‘ปชน.’ เปิด 3 หลักการ ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ เพิ่มส่วนร่วมปชช.-ป้องกันการผูกขาด-ไม่เพิ่มสิทธิพิเศษ สว.

18 พ.ค. 2569 - 12:41

  • ขณะ ‘พริษฐ์’ ย้ำเบื้องต้นต้องมีคูหาให้ ปชช.ร่วมเลือกได้ จวกคำวินิจฉัย ‘ศาล รธน.’ ขัดหลักประชาธิปไตย-ย้อนแย้งกันเอง มอง ‘รธน. 60’ คืออุปสรรคสำคัญสุด เหตุวางด่านป้องกันการแก้ใหม่ 

  • ด้าน 'ยิ่งชีพ' เรียกร้องกางโรดแมป ชี้ 'สว.' ไม่ควรมีสิทธิ์เลือกผู้ยกร่าง บอก หากยังไม่มีส่วนร่วม ก็เตรียมเข้าชื่อเสนอแข่ง 

‘ปชน.’ เปิด 3 หลักการ ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ เพิ่มส่วนร่วมปชช.-ป้องกันการผูกขาด-ไม่เพิ่มสิทธิพิเศษ สว.

ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเงา (ครม. เงา) ของพรรคประชาชน นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน แถลงข่าวผลการประชุมเกี่ยวกับแนวทางการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ระบุว่า เราต้องการรัฐธรรมนูญที่มีความยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด ไม่ใช่โดยเร็วที่สุด พรรคประชาชนจึงมีข้อเสนอ 3 ข้อ ประกอบด้วย 

1. ในส่วนของพรรคประชาชนและภาคประชาชน เราเห็นตรงกันว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น จะเป็นไปตามเจตจำนงของประชาชนที่ได้ออกเสียงประชามติเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 มากที่สุด ต้องคงหลักการ 3 ข้อไว้ด้วยกัน ดังนี้  

หลักการข้อแรก การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนให้มากที่สุด โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมในการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ถึงแม้เราจะอยู่ภายใต้กรอบคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ18/2568 

หลักการข้อสอง เราต้องป้องกันการผูกขาด ในกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น ต้องไม่เกิดกระบวนการทำให้กลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่งผูกขาดกระบวนการจัดทำรัฐธรรรมนูญฉบับใหม่ได้ตลอดกระบวนการ 

หลักการข้อสาม ไม่ควรเพิ่มสิทธิพิเศษกับสมาชิกวุฒิสภา (สว.) สมาชิกรัฐสภาทุกคนควรมีสิทธิเท่าเทียมกันในการโหวตเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบตลอดกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 

2. พรรคประชาชนพร้อมจะเสนอและผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพื่อเพิ่มเติมหมวด 15/1 ที่ยึดกับหลักการทั้ง 3 ข้อก่อนหน้า เข้าสู่รัฐสภาตามผลการออกเสียงประชามติของประชาชน 

3. พรรคประชาชนพร้อมจัดสรร สส. ของพรรคบางส่วนไปสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 นี้ของพรรคการเมืองอื่นๆ ที่เสนอเข้ามา ตราบใดที่ร่างของพรรคการเมืองอื่นๆนั้น สอดคล้องกับหลักการข้างต้นทั้ง 3 ข้อ 

4. พรรคประชาชนพร้อมสนับสนุนภาคประชาชน ในการรวบรวมอย่างน้อย 50,000 รายชื่อ ของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ในการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 โดยภาคประชาขน 

5. พรรคประชาชนและภาคประชาชนเห็นตรงว่า ทุกหน่วยงาน ทุกภาคส่วนในสังคม ควรต้องมีส่วนร่วมในการรณรงค์และจัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้รับรู้ เข้าใจ และมีส่วนร่วมในการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ครั้งนี้อย่างมีความหมาย 

จากนั้น ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการและผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือไอลอว์ (iLaw) กล่าวว่า เราไม่อยากเห็นเพียงว่า รัฐบาลที่นําโดยพรรคภูมิใจไทย จะเอาร่างฉบับเดิมกลับมา หรือจะเสนอร่างฉบับใหม่เมื่อไหร่ แค่นี้ไม่เพียงพอ ขอเรียกร้องอย่างน้อยรัฐบาลชุดนี้ จําเป็นต้องประกาศแถลงโรดแมป กระบวนการจัดทํารัฐธรรมนูญใหม่ทั้งหมด ให้ประชาชนได้เข้าใจ อย่างน้อยต้องมีประชามติอีกสองครั้ง มีกระบวนการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ว่าอยากเห็นรัฐธรรมนูญใหม่เป็นอย่างไร ซึ่งกระบวนการข้างหน้า อาจจะเสร็จเร็วได้ในระยะ 2-3 ปี หรือเสร็จช้าไม่ทันรัฐบาล แต่ประชาชนจําเป็นต้องรับรู้ล่วงหน้า เพื่อเตรียมตัว 

