ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งรับคำร้องวินิจฉัย กรณีการตราพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ พร้อมใช้อำนาจตามกฎหมายสั่งการให้คณะรัฐมนตรีจัดทำคำชี้แจง และส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในระยะเวลา 7 วัน
คดีดังกล่าวเป็นเรื่องพิจารณาที่ 11/2569 ซึ่งสืบเนื่องจากการที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 133 คน ซึ่งคิดเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ได้เข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรในฐานะผู้ร้อง เพื่อให้ส่งความเห็นดังกล่าวไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา173 วรรคหนึ่ง
โดยกลุ่มสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีความเห็นว่า การตราพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง
ผลการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญระบุว่า หลังจากพิจารณาข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้องแล้ว ศาลเห็นว่ากรณีดังกล่าวเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 173 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 7 (1) ศาลจึงมีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย และได้แจ้งให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรรับทราบ
นอกจากนี้ เพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณา ศาลรัฐธรรมนูญได้อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 27 วรรคสาม มีคำสั่งให้คณะรัฐมนตรีจัดทำคำชี้แจงตามประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนด พร้อมทั้งจัดส่งสำเนาเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือ
สำหรับความเป็นมาของการยื่นคำร้องดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 โดยณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วยแกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้เข้ายื่นคำร้องต่อนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ณ อาคารรัฐสภา เพื่อขอให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ
การยื่นคำร้องในครั้งนั้น พรรคร่วมฝ่ายค้านได้ขอให้ศาลตรวจสอบว่าการนำงบประมาณสำหรับการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานซึ่งต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการต่อเนื่อง มารวมไว้ในพระราชกำหนดกู้เงินฉบับนี้ เป็นการดำเนินการที่เข้าข่ายความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้เพื่อรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง หรือไม่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มติในวันนี้เป็นขององค์คณะชุดเล็กที่พิจารณารับคำร้องหรือไม่รับคำร้อง โดยการประชุมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในครั้งถัดไป เต็มองค์คณะ 9 คน จะมีในวันที่ 4 มิถุนายนนี้ ซึ่งหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องแล้ว ตามวิธีการพิจารณาของศาล จะต้องดำเนินการวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน




