ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมือง กล่าวช่วงท้ายหลังรับฟังการแถลงข่าวการลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็ทโอยู) ในการจัดตั้งรัฐบาล ว่า “วันนี้ผมมาในฐานะประชาชน เมื่อ 9 ปีที่แล้ว ผมเป็นนักการเมือง ผมถูกคลุมหัว ถูกปรับทัศนคติ เวลาที่มีรัฐประหาร ผมว่าทั้งหมดนั้น คงไม่มีใครมีความรู้สึกเจ็บช้ำเท่าผม ณ วันนี้ผมเป็นประชาชน ผมสนับสนุนท่าน แต่ผมเกรงว่า มันมีอำนาจอื่นๆ ที่จะไม่ให้ท่านเป็นนายกฯ ผมจำเป็นต้องพูดอย่างนั้น พูด ณ วันนี้ พูดต่อหน้าสื่อมวลชน
ถ้าท่าน 2 พรรค ระหว่างพรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล ได้จับมือกัน ไม่ว่าในสถานะใด ประชาชนอย่างผมก็ไม่ต้องรอ นี่คือสิ่งที่คุณศิธา (น.ต.ศิธา ทิวารี) คงจะถาม ผมจะพูดชัดๆ ว่ามีอำนาจแน่นอน ที่ไม่อยากให้ท่านได้ จะเพราะความกลัวหรือจะเรื่องใด ผมไม่ขอเอ่ย
แต่อย่างเมื่อท่านมีจุดยืน ท่านมีอุดมการณ์ คนเลือกท่านมา ก็ต้องมีอุดมการณ์ อำนาจที่ว่านี้ จึงเป็นเงื่อนไขของพวกท่านเอง วันนี้หลังเซ็นต์เอ็มโอยู Memorandum of Understanding เป็นแค่บันทึกความเข้าใจ มันยังไม่ได้เป็นจริง ผมมาในฐานะประชาชน ผมมาให้กำลังใจท่าน ทั้ง 8 ท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณพิธา คุณจะเป็นผู้นำที่มีอายุน้อยที่สุด ผมในฐานะประชาชนก็จำเป็นที่จะต้องมา ผมฟังที่สื่อทั้งหลายถาม ประเด็นสำคัญก็คือ รัฐประหารในวันที่ 22 พ.ค. 2557 ถ้าไม่อย่างนั้นป่านนี้ ผมคงจะได้เป็นหัวหน้าพรรค แล้วนั่งอยู่บนนั้น แต่กลับโดนคลุมถุงแทน ไม่ต้องการหรอกรัฐประหาร ไม่มีใครในประเทศนี้ต้องการ
แต่เพราะเงื่อนไขของพรรคการเมืองและรัฐบาลนั่นเอง ผมเป็นฝ่ายค้าน ผมไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย และผมยังเตือนด้วยว่าอย่าไปเชื่อ แต่ปรากฎว่า ณ วันนั้น เงื่อนไขมันได้ การจะมีรัฐประหารของประเทศไทย ล้วนเกิดขึ้นจากรัฐบาลทั้งนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นจากคนอื่นเลย ผมจึงขอให้ท่านระมัดระวังเงื่อนไข 2 อย่าง ในระหว่างนี้ ก่อนท่านจะได้เป็นนายกฯ ที่มันมีเงื่อนไขต่างๆ และในระหว่างที่เป็นนายกฯ มันก็ยังมีเงื่อนไข อำนาจในเมืองไทย มันมีหลายๆ อำนาจด้วยกัน”
ถ้าท่าน 2 พรรค ระหว่างพรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล ได้จับมือกัน ไม่ว่าในสถานะใด ประชาชนอย่างผมก็ไม่ต้องรอ นี่คือสิ่งที่คุณศิธา (น.ต.ศิธา ทิวารี) คงจะถาม ผมจะพูดชัดๆ ว่ามีอำนาจแน่นอน ที่ไม่อยากให้ท่านได้ จะเพราะความกลัวหรือจะเรื่องใด ผมไม่ขอเอ่ย
แต่อย่างเมื่อท่านมีจุดยืน ท่านมีอุดมการณ์ คนเลือกท่านมา ก็ต้องมีอุดมการณ์ อำนาจที่ว่านี้ จึงเป็นเงื่อนไขของพวกท่านเอง วันนี้หลังเซ็นต์เอ็มโอยู Memorandum of Understanding เป็นแค่บันทึกความเข้าใจ มันยังไม่ได้เป็นจริง ผมมาในฐานะประชาชน ผมมาให้กำลังใจท่าน ทั้ง 8 ท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณพิธา คุณจะเป็นผู้นำที่มีอายุน้อยที่สุด ผมในฐานะประชาชนก็จำเป็นที่จะต้องมา ผมฟังที่สื่อทั้งหลายถาม ประเด็นสำคัญก็คือ รัฐประหารในวันที่ 22 พ.ค. 2557 ถ้าไม่อย่างนั้นป่านนี้ ผมคงจะได้เป็นหัวหน้าพรรค แล้วนั่งอยู่บนนั้น แต่กลับโดนคลุมถุงแทน ไม่ต้องการหรอกรัฐประหาร ไม่มีใครในประเทศนี้ต้องการ
แต่เพราะเงื่อนไขของพรรคการเมืองและรัฐบาลนั่นเอง ผมเป็นฝ่ายค้าน ผมไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย และผมยังเตือนด้วยว่าอย่าไปเชื่อ แต่ปรากฎว่า ณ วันนั้น เงื่อนไขมันได้ การจะมีรัฐประหารของประเทศไทย ล้วนเกิดขึ้นจากรัฐบาลทั้งนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นจากคนอื่นเลย ผมจึงขอให้ท่านระมัดระวังเงื่อนไข 2 อย่าง ในระหว่างนี้ ก่อนท่านจะได้เป็นนายกฯ ที่มันมีเงื่อนไขต่างๆ และในระหว่างที่เป็นนายกฯ มันก็ยังมีเงื่อนไข อำนาจในเมืองไทย มันมีหลายๆ อำนาจด้วยกัน”




