‘กมธ.การพลังงาน’ ลุยปมขุมทรัพย์ใต้ทะเล ‘ไทย-กัมพูชา’ หนุนตั้ง JTC คุยต่อ-แนะทบทวน MOU44

28 พ.ย. 2567 - 14:54

  • ‘กมธ.การพลังงาน’ เชิญหน่วยงานเกี่ยวข้อง

  • แจงปมพื้นที่ทับซ้อน-แบ่งผลประโยชน์ ‘ไทย-กัมพูชา’

  • ค้านเลิกสัมปทานเอกชน หวั่นต้องเอาภาษีมาชดเชย หนุนเดินหน้าตั้ง ‘JTC’ คุยต่อ

  • แนะเพิ่ม ‘ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน’ และทบทวน ‘MOU 44’

  • ชงนำเรื่องถกในสภาฯ ทำความเข้าใจประชาชน-ลดความคลุมเครือ

Committee_on_Energy_considers_energy_benefit_sharing_in_Thailand_Cambodia_overlapping_area_SPACEBAR_Hero_dd8e7c57d5.jpg

ศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพลังงาน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยภายหลังประชุม กมธ.ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องการแบ่งปันผลประโยชน์ด้านพลังงานในพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา

โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมสนธิสัญญา กระทรวงต่างประเทศ, กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน, กองทัพเรือ และสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม มาให้ข้อมูลล่าสุดในพื้นที่พัฒนาร่วม ซึ่งกรมสนธิสัญญา ยืนยันว่า ใช้กรอบของ MOU44 เป็นกรอบหลักในการเจรจา

กมธ.ได้นำคำถามจากภาคประชาสังคมมาสอบถาม ได้ข้อมูล 2 ส่วนว่า ในพื้นที่ส่วนบนต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ทับซ้อน ก็ต้องมีการเจรจากันไป พร้อมกับแบ่งทรัพยากรธรรมชาติที่อยู่ส่วนล่าง โดยตามกรอบ MOU ต่างฝ่ายต่างรับรู้พื้นที่ของแต่ละฝ่าย และไทยค่อนข้างมั่นใจข้อมูลที่จะไปเจรจากับกัมพูชา โดยยึดหลักอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (United Nations Convention on the Law Of the Sea: UNCLOS)

ส่วนเรื่องสัมปทานที่ให้สิทธิกับเอกชนไปแล้ว ก็ต้องพูดคุยกันต่อว่าจะเดินหน้าอย่างไร แต่สิ่งที่ กมธ.ไม่อยากให้เกิดขึ้น คือ การยกเลิกสัมปทานแล้วเราต้องมาจ่ายค่าชดเชยให้ โดยใช้ภาษีของประชาชน

ศุภโชติ กล่าวถึงระยะเวลาในการนำทรัพยากรขึ้นมาใช้ประโยชน์ ว่า ทางกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ชี้แจงว่าถ้าดูจากกรอบที่เราเคยทำกับมาเลเซียจะต้องใช้เวลาถึง 25 ปี จึงมีคำถามว่า ทรัพยากรเหล่านี้ยังจำเป็นหรือไม่ เพราะขณะนี้เรากำลังเดินไปสู่พลังงานสะอาด จึงได้พูดคุยกันว่า ถ้าจะทำให้เร็วกว่านี้ ทำอย่างไรได้บ้าง

เมื่อถามว่า กมธ.เห็นด้วยกับการเดินหน้าตั้งคณะกรรมการร่วมทางเทคนิค หรือ JTC ไทย-กัมพูชา หรือไม่ ศุภโชติ กล่าวว่า แน่นอนต้องมีอยู่แล้ว เพราะเป็นเหมือนบันไดขั้นแรก ที่ทำให้การเจรจาเกิดขึ้นได้ และเราก็อยากเห็นว่าองค์ประกอบเป็นอย่างไร โดยการเข้าไปเจรจาเรื่องใดเรื่องหนึ่งต้องมีผู้แทน ซึ่งในส่วนของไทยมีการพูดคุยกันว่า ไม่ใช่แค่เรื่องเขตแดน แต่มีเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและพลังงาน

