ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ พร้อมด้วย วีรพัฒน์ ปริยวงศ์, เอกชัย ไชยนุวัฒน์ โฆษกคณะกรรมาธิการฯ และ นิกร จำนง กรรมาธิการฯ ร่วมประชุมนัดสุดท้ายก่อนแถลงสรุปข้อมูลการศึกษาของคณะกรรมาธิการฯ
วีรภัทร ระบุว่า ร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ได้แบ่งกรอบกฎหมายไว้ชัดเจน คือ
- ระยะเวลาที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นช่วงไหน โดยจะเริ่มนับตั้งแต่ก่อนการทำรัฐประหารปี 49 จนถึงสถานการณ์ปัจจุบัน แต่ก็จะไม่เลยวันที่มีการรับหลักการกฎหมายในสภาฯ
- ต้องดูมูลเหตุจูงใจทำการเมือง การกระทำที่กระทำไปโดยพยายามที่แสดงออกในการชุมนุม เป็นเรื่องส่วนตัวหรือความผิดบางลักษณะ ตามที่สภาได้รับหลักการไว้ คือ “ไม่นิรโทษกรรมความผิดที่เกี่ยวกับเรื่องที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึงแก่ความตาย เกี่ยวกับการทุจริต รวมถึงคดีกฎหมายอาญามาตรา 112”
ความผิดที่ได้จะได้รับการนิรโทษกรรมจะต้องอยู่ในบัญชีท้ายพระราชบัญญัติ ซึ่งเราพยายามอย่างยิ่งเพื่อให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมืองได้รับความช่วยเหลือมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสาขาอาชีพใดๆ ฉะนั้นบัญชีแนบท้ายพระราชบัญญัติจะระบุฐานความผิดเยอะมากขึ้นกว่าที่มีการรับหลักการในวาระแรก เพื่อช่วยทุกคนที่ตกเป็นเหยื่อหรือผู้ที่ถูกดึงเข้าไปในความขัดแย้งได้รับการช่วยเหลือ
— วีรพัฒน์ ปริยวงศ์
วีรพัฒน์ ระบุอีกว่า ในร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ มีการพูดถึงความรับผิดทางแพ่งด้วย
ไม่ได้ไปนิรโทษกรรมทางแพ่ง แต่จะใช้วิธีกรณีที่ผู้เสียหายเป็นรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ ก็จะไม่ฟ้องร้องบังคับคดีต่อ แต่ถ้าคดีใดฟ้องร้องบังคับคดีไปแล้วได้รับการชดใช้เยียวยาไปแล้วก็ไม่มีการส่งคืน นี่คือการพยายามสร้างความสมดุลในเชิงความเป็นธรรม และเราก็เห็นใจสำหรับบางคนที่ถูกบังคับคดีไปจนถึงขั้นล้มละลายไม่สามารถใช้ชีวิตตามปกติได้ ดังนั้นจึงบอกว่า “หนี้ทางแพ่งไม่ได้หายไป แต่ภาครัฐก็จะร่วมกระบวนการในการสร้างสังคมสันติสุข โดยการไม่ต้องไปบังคับคดีฟ้องร้องเพิ่มเติม”
— วีรพัฒน์ ปริยวงศ์
ทั้งนี้ พระราชบัญญัติฉบับนี้ได้ให้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณา ไม่ได้มีแค่เพื่อรับเรื่องว่าคนนี้จะต้องได้รับการช่วยเหลือนิรโทษกรรมเท่านั้น “แต่มีอำนาจอื่นในการที่จะดูพฤติกรรมการกลับตัวกลับใจ ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้อยากให้มีบทบาทในการจรรโลงทำให้บรรยากาศกลับเข้าสู่สภาวะสังคมที่สันติสุขเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่เขียนกฎหมายไปแล้วแล้วมาทะเลาะมาเถียงกันอีก”
ขณะที่ เอกชัย กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ได้เพิ่มมาตรา 9/1 “ถ้าเป็นผู้กระทำความผิดมีอายุต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ ให้คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมามีอำนาจในการจัดทำแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูผู้กระทำความผิด”
ส่วน นิกร กล่าวว่า “กรรมาธิการมีความประสงค์ที่จะเสนอกฎหมายให้ทันการประชุมสภาฯ สมัยนี้ให้ได้” ซึ่งสัปดาห์หน้าจะยื่นต่อประธานสภา เพื่อจะเข้าสู่ที่ประชุมเข้าวาระ 2 และ 3 ต่อไป คาดว่าจะให้เร็วที่สุด




