ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาการยกระดับมาตรฐานการก่อสร้าง มาตรฐานความปลอดภัย การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้างอย่างเป็นระบบ สภาผู้แทนราษฎร นำโดย ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะรองประธาน กมธ. แถลงผลการประชุมกรณี ‘ถนนสามเสนทรุด’
ศุภณัฐ กล่าวว่า หน่วยงานที่มาให้ข้อมูลกับ กมธ. ยังไม่ได้ให้รายละเอียดมากพอ แต่ที่สำคัญคือผู้รับจ้าง ตั้งแต่เกิดเหตุมาผู้รับจ้างได้มีการแถลงข่าวให้ประชาชนได้รับทราบบ้างแล้วหรือไม่ ซึ่ง กมธ.ได้มีการเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจงแล้ว 3 ครั้ง โดยมีการส่งตัวแทนเป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยที่ไม่ได้อยู่ในระดับของผู้บริหารมาชี้แจง “ซึ่งเมื่อไม่ได้เป็นระดับบริหาร ก็ไม่สามารถที่จะตอบอะไรได้มากและครบถ้วนมากพอ เป็นการแสดงถึงความไม่ให้เกียรติกับ กมธ.เป็นอย่างมาก”
ขณะเดียวกันหน่วยงานผู้ว่าจ้างที่มีอำนาจในการบังคับผู้รับจ้างให้ต้องมาชี้แจง ก็กลับไม่ดำเนินการใดๆ เพื่อที่จะบังคับให้ผู้รับจ้างหรือผู้รับเหมามาชี้แจง “จึงอยากให้ติดตามว่าเมื่อไหร่บริษัทผู้รับเหมาจะมาชี้แจงกับ กมธ. และตอบคำถามกับสังคม” อย่างไรก็ตาม เรามีความกังวลหลายเรื่องที่สุด คือ เรื่องของการสื่อสารที่ยังไม่มีความชัดเจนมากพอ
ถามว่าความคืบหน้าของโครงการนี้อยู่ที่ไหน ผู้คนทราบแล้วหรือไม่ รายละเอียดของการประกันที่บอกว่ามีวงเงินประกัน 1.94 หมื่นล้าน จะครอบคลุมแบบใดบ้าง และตึก สน.สามเสน ที่ต้องรื้อถอนนั้นใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ
— ศุภณัฐ มีนชัยนันท์
ขณะเดียวกัน หน่วยงานต่างๆ เช่น การประปานครหลวง หรือประชาชนที่อยู่รอบบริเวณเขตดุสิต หากเขามีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น เขาจะวางบิลที่ใคร ระหว่างผู้รับเหมาหรือการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ซึ่งก็ไม่มีความชัดเจน ส่วนการบริหารจัดการในพื้นที่หน้างาน ตั้งแต่มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาจนถึงวันนี้ คณะกรรมการยังไม่มีการลงพื้นที่เลย และการบริหารจัดการหน้างานทั้งหมดก็ยกไปเป็นคณะกรรมการที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ตั้งขึ้นมา
แต่หลังบ้านเขาชี้แจงชัดเจนว่าหลักๆ คนที่มีอำนาจในการตัดสินใจว่าจะทำอะไรคือ รฟม.กับผู้รับจ้าง และหลักฐานต่างๆ เราจะเห็นหรือไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ตอนนี้การตัดสินใจทุกอย่างอยู่ในมือของผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้าง
— ศุภณัฐ มีนชัยนันท์

ด้าน ปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ สส.กทม. พรรคประชาชน ในฐานะ สส.ในพื้นที่ กล่าวว่า ได้เข้าร่วมกับ กมธ.ชุดนี้ โดยเมื่อวันที่ 2 ตุลาคมที่ผ่านมา ได้ตั้งกระทู้ถามสดนายกรัฐมนตรี “ซึ่งได้เสนอและเรียกร้องให้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบที่โปร่งใส และมีสัดส่วนจากภาคประชาชนมากเพียงพอที่จะให้น้ำหนัก แต่สัดส่วนที่มีคือ 2 ใน 11 คำถามคือนายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบในเรื่องนี้เพียงพอ และเมื่อดูรายชื่อแล้ว ผู้แทนจาก 9 หน่วยงานใน 11 หน่วยงานภาครัฐ รู้สึกผิดหวัง”
