ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วานนี้ (13 กันยายน 2566) เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เปิดเผยถึง แนวคิดการเปลี่ยนจ่ายเงินเดือนข้าราชการ จากเดือนละ 1 รอบ มาเป็นเดือนละ 2 รอบ โดยคาดว่าจะมีผลบังคับใช้วันที่ 1 มกราคม 2567 ก็มีเสียงทักท้วงจากแวดวงคนการเมืองผ่านโซเชียลมีเดีย ตามมาทันที
เริ่มกันด้วย สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่เปรียบเทียบว่า ในสมัย 'ไทยรักไทย-ทักษิณ' จะใช้วิธีการสำรวจและวิจัย ก่อนออกเป็นนโยบาย แต่เรื่องนี้กลับไม่ถามข้าราชการ จึงอื้ออึงไปด้วยเสียงคัดค้าน และมองด้วยว่า เศรษฐา อาจชอบ 'ทุบโต๊ะเอา' โดยตัวเองก็ไม่รู้เรื่องราชการ จึงเสนอให้ทดลองใช้กับข้าราชการในสำนักนายกรัฐมนตรี และสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ก่อน 3 เดือน
“ถ้า feedback ดีก็เดินหน้า แต่ถ้าแย่ก็ควรถอยโดยยอมยกเลิกหมด จะเข้าท่ากว่า รักษาหน้า โดยทำเป็นทางเลือก หนึ่งประเทศ สองระบบ ใครอยากได้แบบไหนก็จะจัดระบบให้ มันเหนื่อยคนทำ กรมบัญชีกลาง ก็กล้าๆ พูดหน่อย ไม่ใช่ ได้ครับผม เหมาะสมครับท่าน” สมชัย ระบุ
ด้าน จตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน ก็ตำหนิว่า เรื่องนี้อาจสร้างปัญหาครั้งใหญ่กับฐานชีวิตที่แบกภาระหนี้เดือนชนเดือน เพราะในแง่ชีวิตของประชาชนหรือข้าราชการ จะมีค่าใช้จ่ายที่ต้นเดือนและต้องจ่ายการผ่อนซื้อในแต่ละเดือนเต็มจำนวน ซึ่งไม่อาจจ่ายผ่อนที่ละครึ่งเดือนได้ เช่น ค่าผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ไฟฟ้า อินเตอร์เน็ต เป็นต้น ดังนั้น ระบบการเงินที่ผ่านมาเงินเดือนกับรอบหนี้ต้องจ่าย จึงสอดคล้องหรือตรงกัน
“ถ้าระบบใหม่จากนี้ไป โครงสร้างรัฐที่แก้ใหม่ให้จ่ายกันที่ละครึ่งเดือน จึงไม่สอดรับกับการจ่ายผ่อนบ้าน หรือการชำระหนี้อื่นๆ ดังนั้น การแก้ปัญหาของนายกฯ จึงไม่ได้พิจารณาถึงค่าใช้จ่ายของชีวิตล้วนผูกติดไว้กับภาระหนี้ที่อยู่ต้นเดือน แนวทางนี้อาจจะเกิดการต่อต้านจากข้าราชการ เพราะหาเงินมาทดแทนไม่ทัน จึงเป็นหลักคิดของรัฐบาลที่โหลยโท่ยที่สุด” จตุพร ระบุ
ขณะที่ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล มองว่า ในทางปฏิบัติแม้จะไม่มีปัญหา แต่การการปรับเปลี่ยนดังกล่าว อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อแผนการใช้เงินของข้าราชการ และอาจส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมการใช้จ่ายอย่างหนึ่งอย่างใด ซ้ำยังเป็นข้อสั่งการโดยที่ยังไม่มีรายละเอียดครบถ้วน ไม่มีการสอบถามความต้องการของข้าราชการ และไม่มีการซักซ้อมทำความเข้าใจกันให้สิ้นข้อสงสัย ข้าราชการจำนวนไม่น้อยจึงเกิดความไม่สบายใจ
พร้อมแนะว่า หากรัฐบาลอยากช่วยเหลือข้าราชการที่ตรงจุด ในระยะสั้น ควรออกนำเอาระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการหักเงินเดือนเงินบําเหน็จบํานาญข้าราชการเพื่อชําระหนี้เงินกู้ให้แก่สวัสดิการภายในส่วนราชการและสหกรณ์ พ.ศ.2551 มาเป็นแนวทางในการออกระเบียบใหม่ เพื่อบังคับใช้กับข้าราชการทุกคน รวมทั้งตำรวจ และทหาร เพื่อให้การหักเงินเดือนเพื่อชำระหนี้สหกรณ์ หรือหนี้เงินกู้สวัสดิการ ต้องเหลือเงินเดือน เพื่อให้ข้าราชการใช้ในการดำรงชีวิตไม่น้อยกว่า 30% เพราะปัจจุบันมีข้าราชการจำนวนมาก ถูกหักเงินเดือน จนเงินเดือนเหลือน้อยมากจนน่าตกใจ
