












ที่โรงแรม เดอะเดวิส ‘ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์’ ตั้งโต๊ะแถลงข่าวชำแหละพฤติการณ์ของ ‘เศรษฐา ทวีสิน’ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ขณะดำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารสูงสุดของบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)
โดย ‘ชูวิทย์’ กล่าวหาว่า ‘เศรษฐา’ มีพฤติกรรมสมคบคิดและร่วมขบวนการทำนิติกรรมอำพราง ซื้อขายที่ดินโดยหลบเลี่ยงการเสียภาษี เป็นเหตุให้รัฐสูญเสียรายได้กว่า 500 ล้านบาท โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นช่วงปี 62 บริษัท แสนสิริฯ ได้ซื้อขายที่ดินย่านถนนสารสิน มูลค่ากว่า 1,570 ล้านบาท โดยที่ดินดังกล่าว เป็นที่ดินของ ‘บริษัท ประไพทรัพย์ จำกัด’ ต่อมาบริษัทดังกล่าวได้เลิกกิจการ และแบ่งที่ดินให้กับผู้ถือหุ้น 12 คน ตามสัดส่วน ต่อมา บริษัท แสนสิริฯ ได้เข้ามาซื้อที่ดินแปลงนี้
แต่แทนที่จะเป็นการซื้อขายที่ดินในฐานะ ‘คณะบุคคล’ เพราะเป็นที่ดินแปลงเดียว อยู่บนโฉนดเดียว ไม่มีการแยกแปลง และไม่มีการระบุว่าแต่ละคนอยู่ตำแหน่งใดอย่างชัดเจน บริษัท แสนสิริฯ กลับซื้อที่ดินดังกล่าว ด้วยวิธีแบ่งการโอนที่ดินเป็น 12 นิติกรรม ตามจำนวนผู้ถือหุ้นเดิม และโอนที่ดินติดต่อกัน 12 วัน เพื่ออำพรางลดการเสียภาษี โดย ‘ชูวิทย์’ ได้นำถาดพิซซ่า มาอธิบายประกอบเพื่อชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติของการแบ่งขายที่ดินครั้งนี้ด้วย
นอกจากนี้ ‘ชูวิทย์’ ยังอ้างว่าเขาพบความผิดปกติของราคาที่ดิน และการจ่ายเงินที่ใช้วิธีจ่ายสด ไม่จ่ายด้วยเช็ค ทั้งที่เป็นเงินจำนวนหลักร้อยล้านบาท อีกทั้งการประชุมของ บริษัท แสนสิริฯ เมื่อวันที่ 14 ส.ค. 62 ‘เศรษฐา’ ยังเป็นผู้ลงนามรับรอง มติที่ให้แยกโอนที่ดิน 12 วัน จึงมองว่า ‘เศรษฐา’ ซึ่งเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญเรื่องการขายที่ดิน ย่อมรู้ดีว่าการทำแบบนี้หมายถึงอะไร แม้บริษัทอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่ในไทยจะหลีกเลี่ยงภาษีด้วยวิธีนี้ แต่บริษัท แสนสิริฯ ทำเยอะกว่าบริษัทอื่น
ด้วยเหตุผลทั้งหมดจึงทำให้ ‘ชูวิทย์’ มองว่า ‘เศรษฐา’ มีพฤติกรรมไม่บริสุทธิ์ และไม่เหมาะสมต่อการเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะการเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องมีความบริสุทธิ์อย่างเป็นที่ประจักษ์ เชื่อว่าหาก ‘เศรษฐา’ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี คงมีเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนต่างๆ เหมือนกับคดีเก่าๆ ของ ‘ทักษิณ ชินวัตร’ อดีตนายกรัฐมนตรี
‘ชูวิทย์’ ยังตั้งคำถามไปยัง ‘สว.’ ว่าจะยกมือสนับสนุนให้ ‘เศรษฐา’ เป็นนายกฯ หรือไม่ ถ้าโหวตให้ถือว่า ‘สว.’ ทำให้มีนายกฯ ที่ช่วยนายทุนหลบหนี พร้อมถามไปยัง ‘พรรคก้าวไกล’ ที่มีนโยบายไม่สนับสนุนทุนผูกขาดว่าจะสนับสนุนให้ ‘เศรษฐา’ เป็นนายกฯ ต่อหรือไม่