"ไม่ว่าพรรคการเมืองไหน ต้องไม่มีอิทธิพลมากไปกว่าคนอื่นในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สว.ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และยังมีคดีติดพันตัวเองอยู่ว่า มาโดยสุจริตถูกต้องหรือไม่ สว.ไม่มีความชอบธรรมที่จะมีอํานาจเหนือ สส. และประชาชน ในการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถ้าพวกเราในฐานะประชาชนคนธรรมดาไม่มีสิทธิ์ที่จะเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงตามที่ศาลบอกไว้ สว. ซึ่งมีที่มาโดยไม่ชอบธรรม ก็ไม่ควรมีสิทธิที่จะเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญเช่นกัน และกระบวนการข้างหน้าหวังว่าจะไม่มีการโยนอํานาจไปให้ สว.มากเกินความจำเป็น" ยิ่งชีพ ย้ำ 

อย่างไรก็ดี หากร่างที่พรรคการเมืองเสนอไม่ได้มีส่วนร่วมของประชาชน เราคงต้องใช้สิทธิ์ของประชาชนเข้าชื่อเสนอร่างฉบับอื่นเข้าแข่งขัน 

ด้าน พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า ในภาพใหญ่ รัฐธรรมนูญปี 2560 ได้นำพาประเทศมาสู่ระบบการเมืองที่ฮั้วกันได้ทั้งกระดาน โดยเปิดช่องให้รัฐบาลฮั้วกับองค์กรอิสระได้ โดยใช้วุฒิสภาเป็นเครื่องมือ เนื่องจากรัฐธรรมนูญกำหนดวิธีการเลือก สว. ไม่ยึดโยงกับประชาชน และมาจากการเลือกกันเอง เปิดช่องให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทางการเมือง สามารถเข้ามาแทรกแซงและควบคุมเสียงของวุฒิสภาได้อย่างเบ็ดเสร็จ และในเมื่อรัฐธรรมนูญออกแบบให้วุฒิสภามีอำนาจชี้ขาดบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ดังนั้น หากฝ่ายการเมืองที่เข้าควบคุมเสียงวุฒิสภานั้นเป็นฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล ประชาชนก็ย่อมมองได้ว่า รัฐบาลนั้นอาจคุมเสียงในองค์กรอิสระได้ด้วยเช่นกัน 

“รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 เป็นปุ๋ยชั้นดีของระบอบสีน้ำเงิน ที่พยายามรุกคืบและกินรวบประเทศ ด้วยการควบคุมสถาบันทางการเมืองทั้งหมดให้สำเร็จ เราจึงกังวลใจว่า ระบอบสีน้ำเงินจะทำทุกวิถีทาง ให้กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ไม่สำเร็จ หรือพยายามทำให้ทุกอย่างอยู่ภายใต้เงื่อนไขให้ระบอบสีน้ำเงินสามารถผูกขาดการคัดเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และการกำหนดเนื้อหาในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” พริษฐ์ กล่าว 

พริษฐ์กล่าวว่า พรรคประชาชนจะทำเต็มที่ในระบบรัฐสภา เพื่อให้ประเทศเรามีระบบและกติกาการเมืองที่เป็นธรรม มีส่วนร่วมของประชาชน และหลุดพ้นจากระบอบสีน้ำเงิน แต่คงไม่อาจสำเร็จได้ หากไม่ร่วมมือและรวมพลังกับภาคประชาชนที่มีอยู่ทั่วประเทศ  

ส่วนเงื่อนไขเรื่องอำนาจของ สว. นั้น พริษฐ์ย้ำว่า พรรคประชาชนไม่ได้ตัดอำนาจ สว. เพราะอำนาจ 1 ใน 3 ของ สว. ในกรณีดังกล่าวนั้น ไม่ได้มีบทบัญญัติอยู่ในรัฐธรรมนูญ และเมื่อมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก่อนส่งไปทำประชามติ เราคิดว่าอย่างน้อย สส. กับ สว. ควรมี 1 สิทธิ 1 เสียงเท่าเทียมกัน ไม่ควรเพิ่มสิทธิกำหนดให้ต้องมีเสียง สว. เกิดสัดส่วนเท่าไรจึงจะส่งร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อถามประชามติกับประชาชนได้ พรรคประชาชนจึงยืนยันหลักการที่สอดคล้องกับภาคประชาชนว่าไม่ควรเพิ่มสิทธิพิเศษให้ สว. แต่หากมีฝ่ายที่เห็นต่างก็ควรนำมาปรึกษาหารือกันในระบบรัฐสภา 

สำหรับสูตร 20 หยิบ 1 ที่เคยมีในร่างแก้ไขก่อนหน้านี้ จะยังมีอยู่หรือไม่ พริษฐ์ระบุว่า พรรคประชาชนจะมีการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งมี 3 หลักการสำคัญ คือเพิ่มส่วนร่วมของประชาชน เพิ่มกฎเกณฑ์ป้องกันการผูกขาด และไม่เพิ่มสิทธิพิเศษให้ สว. เราจึงอาจต้องนำเอาหลายร่างที่เคยเสนอไป มาทบทวนปรับปรุงให้สอดคล้องกับ 3 หลักการนี้ เพื่อยื่นกลับเข้าไป 

