หากนับตั้งแต่เริ่ม ‘รัฐบาลอนุทิน 1’ มาถึง ‘รัฐบาลอนุทิน 2’ ผ่านมาแล้ว 10 เดือน สิ่งที่ฮือฮา เมื่อครั้ง ‘รัฐบาล’ ชุดแรก คือ ‘3 เทคโนแครต’ ที่ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ ไปเชิญมาร่วมรัฐบาล ได้แก่ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ , ศุภจี สุธรรมพันธุ์ และ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว นั่งคุม 3 กระทรวงใหญ่ คือ ‘คลัง-พาณิชย์-การต่างประเทศ’
ช่วง 3 เดือน ‘รัฐบาลอนุทิน 1’ ที่ ‘ภูมิใจไทย’ เข้าเร่งทำ ‘ผลงาน’ และสร้าง ‘ภาพลักษณ์’ อีกทั้งผลพวงเหตุปะทะชายแดน ‘ไทย-กัมพูชา’ ที่ปลุกกระแส ‘ชาตินิยม’ ขึ้นมา ทำให้ ‘ภูมิใจไทย’ ได้ ‘แต้มต่อ’ ในการเลือกตั้ง ก.พ.69
ชื่อของ ‘เอกนิติ - ศุภจี - สีหศักดิ์’ ช่วยรีแบรนด์ให้ ภท. เป็น ‘นักบริหาร’ มากขึ้น ไม่ใช่เพียง ‘พรรคบ้านใหญ่’ เท่านั้น เป็นกระแสที่สร้าง ‘ความเชื่อมั่น’ ให้ทั้ง ‘รัฐบาลอนุทิน 1’ และ ภท.
แต่เมื่อเข้ามา ‘บริหารประเทศ’ ในสมัยที่ 2 มีคำกล่าวที่ว่า “4 เดือน ไม่เท่า 4 ปี” แม้จะอยู่จริงแค่ 3 เดือน แล้วยุบสภา แต่เปรียบได้ว่า 4 ปี จากนี้ คือ ของจริง ซึ่งในขณะนี้ผ่านมาแล้ว 3 เดือน ‘รัฐบาลอนุทิน 2’ ในการทำหน้าที่ของ ‘สามแม่ครัว’ ที่ ‘อนุทิน’ เคยนิยามไว้
ข้อมูล Social Listening โดย Spacebar DataOps ซึ่งรวบรวมบทสนทนาจากสำนักข่าวต่างๆ บน Social Media ระหว่างวันที่ 1 เมษายน – 30 มิถุนายน 2569 พบว่า
ภาพรวมบทสนทนาต่อ ‘สามแม่ครัว’
พบว่า ‘ศุภจี’ ถูกพูดถึง ‘มากที่สุด’ ในประเด็น ‘วุฒิการศึกษา’ ที่จบจาก Northrop University , ประเด็นการผลิต-ส่งออกทุเรียน โดยเป็นผู้สร้างการรับรู้และดึงความสนใจจากสังคมได้โดดเด่นที่สุด
รองมาคือ ‘เอกนิติ’ เรื่อง พ.ร.ก.เงินกู้ฯ 4 แสนล้านบาท รับมือกฤติน้ำมัน-การเงิน
สุดท้าย คือ ‘สีหศักดิ์’ เรื่องความมั่นคงชายแดน ระหว่าง ‘ก.การต่างประเทศ-กลาโหม’ ซึ่งทั้ง ‘เอกนิติ-สีหศักดิ์’ เป็นกระแสเฉพาะประเด็นตามความรับผิดชอบ
หากดูทั้ง ‘สามแม่ครัว’ พบว่าค่านิยมยังผูกกับผลงานและจังหวะข่าว มากกว่าถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่องในระยะยาว
หากลงลึกตัวเลขจะพบว่า ‘ศุภจี’ คลองพื้นที่โซเชียลฯ สูงสุด 62 % ในการพูดถึงทั้ง 3 คน มากกว่า ‘เอกนิติ’ 2.8 เท่า และ ‘สีหศักดิ์’ 3.8 เท่า