สำหรับการแถลงข่าววันนี้ ‘ชูวิทย์’ ยืนยันว่าไม่ได้ออกมาเพราะมีความขัดแย้งส่วนตัวกับ ‘เศรษฐา’ เพียงแต่ ‘เศรษฐา’ มาจากพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคที่ได้ตระบัดสัตย์ เอาดีเข้าตัว เอาชั่วให้คนอื่น จึงต้องออกมาพูด ซึ่งส่วนตัวมองว่าในรายชื่อแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย คนที่เหมาะสมเป็นนายกฯ คือ ‘ชัยเกษม นิติสิริ’ เพราะเป็นผู้มีความรู้ทางกฎหมาย และมีอายุมากแล้วคงไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง ส่วน ‘แพทองธาร ชินวิตร’ มองว่ายังมีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ที่หวังทำทุกอย่างให้ ‘ทักษิณ’ ผู้เป็นพ่อได้กลับไทย โดย ‘ชูวิทย์’ เชื่อว่า ‘ทักษิณ’ จะยังไม่กลับไทย จนกว่าเพื่อไทยจะจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ
ต่อจากนี้ ‘ชูวิทย์’ บอกว่าเขาจะยื่นเรื่องต่อสภาผู้แทนราษฎร เพื่อชี้ให้เห็นว่า ‘เศรษฐา’ ขาดคุณสมบัติในการเป็นนายกรัฐมนตรี รวมถึงจะยื่นเรื่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเพิ่มเติม และจะแฉข้อมูลเกี่ยวกับ ‘เศรษฐา’ อย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ก่อนเริ่มการแถลงข่าว ชูวิทย์ บอกว่าเขาเหลือเวลาอยู่บนโลกนี้ไม่นาน เมื่อเช้าก็เพิ่งไปฉีดคีโมรักษามะเร็งมา ดังนั้นอยากให้ทุกคนโฟกัสประเด็นที่เขาพูด มากกว่าเหตุผลที่เขาออกมา และส่วนตัวไม่กลัวถูกฟ้องกลับ เพราะมั่นใจในหลักฐานที่ตัวเองมี
อีกประเด็นที่สนใจ คือ การแถลงข่าวครั้งนี้ ‘เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ’ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ มาร่วมสังเกตการณ์ด้วย โดยบอกว่ามาในนามส่วนตัว โดยเขาจะนำข้อมูลที่ ‘ชูวิทย์’ พูดถึง ไปวิเคราะห์อีกด้านหนึ่ง เพราะมองยังมีความคลาดเคลื่อนด้านข้อกฎหมายอยู่
ขณะที่ ‘ชูวิทย์’ ได้แจ้งผู้สื่อข่าวผ่านไลน์ว่า “ผมไม่ได้รู้จักเรืองไกร เขาเป็นคนทำให้ผมติดคุกด้วยซ้ำ เพราะเป็นคนร้องเรียนเรื่องผมรายงานบัญชีทรัพย์สินไม่ครบ จึงไม่มีอะไรเกี่ยวข้อง”
โดย ‘ชูวิทย์’ กล่าวหาว่า ‘เศรษฐา’ มีพฤติกรรมสมคบคิดและร่วมขบวนการทำนิติกรรมอำพราง ซื้อขายที่ดินโดยหลบเลี่ยงการเสียภาษี เป็นเหตุให้รัฐสูญเสียรายได้กว่า 500 ล้านบาท โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นช่วงปี 62 บริษัท แสนสิริฯ ได้ซื้อขายที่ดินย่านถนนสารสิน มูลค่ากว่า 1,570 ล้านบาท โดยที่ดินดังกล่าว เป็นที่ดินของ ‘บริษัท ประไพทรัพย์ จำกัด’ ต่อมาบริษัทดังกล่าวได้เลิกกิจการ และแบ่งที่ดินให้กับผู้ถือหุ้น 12 คน ตามสัดส่วน ต่อมา บริษัท แสนสิริฯ ได้เข้ามาซื้อที่ดินแปลงนี้
แต่แทนที่จะเป็นการซื้อขายที่ดินในฐานะ ‘คณะบุคคล’ เพราะเป็นที่ดินแปลงเดียว อยู่บนโฉนดเดียว ไม่มีการแยกแปลง และไม่มีการระบุว่าแต่ละคนอยู่ตำแหน่งใดอย่างชัดเจน บริษัท แสนสิริฯ กลับซื้อที่ดินดังกล่าว ด้วยวิธีแบ่งการโอนที่ดินเป็น 12 นิติกรรม ตามจำนวนผู้ถือหุ้นเดิม และโอนที่ดินติดต่อกัน 12 วัน เพื่ออำพรางลดการเสียภาษี โดย ‘ชูวิทย์’ ได้นำถาดพิซซ่า มาอธิบายประกอบเพื่อชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติของการแบ่งขายที่ดินครั้งนี้ด้วย
