พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ชี้แจงกรณีที่ไม่ได้เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) เพื่อพิจารณากรณี “ฮั้วเลือก สว.” เป็นคดีพิเศษ ซึ่งคณะกรรมการที่เป็นตำรวจหลายคนไม่ได้เข้าร่วมประชุม จนมีการตั้งข้อสังเกตว่าคณะกรรมการที่เป็นตำรวจเทการประชุม ว่า
“ขออย่าใช้คำว่า “เท” ในส่วนของ ผบ.ตร. ที่เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง มีการมอบหมายให้ผู้แทนหลักและผู้แทนสำรองเข้าประชุมตั้งแต่ปี 2562 แล้ว ซึ่งมีการมอบหมายให้รอง ผบ.ตร. หรือผู้ช่วย ผบ.ตร. ที่อยู่ในฝ่ายกฎหมายเป็นผู้แทนหลักและผู้แทนสำรองมาโดยตลอด และที่ผ่านมาตนเองก็ไม่เคยเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการชุดนี้สักครั้ง”
ขณะเดียวกันเมื่อวานนี้ (25 ก.พ.) ตนเองติดภารกิจดูงานด้านความมั่นคงที่สามจังหวัดชายแดนใต้ และช่วงบ่ายก็เป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งมีการนัดหมายก่อนแล้ว
ส่วนกรณีที่คณะกรรมการ กคพ. มีการนัดประชุมอีกครั้งในวันที่ 6 มีนาคมนี้ จะเข้าร่วมประชุมด้วยตนเองหรือจะมอบหมายผู้แทน? พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ระบุว่า
“ก็เป็นการมอบหมายผู้แทนเป็นหลักอยู่แล้ว ส่วน พล.ต.ท. สำราญ นวลมา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นหนึ่งในคณะกรรมการ ก็คือมีการติดภารกิจสำคัญ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ ที่คณะกรรมการจะติดภารกิจและไม่เข้าประชุม แต่บังเอิญพอดีกับที่มีการประชุมคณะกรรมการ กคพ.”
เมื่อถามว่า มีแรงกดดันหรือไม่ที่เมื่อวาน (25 ก.พ.) มีกระแสข่าวเรื่องการล็อบบี้คณะกรรมการ กคพ.? ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยืนยันว่า
“ไม่มีอะไรล็อบบี้ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามการประชุม และเมื่อวานนี้ตนเองก็ไม่ได้เข้าประชุม ทำให้ไม่ทราบเรื่องการกำหนดวาระ พร้อมย้ำว่าไม่มีการล็อบบี้ หรือฝากอะไร ซึ่งเป็นไปตามปกติของการประชุม”
ส่วนจะมีความหนักใจหรือไม่เพราะมีการเชื่อมโยงว่าเป็นประเด็นการเมือง? พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า “ไม่ทราบในประเด็นนี้ แต่ทราบจากการซักถามว่า เมื่อวานเป็นอย่างไรบ้าง ที่มีการมอบหมายให้คณะอนุกรรมการไปพิจารณาก่อนที่จะนำกลับเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการ กคพ. ครั้งต่อไป”
‘นายกฯ’ กำชับสกัดนำเข้า ‘บุหรี่ไฟฟ้า’ ย้ำ ‘นำเข้า-ครอบครอง-จำหน่าย-ใช้’ มีโทษชัดเจน
สำหรับกรณีที่นายกรัฐมนตรีเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหามาตรการป้องกันและปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า
ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ชี้แจงว่า นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า เนื่องจากเป็นมติ ครม. ตั้งแต่เดือนเมษายน 2567 โดยในส่วนของการปฏิบัติ ตำรวจได้มีการสืบสวน ป้องกันและปราบปรามมาโดยตลอด ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำ 2 เรื่อง คือ การสืบสวนจับกุม และการนำเข้า โดยให้ตำรวจบูรณาการกับศุลกากร ซึ่งถ้าป้องกันการนำเข้าได้ ก็จะทำให้บุหรี่ไฟฟ้าลดลง และยังเน้นย้ำกรณีที่หลุดจากการป้องกันการนำเข้าแล้วนำมาซุกซ่อน พักพิง และจำหน่าย
