปคงไม่มีใครแก้หมวด 1 และ 2 เพราะมีมาตรา 255 กำกับไว้ว่าจะแก้รัฐธรรมนูญอยางไรก็ตาม ห้ามกระทบต่อรูปแบบการปกครองของรัฐ คือระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ส่วนการรีโนเวทร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ต้องมีการรับฟังความเห็นจากพรรคร่วมรัฐบาลด้วยหรือไม่นั้น ชูศักดิ์ มองว่า หากเป็นร่างของ ครม.ก็ต้องรับฟัง แต่เข้าใจว่า ครม.คงเปิดโอกาสให้ทุกพรรคที่มีเสียงเพียงพอ สามารถเสนอร่างฯ ได้ ทั้งพรรคที่ร่วมและไม่ร่วมรัฐบาล
“คราวที่แล้วก็มีร่างฯ จากหลายพรรคการเมือง แต่กลับไม่มีร่างฯ ของ ครม. ก็สุดแล้วแต่” ชูศักดิ์ ระบุ
ส่วนกรณีที่พรรครวมไทยสร้างชาติและพรรคพลังประชารัฐ มีจุดยืนในการไม่แก้ไข จะมีการเจรจากันอย่างไรนั้น ชูศักดิ์ กล่าวว่า ก็ต้องคุย คราวที่แล้วพรรคพลังประชารัฐ ก็แก้โดยมี ส.ส.ร. ซึ่งเมื่อเปลี่ยนกรรมการแล้วก็ต้องว่ากันไป แต่นโยบายของพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคแกนนำ เรามีชัดเจน เมื่อถามว่าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องเป็นการยอมรับร่วมกันใช่หรือไม่ ชูศักดิ์ ระบุ เข้าใจว่าจะต้องเป็นนโยบายรัฐบาลที่จะนำเสนอต่อสภาฯ อาจเร่งด่วนหรือไม่ก็ได้ แต่ในท้ายที่สุด ทั้งเรื่องการเมืองและเรื่องรัฐธรรมนูญควรจะต้องเป็นนโยบายของรัฐบาล
สำหรับความคืบหน้ากำหนดการประชุมกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย เพื่อเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่นั้น ชูศักดิ์ ก็ยอมรับว่า ยังไม่ได้มีการกําหนดวัน เพราะต้องพูดคุยกับทั้งรักษาการเลขาธิการพรรคและกรรมการบริหารพรรค ว่าวันใดจะเหมาะสม แต่ต้องอยู่ภายใน 60 วัน ทั้งนี้ ตามหลักการทั่วไป ต้องเรียกประชุมวิสามัญซึ่งเป็นการประชุมใหญ่ โดยสมาชิกทุกคนมีสิทธิที่จะเสนอชื่อกรรมการบริหารพรรค แต่คงต้องไตร่ตรองกันดูว่าใครจะเหมาะสม แล้วจึงนำเสนอในที่ประชุมใหญ่
เมื่อถามว่า สเปคของหัวหน้าพรรคเป็นอย่างไรนั้น ชูศักดิ์ หัวเราะพร้อมกล่าวว่า ขณะนี้พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล สิ่งสำคัญที่สุดของพรรค คือการที่จะต้องทำงานเพื่อสนับสนุนรัฐบาลมากน้อยเพียงใด จึงควรเป็นผู้มีความรอบรู้ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม
ส่วนเมื่อถามย้ำว่า จะต้องเป็นคนรุ่นใหม่หรือไม่ ชูศักดิ์ กล่าวว่า “ไม่ทราบ สุดแต่สมาชิก” เมื่อผู้สื่อข่าวพูดถึงกระแสความต้องการให้ แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย เป็นหัวหน้าพรรค ชูศักดิ์ ก็กล่าวว่า “สุดแต่ท่าน” ส่วนจำเป็นต้องเป็น ส.ส.หรือไม่นั้น ชูศักดิ์ กล่าวว่า “ไม่จำเป็น ที่ผ่านมาหัวหน้าพรรคก็ไม่ได้เป็น สส.ตั้งหลายคน”