โซเชียลฯ พูดถึงเรื่องใดมากที่สุด
กระแสสังคมคาดหวังผลงานที่กระทบปากท้องโดยตรง ได้แก่ สินค้าเกษตร-ราคาพืชผล 21 % ตามมาด้วยเหตุการณ์ ชายแดนไทย-กัมพูชา 13 % และพลังงาน-เชื้อเพลิง 8 %
ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนความคาดหวังที่มุ่งไปที่เรื่อง รายได้ , ความมั่นคง และค่าครองชีพ
ภาพรวมความเชื่อมั่น ‘สามแม่ครัว’
ความรู้สึกบวก-ลบ ใกล้เคียงกันอยู่ที่ 18.3% และ 18.8% ส่วนความรู้สึกเป็นกลางอยู่ที่ 62.9%
เมื่อเจาะลึกลงไปรายบุคคล พบว่า ‘ศุภจี’ มีความรู้สึกลบ มากที่สุด 22.5% ความรู้สึกบวก 20.7%
ส่วน ‘เอกนิติ’ ความรู้สึกลบ 10.4 % ความรู้สึกบวก 8.7% เท่ากับว่าทั้งคู่เผชิญ ‘ความรู้สึกลบ’ มากกว่า ‘ความรู้สึกบวก’
แต่ ‘เอกนิติ’ มีความรู้สึกที่เป็นกลาง มากที่สุด 80.9 % เท่ากับว่า ‘ศุภจี’ เจอแรงกดดันมากที่สุด
ขณะที่ ‘สีหศักดิ์’ ความรู้สึกบวกมากที่สุด 22.5% มีความรู้สึกลบ 12.8 % ถือว่าได้รับความเชื่อมั่นเด่นที่สุด ผ่านงานชายแดน-การต่างประเทศ


ความคาดหวังต่อ ‘สามแม่ครัว’ อยากให้ทำเรื่องใด ?
‘ศุภจี’ การเปิดตลาดส่งออก แก้ปัญหาราคาพืชผล ดูแลราคาสินค้าและค่าครองชีพ
‘เอกนิติ’ ทำมาตรการเศรษฐกิจ-การคลังให้เห็นผล
‘สีหศักดิ์’ ใช้การทูตเชิงรุก จัดการชายแดน ปกป้องอธิปไตย และทบทวน MOU ไทย-กัมพูชา
เมื่อเจาะลึกลงไปจะพบว่า 63.6% ความคาดหวังต่อ ‘สามแม่ครัว’ คือ ด้านสินค้าเกษตร-ราคาพืชผล และเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชา

‘สามแม่ครัว’ ต่อกระแสนิยม ‘รัฐบาล-ภูมิใจไทย’
พบว่า ‘ศุภจี’ เป็นผู้ขับเคลื่อนกระแสหลัก ขณะที่ ‘เอกนิติ-สีหศักดิ์’ มีบทบาทใน ‘ประเด็นเฉพาะด้าน’
ซึ่งเสียงเชิงบวก ไปในทิศทาง ‘สีหศักดิ์’ ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงชายแดน-การต่างประเทศ และ ‘ศุภจี’ ได้รับความคาดหวังในเรื่องการยกระดับเศรษฐกิจ-การค้า
สำหรับ ‘เสียงเชิงลบ’ พบว่า ไปกระจุกตัวอยู่ที่ ‘ศุภจี’ ในเรื่องการแก้ปัญหาราคาพืชผลและค่าครองชีพ ส่วน ‘เอกนิติ’ ถูกตั้งคำถามถึงผลลัพธ์ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาล

บทสรุป
‘สามแม่ครัว’ เป็นกำลังสำคัญของ ‘รัฐบาล-พรรคภูมิใจไทย’ แต่ความนิยมไม่ได้เกิดจาก ‘ชื่อเสียง’ เพียงอย่างเดียว เพราะในแต่ละบุคคล ถูกพูดถึงทั้งกระแสบวกและลบ รวมถึงประเด็นที่สังคม ‘คาดหวัง’ ต่างๆ
‘สีหศักดิ์’ ได้คะแนนเชิงบวกสูง 22.5% กับบทบาทชายแดน-การต่างประเทศ ขณะที่ ‘ศุภจี’ เผชิญแรงกดดันสูงสุด ส่วน ‘เอกนิติ’ ยังมีเสียงที่เป็นกลางถึง 80.9% เพราะประชาชนรอผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน
กระแสของทั้ง ‘สามบุคคล’ ถูกส่งต่อไปยัง ‘รัฐบาล-พรรคภูมิใจไทย’ โดยตรง เมื่อผลงานได้รับการยอมรับ ก็จะยิ่งช่วยเสริมความเชื่อมั่น แต่หากปัญหาปากท้อง-เศรษฐกิจไม่คลี่คลาย ‘เสียงเชิงลบ’ ก็พร้อมกระทบ ‘พรรคร่วมรัฐบาล’ ทันที
ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนว่า ‘สามแม่ครัว’ เป็น ‘ต้นทุนความเชื่อมั่น’ ของรัฐบาล แต่ความนิยมจะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อ ‘ความรู้-ประสบการณ์’ ถูกเปลี่ยนเป็น ‘ผลงาน’ ที่ประชาชนเห็นและรู้สึกได้จริง