ส่วนกรณีของผู้ใช้อยู่ในขั้นตอนของการประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชน ส่วนกรณีที่มีการระบาดไปยังพื้นที่สถานศึกษา พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ ระบุว่า ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำมากเช่นกัน ซึ่งขณะนี้ พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้รับผิดชอบ
โดยมาตรการป้องกันปราบปรามของตำรวจ ได้เน้นไปที่สถานศึกษาด้วย ซึ่งในปี 2567 มีการจับกุมเกือบ 2,000 คดี และในปี 2568 ก็มีการจับกุมอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีการรับแจ้งเบาะแสจากประชาชนเข้ามาโดยตลอด และฝากเตือนไปยังผู้ที่เข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าว่าไม่มีการบังคับใช้กฎหมาย
"จริงๆ มีข้อกฎหมายเรื่องนี้อยู่แล้ว หากจำหน่าย นำเข้าหรือซุกซ่อนหรือทำผิดกฎหมายมีโทษจำคุก ซึ่งตำรวจมีข้อมูลบางส่วนแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการปราบปรามจับกุม
— พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)
‘รอบสถานศึกษา’ ส่งชุดสืบสวนตรวจสอบเข้ม
เมื่อถามว่า ควรจะมีชุดเฉพาะกิจบริเวณหน้าสถานศึกษาหรือไม่ เนื่องจากขณะนี้ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าลุกลามไปถึงเด็กประถม? พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า เรื่องชุดเฉพาะกิจ ขณะนี้ พล.ต.อ.ประจวบ รับผิดชอบอยู่ รวมถึงมีผู้ช่วย ผบ.ตร.คนอื่นๆ ดูแลตามที่ได้รับมอบหมาย โดยในการปฏิบัติการ ได้ให้ชุดสืบสวนภูธรจังหวัด ชุดสืบสวนกองบังคับการตำรวจนครบาลที่เป็นชุดปฏิบัติการรับผิดชอบ เข้าไปตรวจสอบตามนโยบายและการสั่งการ
ได้กำชับว่า ให้ทำอย่างเข้มข้นรอบสถานศึกษาหากพบการแอบจำหน่ายหรือมีแหล่งพักพิงต้องจับกุมทั้งหมด
— พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)
ลั่นพบ ตร.-ขรก.เอี่ยวมีโทษทั้งวินัย-อาญา
ขณะเดียวกัน ได้เข้มงวดกับตำรวจหรือข้าราชการ หากพบมีส่วนรู้เห็นหรือเกี่ยวข้องจะดำเนินการทางวินัยและอาญาอย่างเด็ดขาด ซึ่งเรื่องนี้ได้มีการออกหนังสือตั้งแต่ปี 2567 พร้อมย้ำว่า ใครที่บอกว่ายังไม่มีกฎหมายจับไม่ได้นั้นไม่ใช่ เรื่องนี้มีกฎหมายชัดเจนทั้งการนำเข้า ครอบครอง จำหน่าย และการใช้
เมื่อถามว่า กรณีที่มีข้อสั่งการให้กลับมารายงานความคืบหน้าภายใน 15 วัน จะได้เห็นผลในด้านใดบ้าง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า จะเห็นผลด้านการปราบปราม โดยในระยะเวลา 1 เดือนจะมีการประเมิน โดยให้ จิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งจะมีการประชุมทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในช่วงบ่ายวันพรุ่งนี้ เพื่อหารือและดำเนินมาตรการเชิงรุกในการปราบปราม
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ เปิดเผยด้วยว่า นายกรัฐมนตรีได้สอบถามเรื่องปัญหาคอลเซ็นเตอร์ โดย พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ก็ได้รายงานข้อมูลต่อนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับเรื่องที่กระทบความเป็นอยู่และสภาพเศรษฐกิจของประชาชน ซึ่งเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าก็เป็นเรื่องของสุขภาพด้วย และอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศด้วย




