ศาลรัฐธรรมนูญ จัดกิจกรรมพบสื่อมวลชน ประจำปี 2568 โดยมี นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน โดย นครินทร์ ย้ำว่า สื่อกับศาลเป็นสิ่งที่อยู่คู่กัน ต้องให้เกียรติกัน และทั้งสองฝ่ายควรเข้าใจบทบาทหน้าที่ของกันและกัน พร้อมยอมรับว่าศาลมีข้อจำกัดในการสื่อสาร บางเรื่องไม่ควรพูดมากเกินไป เพราะศาลต้องพูดตามกรอบกฎหมาย และจริยธรรมของศาล จึงต้องพูดแต่พอดี
โดยกิจกรรมพบสื่อครั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้จัดเวทีเสวนา เรื่อง การสร้างระบบถ่วงดุลและบทบาทหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญในอนาคต โดยมี ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต , ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ และ มนตรี จอมพันธ์ สื่อมวลชนอาวุโส มาร่วมแลกเปลี่ยนความเห็น

🔴 ‘วันวิชิต’ มอง ศาลรธน. ยุคนี้โปร่งใสกว่าองค์กรอิสระอื่นๆ เหตุมีการเปิดเผยมติความเห็น
ระหว่างการเสวนา ผศ.ดร.วันวิชิต ได้แสดงความเห็นต่อกรณีที่สังคมตั้งคำถามถึงการทำหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ ว่าเหตุใดคนเพียง 9 คน ถึงมีอำนาจมาตัดสินคนที่ได้รับฉันทามติมาจากประชาชนว่า เรื่องนี้ต้องย้อนไปดูที่มาของศาล ไม่ใช่มองแค่ผลลัพธ์เพียงอย่างเดียว พร้อมมองว่า ศาลรัฐธรรมนูญในปัจจุบันมีพัฒนาการดีขึ้นตามลำดับ มีท่าทีน้อมรับต่อเสียงวิจารณ์ ทั้งจากสื่อ และนักวิเคราะห์ต่างๆ ซึ่งจุดนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของระบบประชาธิปไตย ที่เคารพเรื่องความเห็นต่าง
อีกทั้ง เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่คนอาจเห็นด้วยหรือเห็นต่างกับคำวินิจฉัยของศาล แต่การที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีการเปิดเผยมติผลการตัดสินต่อสาธารณะ ถือเป็นเรื่องที่โปร่งใส และเป็นเรื่องที่ศาลทำได้ดีที่สุดแล้ว ซึ่งจุดนี้ ผศ.ดร.วันวิชิต มองว่ามีความโปร่งใสมากกว่าองค์กรอิสระอื่นๆ เสียอีก

🔴 สื่ออาวุโส ‘ชวรงค์-มนตรี’ ย้ำสื่อต้องระวังการรายงานข้อเท็จจริง ไม่ให้เกิดการสับสน
ขณะที่ ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ แสดงความเห็นว่า ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นศาลการเมือง และหากย้อนไปดูจุดเริ่มต้นของศาลรัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี 40 จะเห็นว่าศาลมีความเกี่ยวข้องกับการเมืองมาตลอด และถูกวิจารณ์อยู่เสมอ โดยเฉพาะเรื่องขอบเขตอำนาจที่ถูกมองว่าเพิ่มมากขึ้น
พร้อมแนะนำว่าศาลรัฐธรรมนูญควรมีโฆษกเรื่องการชี้แจงกฎหมายโดยเฉพาะ เพื่อตอบโต้กับสถานการณ์ที่ศาลถูกวิจารณ์เรื่องข้อกฎหมาย ท่ามกลางการนำเสนอข่าวของสื่อ หรือการนำเสนอข้อมูลของอินฟลูเอนเซอร์ ที่อาจชี้นำไปในทิศทางที่ตัวเองต้องการ หรือคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงของกฎหมาย ศาลจึงควรมีกระบวนการสื่อสารที่รวดเร็วและชัดเจน เพื่อสร้างความเข้าใจให้สังคม ขณะที่ที่สื่อมวลชนต้องทำหน้าที่ถ่วงดุลข้อมูลด้วยการให้ความรู้ที่เป็นกลางกับประชาชนด้วย

ด้าน มนตรี จอมพันธ์ สื่อมวลชนอาวุโส ยอมรับว่า แม้เรื่องกฎหมายเป็นเรื่องที่เข้าใจยาก แต่สื่อต้องมีการรีเช็คข้อมูลเสมอก่อนรายงานข้อมูลให้สังคมรับทราบ เพื่อให้ตรงกับข้อเท็จจริงที่สุด เพราะบางข่าวถูกปล่อยออกมาจากคนที่ต้องการชี้นำให้สังคมเชื่ออย่างใดอย่างหนึ่ง