ขณะที่รูปธรรมของหลักการมีส่วนร่วมของประชาชน พริษฐ์ยืนยันว่า รูปธรรมของหลักการมีส่วนร่วมของประชาชน คือการมีคูหา เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนรูปแบบของคูหาจะเป็นเช่นไร เมื่อเข้าสู่การประชุมของ สส. และมีข้อสรุปชัดเจน ก็จะสามารถแถลงรายละเอียดให้ทราบได้ แต่เบื้องต้นยืนยันได้เรื่องการมีคูหา ซึ่งเป็นรูปธรรมของการมีส่วนร่วมของประชาชน 

พริษฐ์กล่าวว่า การมีคูหาไม่ได้เป็นอะไรที่ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แน่นอนว่าพรรคประชาชนไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยดังกล่าว และมองว่าคำวินิจฉัยขัดต่อหลักการประชาธิปไตย และขัดต่อคำวินิจฉัยก่อนหน้านั้นในปี 2564 ด้วยซ้ำ ว่าประชาชนเป็นผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ดังนั้น เราต้องยืนยันว่า เป็นคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่ชอบด้วยหลักการประชาธิปไตย และขัดแย้งกันเอง 

แต่แม้เราเอาคำวินิจฉัยดังกล่าวมาอ่านเพิ่มเติม ก็ต้องยืนยันว่า การมีคูหาที่เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือกผู้ร่าง ก็ไม่ได้ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แม้กระทั่งร่างที่พรรคประชาชนเคยเสนอไปในวาระ 1 เมื่อปลายปีที่แล้ว ก็มีคูหาให้ประชาชนเลือกสภาที่ปรึกษาโดยตรง และกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญโดยอ้อม

 พริษฐ์ กล่าว 

พริษฐ์ระบุว่า อย่าลืมว่าเวลานั้นสมาชิกรัฐสภา รวมถึงเสียง สว. เกิน 1 ใน 3 ก็เห็นชอบรับหลักการร่างของพรรคประชาชนเช่นนี้มา จึงยืนยันได้ว่า ร่างดังกล่าวไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ และไม่อยากให้ฝ่ายใดนำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาเป็นเกราะกำบังความพยายามในการลดการมีส่วนร่วมของประชาชน 

พริษฐ์ยังมองว่า อุปสรรคที่สำคัญที่สุดในกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ คือตัวรัฐธรรมนูญ ปี 2560 เอง เพราะการออกแบบกติกาตั้งแต่สมัย คสช. คือป้องกันไม่ให้เกิดการแก้ไขหรือจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงเจอหลายอุปสรรคที่ถูกฝังไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2560 ทั้งการกำหนดว่าการแก้ไขใดๆ ต้องมีเสียง 1 ใน 3 ของ สว. รวมถึงการเปิดช่องให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่สร้างอุปสรรค ทั้งเรื่องจำนวนการทำประชามติ และการเลือกผู้ร่าง 

“แต่สิ่งที่จะเป็นปัจจัยสำคัญในการให้เราร่วมกันทลายอุปสรรคดังกล่าวได้ คือพลังของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งได้สะท้อนเจตจำนงชัดเจนแล้วผ่านการออกเสียงประชามติ หากยังมีพลังของประชาชนผลักดันกระบวนการนี้อย่างต่อเนื่อง ก็จะเป็นส่วนสำคัญในการทลายอุปสรรคเหล่านี้” พริษฐ์ ระบุ 

สำหรับหลักการข้อที่ 3 เรื่องการไม่เพิ่มสิทธิพิเศษให้ สว. นั้น พริษฐ์ยอมรับว่า เป็นไปได้ว่าจะยึดเกณฑ์เดิมคือ ใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา ซึ่งเกณฑ์นี้เคยได้รับเสียงเห็นชอบจากกรรมาธิการเสียงข้างมากในการพิจารณาเมื่อช่วงต้นปีด้วย 

จากนั้นณัฐพงษ์ได้ตอบคำถาม หลังการจัดทำรัฐธรรมนูญไม่บรรลุผลตาม MOA ที่ทำไว้กับพรรคภูมิใจไทย จะมีการโน้มน้าว สว. หรือพรรคการเมืองอื่นอย่างไร ว่า สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นหลังการทำ MOA คือเสียงของประชาชนในการออกเสียงประชามติ 21 ล้านเสียง ที่ต้องการให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หลักการทั้งหมดอยู่ใน 3 ข้อที่เราแถลงไปแล้ว  

ณัฐพงษ์ย้ำว่า ตราบใดที่สมาชิกรัฐสภาและทุกฝ่ายการเมืองให้ความสำคัญและความเคารพกับเจตนารมณ์ของประชาชน ที่อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นอำนาจของประชาชน ถ้าทุกคนเคารพเจตจำนงตรงกัน หลักการทั้ง 3 ข้อที่เราวางไว้ ไม่น่าจะขัดแย้งกับความเห็นใดๆ ของทุกภาคส่วน และเราก็บอกด้วยว่า พร้อมจะสนับสนุนร่างแก้ไขของพรรคการเมืองอื่นๆ ด้วยซ้ำ หากไม่ขัดต่อหลักการทั้ง 3 ข้อดังกล่าว 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์