“ลองสอบถามข้าราชการดูได้ครับ โดยเฉพาะข้าราชการครู ตำรวจ และทหาร ว่าแต่ละเดือน ถูกหักเงินเดือนไปใช้หนี้สหกรณ์เท่าไหร่ และเหลือเงินเอาไว้ใช้จ่ายเท่าไหร่ ท่านนายกฯ จะทราบครับว่า ปัญหานี้หนักหนาสาหัสจริงๆ และถ้าแก้ได้ผมเชื่อว่าข้าราชการทั้งประเทศจะชื่นใจมากๆ เลยครับ” วิโรจน์ ระบุ
เริ่มกันด้วย สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่เปรียบเทียบว่า ในสมัย 'ไทยรักไทย-ทักษิณ' จะใช้วิธีการสำรวจและวิจัย ก่อนออกเป็นนโยบาย แต่เรื่องนี้กลับไม่ถามข้าราชการ จึงอื้ออึงไปด้วยเสียงคัดค้าน และมองด้วยว่า เศรษฐา อาจชอบ 'ทุบโต๊ะเอา' โดยตัวเองก็ไม่รู้เรื่องราชการ จึงเสนอให้ทดลองใช้กับข้าราชการในสำนักนายกรัฐมนตรี และสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ก่อน 3 เดือน
“ถ้า feedback ดีก็เดินหน้า แต่ถ้าแย่ก็ควรถอยโดยยอมยกเลิกหมด จะเข้าท่ากว่า รักษาหน้า โดยทำเป็นทางเลือก หนึ่งประเทศ สองระบบ ใครอยากได้แบบไหนก็จะจัดระบบให้ มันเหนื่อยคนทำ กรมบัญชีกลาง ก็กล้าๆ พูดหน่อย ไม่ใช่ ได้ครับผม เหมาะสมครับท่าน” สมชัย ระบุ
ด้าน จตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน ก็ตำหนิว่า เรื่องนี้อาจสร้างปัญหาครั้งใหญ่กับฐานชีวิตที่แบกภาระหนี้เดือนชนเดือน เพราะในแง่ชีวิตของประชาชนหรือข้าราชการ จะมีค่าใช้จ่ายที่ต้นเดือนและต้องจ่ายการผ่อนซื้อในแต่ละเดือนเต็มจำนวน ซึ่งไม่อาจจ่ายผ่อนที่ละครึ่งเดือนได้ เช่น ค่าผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ไฟฟ้า อินเตอร์เน็ต เป็นต้น ดังนั้น ระบบการเงินที่ผ่านมาเงินเดือนกับรอบหนี้ต้องจ่าย จึงสอดคล้องหรือตรงกัน
“ถ้าระบบใหม่จากนี้ไป โครงสร้างรัฐที่แก้ใหม่ให้จ่ายกันที่ละครึ่งเดือน จึงไม่สอดรับกับการจ่ายผ่อนบ้าน หรือการชำระหนี้อื่นๆ ดังนั้น การแก้ปัญหาของนายกฯ จึงไม่ได้พิจารณาถึงค่าใช้จ่ายของชีวิตล้วนผูกติดไว้กับภาระหนี้ที่อยู่ต้นเดือน แนวทางนี้อาจจะเกิดการต่อต้านจากข้าราชการ เพราะหาเงินมาทดแทนไม่ทัน จึงเป็นหลักคิดของรัฐบาลที่โหลยโท่ยที่สุด” จตุพร ระบุ
ขณะที่ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล มองว่า ในทางปฏิบัติแม้จะไม่มีปัญหา แต่การการปรับเปลี่ยนดังกล่าว อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อแผนการใช้เงินของข้าราชการ และอาจส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมการใช้จ่ายอย่างหนึ่งอย่างใด ซ้ำยังเป็นข้อสั่งการโดยที่ยังไม่มีรายละเอียดครบถ้วน ไม่มีการสอบถามความต้องการของข้าราชการ และไม่มีการซักซ้อมทำความเข้าใจกันให้สิ้นข้อสงสัย ข้าราชการจำนวนไม่น้อยจึงเกิดความไม่สบายใจ
พร้อมแนะว่า หากรัฐบาลอยากช่วยเหลือข้าราชการที่ตรงจุด ในระยะสั้น ควรออกนำเอาระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการหักเงินเดือนเงินบําเหน็จบํานาญข้าราชการเพื่อชําระหนี้เงินกู้ให้แก่สวัสดิการภายในส่วนราชการและสหกรณ์ พ.ศ.2551 มาเป็นแนวทางในการออกระเบียบใหม่ เพื่อบังคับใช้กับข้าราชการทุกคน รวมทั้งตำรวจ และทหาร เพื่อให้การหักเงินเดือนเพื่อชำระหนี้สหกรณ์ หรือหนี้เงินกู้สวัสดิการ ต้องเหลือเงินเดือน เพื่อให้ข้าราชการใช้ในการดำรงชีวิตไม่น้อยกว่า 30% เพราะปัจจุบันมีข้าราชการจำนวนมาก ถูกหักเงินเดือน จนเงินเดือนเหลือน้อยมากจนน่าตกใจ
“ลองสอบถามข้าราชการดูได้ครับ โดยเฉพาะข้าราชการครู ตำรวจ และทหาร ว่าแต่ละเดือน ถูกหักเงินเดือนไปใช้หนี้สหกรณ์เท่าไหร่ และเหลือเงินเอาไว้ใช้จ่ายเท่าไหร่ ท่านนายกฯ จะทราบครับว่า ปัญหานี้หนักหนาสาหัสจริงๆ และถ้าแก้ได้ผมเชื่อว่าข้าราชการทั้งประเทศจะชื่นใจมากๆ เลยครับ” วิโรจน์ ระบุ