ดังนั้น องค์ประกอบของ JTC จึงเป็นประเด็นสำคัญว่าประกอบด้วยใครบ้างที่จะต้องคุยทั้งเรื่องเขตแดน อาณาเขตประเทศ รวมทั้งทรัพยากร ซึ่งที่ผ่านมา องค์ประกอบของ JTC มีผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานค่อนข้างน้อย จึงขอฝากข้อเสนอแนะว่า ต้องมีผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานเพิ่มไปด้วย พร้อมย้ำว่าคณะกรรมการ JTC จะต้องครอบคลุม โดยยึดผลประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง

ศุภโชติ ไชยสัจ

เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ ที่อาจจะมีการตั้งคนจากฝ่ายการเมืองเข้าไปด้วย ศุภโชติ กล่าวว่า คงปฏิเสธไม่ได้ว่า มีความพยายามจากฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงในคณะกรรมการ JTC แต่อยากให้ยึดผลประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง และให้การทำงานในเรื่องนี้เป็นกลางจริงๆ แต่เรื่องนี้จะชัดเจนที่สุด ก็ต่อเมื่อได้เห็นรายชื่อคณะกรรมการ JTC ออกมาก่อน แล้วค่อยมาตั้งคำถาม

เมื่อถามต่อไปว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ควรอยู่ในคณะกรรมการ JTC ด้วยหรือไม่ ศุภโชติ กล่าวว่า ถ้าเทียบกับในอดีต ก็ควรจะต้องเป็นบุคคลที่ดูเรื่องเขตแดน เรื่องทรัพยากร ต้องร่วมอยู่ในโต๊ะเจรจาด้วย

ส่วนประเด็นข้อเสนอให้ยกเลิก MOU 44 ศุภโชติ กล่าวว่า ใน กมธ.พูดถึงเรื่องนี้ค่อนข้างน้อย เพราะการมี MOU 44 ถือเป็นกรอบที่ชัดในการเจรจา ส่วนจะต้องมีการปรับปรุงอะไรหรือไม่ เราต้องศึกษากันว่าบริบทนี้ผ่านมา 20 ปีแล้ว มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างเยอะ จึงเห็นว่าต้องมีการทบทวน แต่ถึงขั้นต้องยกเลิกหรือไม่ยังไม่สามารถสรุปได้

ส่วนหากคุยเรื่องเส้นเขตแดนแล้วไปไม่ได้ จะคุยเรื่องผลประโยชน์ต่อหรือไม่นั้น ศุภโชติ กล่าวว่า รอให้ถึงจุดนั้นก่อน แล้วค่อยว่ากัน ตอนนี้เราควรย้ำจุดยืนว่า ควรเข้าสู่โต๊ะเจรจา โดยนำ 2 เรื่อง คือ ผลประโยชน์ และเขตแดน มาคุยพร้อมกัน

เมื่อถามย้ำว่าได้เห็นแผนที่แนบท้าย MOU 44 หรือไม่ ศุภโชค กล่าวว่า กรมสนธิสัญญาได้มาชี้แจงว่า แผนที่แนบท้ายเป็นแค่การรับรู้เส้นที่ทั้งสองฝ่ายต่างอ้างอิง ซึ่งเป็นคนละเส้นกัน และไม่ได้มีบทบังคับใช้ตามกฎหมาย

นอกจากนี้ ศุภโชติ ยังแสดงความเห็นด้วยกับกรณีที่ฝ่าย สส.เรียกร้องให้รัฐบาลนำเรื่องนี้เข้ามาหารือในสภาฯ เมื่อเปิดสมัยประชุม

การทำงานในเรื่องนี้ ที่ผ่านมาค่อนข้างคลุมเครือ หากมีการพูดคุยอย่างเปิดเผยในสภาฯ หรืออธิบายให้ภาคประชาชนเข้าใจตรงกันว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ คำถามที่ตามมาอาจลดน้อยลง เพราะปัญหานี้ใหญ่เกินกว่าที่จะเจรจากันแค่คนไม่กี่คน และการทำงานต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้

ศุภโชติ ไชยสัจ

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์