ส่วนเมื่อวันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมา ประธาน กมธ.ชุดนี้ ได้กล่าวในที่ประชุมว่าจะมีการทำหนังสือไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้เสนอรายชื่อผู้เชี่ยวชาญด้านโครงสร้างอุโมงค์ใต้ดินโดยเฉพาะเพิ่มขึ้นอีก 3 ท่านที่จะมาจาก 3 มหาวิทยาลัย “เพราะหากเรายิ่งมีสัดส่วนจากภาคประชาชนเยอะ ก็จะมีความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น”
สิ่งที่เราต้องกู้คืนโดยเร็วคือความเชื่อมั่นของประชาชน เพราะหากกรรมการการตรวจสอบในเหตุการณ์นี้ไม่โปร่งใส ผมก็เชื่อว่าประชาชนจะไม่ให้ความไว้วางใจโครงการนี้ในอนาคต แม้ว่าจะมีการแก้ไขในการก่อสร้าง และประชาชนยังมีความหวั่นเกรงว่าจะใช้โครงการสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินสายสีม่วงใต้หรือไม่ จึงอยากเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเพิ่มสัดส่วนคณะกรรมการการตรวจสอบของเหตุการณ์นี้อีกครั้ง
— ปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์
เมื่อถามว่า หากเอกชนยืนยันว่า “จะไม่มาชี้แจง” กมธ.จะดำเนินการอย่างไรต่อ? พชร จันทรรวงทอง สส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ในฐานะโฆษก กมธ. กล่าวว่า “เราต้องมีการบี้ไปที่ รฟม. ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้าง แต่พวกเราจะทำเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด อย่างไรก็ตาม สำหรับข้อมูลหลายอย่างที่ กมธ.รู้ ส่วนใหญ่พวกเราสร้างจากแหล่งข่าว ไม่ใช่จากทางราชการเป็นผู้ชี้แจง และเป็นที่น่าสงสัยเพราะหลังจากวันที่เกิดเหตุประมาณ 2 สัปดาห์ คณะกรรมการที่มีการตั้งขึ้นมาทราบมาว่ายังไม่มีการประชุม จึงเป็นที่กังวลของ กมธ.เป็นอย่างมาก”
ศุภณัฐ กล่าวเสริมว่า “เราพร้อมตรวจสอบเต็มที่ แต่ขณะเดียวกันต้องให้กระแสสังคมกดดันด้วยเช่นกัน เพราะเราทราบกันดีว่าผู้รับเหมาท่านนี้เป็นใคร และอาจจะมีความเชื่อมโยงอย่างไรกับพรรคการเมือง รวมถึงพรรคการเมืองใดกำกับกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวแทนที่ส่งมาจากหน่วยงานภายใต้สังกัดของกระทรวงมหาดไทย ที่เหลือเป็นหน่วยงานภายใต้สังกัดของกระทรวงคมนาคม และเจ้ากระทรวงคมนาคมเป็นสังกัดของพรรคการเมืองใด ชัดเจนอยู่แล้ว”
เมื่อเทียบกับตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่มีการรีบตั้งคณะกรรมการสอบสวน ยังถือว่าไวกว่ากรณีนี้ แต่กรณีนี้อ้อยอิ่ง คาดว่าน่าจะประชุมครั้งแรกในวันศุกร์ ถามว่าหลักฐานจะเหลืออะไร ผมทราบมาว่าในสถานีน่าจะกล้อง CCTV ติดอยู่ แต่ถามว่าวันนี้เราได้เห็นภาพจาก CCTV แล้วหรือไม่ ก็เพราะยังไม่เห็น เพราะเหตุใดทำไมจึงไม่เปิด นี่ถือเป็นความกังวล หากกระแสสังคมยังอยู่ที่การเปิดหรือไม่เปิดถนนเท่านั้น ไม่ได้โฟกัสเรื่องการตรวจสอบ สุดท้ายหลักฐานต่างๆ จะหายไปกับสายน้ำ และเราอาจจะไม่ได้เจอกับความจริงที่เป็นความจริง อาจจะเกิดมวยล้มตู้ได้ อย่างไรก็ตาม กระบวนการการตรวจสอบจะสะท้อนความจริงใจของรัฐบาลในเรื่องนี้ ซึ่งผมมีความกังวลว่าคณะกรรมการการตรวจสอบชุดนี้จะมีการเมืองแทรกแซงได้ เนื่องจากมีภาคประชาชนน้อยมาก ฉะนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเรียกร้องให้เพิ่มสัดส่วนคณะกรรมการ เพราะยิ่งมากคน โอกาสในการล็อบบี้ก็จะย่อมเกิดได้ยากขึ้น
— ศุภณัฐ มีนชัยนันท์
ศุภณัฐ กล่าวอีกว่า “ในกระทู้ถามสดของ ปารเมศ, นายกรัฐมนตรีเป็นคนตอบเองว่าเป็นปัญหาด้านวิศวกรรม และเมื่อมาคุยกันใน กมธ.ก็ค่อนข้างเชื่อว่าเป็นด้านวิศวกรรม แต่เราจะเห็นหลักฐานได้อย่างไรที่จะพิสูจน์ว่าเป็นหรือไม่เป็นวิศวกรรม ซึ่งจะสามารถพิสูจน์ได้ หากเป็นเหตุสุดวิสัยจริง ถามว่าประชาชนจะไว้ใจโครงการที่เหลือของภาครัฐได้หรือไม่ ใครจะกล้าใช้”