นอกจากนี้ ‘ชูวิทย์’ ยังอ้างว่าเขาพบความผิดปกติของราคาที่ดิน และการจ่ายเงินที่ใช้วิธีจ่ายสด ไม่จ่ายด้วยเช็ค ทั้งที่เป็นเงินจำนวนหลักร้อยล้านบาท อีกทั้งการประชุมของ บริษัท แสนสิริฯ เมื่อวันที่ 14 ส.ค. 62 ‘เศรษฐา’ ยังเป็นผู้ลงนามรับรอง มติที่ให้แยกโอนที่ดิน 12 วัน จึงมองว่า ‘เศรษฐา’ ซึ่งเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญเรื่องการขายที่ดิน ย่อมรู้ดีว่าการทำแบบนี้หมายถึงอะไร แม้บริษัทอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่ในไทยจะหลีกเลี่ยงภาษีด้วยวิธีนี้ แต่บริษัท แสนสิริฯ ทำเยอะกว่าบริษัทอื่น
ด้วยเหตุผลทั้งหมดจึงทำให้ ‘ชูวิทย์’ มองว่า ‘เศรษฐา’ มีพฤติกรรมไม่บริสุทธิ์ และไม่เหมาะสมต่อการเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะการเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องมีความบริสุทธิ์อย่างเป็นที่ประจักษ์ เชื่อว่าหาก ‘เศรษฐา’ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี คงมีเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนต่างๆ เหมือนกับคดีเก่าๆ ของ ‘ทักษิณ ชินวัตร’ อดีตนายกรัฐมนตรี
‘ชูวิทย์’ ยังตั้งคำถามไปยัง ‘สว.’ ว่าจะยกมือสนับสนุนให้ ‘เศรษฐา’ เป็นนายกฯ หรือไม่ ถ้าโหวตให้ถือว่า ‘สว.’ ทำให้มีนายกฯ ที่ช่วยนายทุนหลบหนี พร้อมถามไปยัง ‘พรรคก้าวไกล’ ที่มีนโยบายไม่สนับสนุนทุนผูกขาดว่าจะสนับสนุนให้ ‘เศรษฐา’ เป็นนายกฯ ต่อหรือไม่
สำหรับการแถลงข่าววันนี้ ‘ชูวิทย์’ ยืนยันว่าไม่ได้ออกมาเพราะมีความขัดแย้งส่วนตัวกับ ‘เศรษฐา’ เพียงแต่ ‘เศรษฐา’ มาจากพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคที่ได้ตระบัดสัตย์ เอาดีเข้าตัว เอาชั่วให้คนอื่น จึงต้องออกมาพูด ซึ่งส่วนตัวมองว่าในรายชื่อแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย คนที่เหมาะสมเป็นนายกฯ คือ ‘ชัยเกษม นิติสิริ’ เพราะเป็นผู้มีความรู้ทางกฎหมาย และมีอายุมากแล้วคงไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง ส่วน ‘แพทองธาร ชินวิตร’ มองว่ายังมีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ที่หวังทำทุกอย่างให้ ‘ทักษิณ’ ผู้เป็นพ่อได้กลับไทย โดย ‘ชูวิทย์’ เชื่อว่า ‘ทักษิณ’ จะยังไม่กลับไทย จนกว่าเพื่อไทยจะจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ
ต่อจากนี้ ‘ชูวิทย์’ บอกว่าเขาจะยื่นเรื่องต่อสภาผู้แทนราษฎร เพื่อชี้ให้เห็นว่า ‘เศรษฐา’ ขาดคุณสมบัติในการเป็นนายกรัฐมนตรี รวมถึงจะยื่นเรื่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเพิ่มเติม และจะแฉข้อมูลเกี่ยวกับ ‘เศรษฐา’ อย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ก่อนเริ่มการแถลงข่าว ชูวิทย์ บอกว่าเขาเหลือเวลาอยู่บนโลกนี้ไม่นาน เมื่อเช้าก็เพิ่งไปฉีดคีโมรักษามะเร็งมา ดังนั้นอยากให้ทุกคนโฟกัสประเด็นที่เขาพูด มากกว่าเหตุผลที่เขาออกมา และส่วนตัวไม่กลัวถูกฟ้องกลับ เพราะมั่นใจในหลักฐานที่ตัวเองมี
อีกประเด็นที่สนใจ คือ การแถลงข่าวครั้งนี้ ‘เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ’ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ มาร่วมสังเกตการณ์ด้วย โดยบอกว่ามาในนามส่วนตัว โดยเขาจะนำข้อมูลที่ ‘ชูวิทย์’ พูดถึง ไปวิเคราะห์อีกด้านหนึ่ง เพราะมองยังมีความคลาดเคลื่อนด้านข้อกฎหมายอยู่
ขณะที่ ‘ชูวิทย์’ ได้แจ้งผู้สื่อข่าวผ่านไลน์ว่า “ผมไม่ได้รู้จักเรืองไกร เขาเป็นคนทำให้ผมติดคุกด้วยซ้ำ เพราะเป็นคนร้องเรียนเรื่องผมรายงานบัญชีทรัพย์สินไม่ครบ จึงไม่มีอะไรเกี่ยวข้อง”

















