ผ่านมา 3 เดือน ตั้งแต่ พ.ค.-ก.ค.69 สำหรับการทำหน้าที่ของ ‘ทีมโฆษกรัฐบาล’ ได้แก่ รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ ลลิดา เพริศวิวัฒนา , พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ , ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เรียกว่าเป็น ทีมโฆษกหญิงล้วน
ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ‘รบ.อนุทิน 2’ เผชิญกับแรงเสียดทานต่างๆ ทั้งจากภายในและภายนอกรัฐบาล บทบาทของ ‘ทีมโฆษกรัฐบาล’ จึงมีหน้าที่และถูกคาดหวังให้ทำหน้าที่ ‘ชี้แจง-ตอบโต้-ให้ข้อมูล’ แก่สังคม ซึ่งช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ‘ทีมโฆษกรัฐบาล’ ก็ต้องเผชิญ ‘การประเมิน-วิจารณ์’ ถึงการทำหน้าที่
มีการมองว่า ‘ทีมโฆษกรัฐบาล’ เป็นหนึ่งในส่วนสำคัญ ที่จะช่วยสร้าง ‘ความเชื่อมั่น’ ให้กับรัฐบาล อีกทั้งต้อง ‘โน้มน้าว’ สังคมได้ รวมทั้งการสร้าง ‘ความมั่นใจ’ ให้กับ ‘ประชาชน-สังคม-ภาคเอกชน’
ทว่าจากการ ‘เก็บข้อมูล-สำรวจ’ จากโซเชียลมีเดีย กลับพบว่า ‘ทีมโฆษกรัฐบาล’ เป็นเพียง ‘ตัวเชื่อม’ ในการสร้าง ‘ความเชื่อมั่น’ เท่านั้น แต่สังคม ‘มอง’ และ ‘คาดหวัง’ สิ่งใด จาก ‘ทีมโฆษกรัฐบาล’ บ้าง ?
ข้อมูล Social Listening โดย Spacebar DataOps ซึ่งรวบรวมบทสนทนาจากสำนักข่าวต่างๆ บน Social Media ระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม – 31 กรกฎาคม 2569 พบว่า
กระแสภาพรวมบทสนทนาต่อ ‘ทีมโฆษกรัฐบาล’ พบว่า 80-90 % มีความรู้สึกที่ ‘เป็นกลาง’ ขณะที่ ‘กระแสบวก’ มีมากกว่า ‘กระแสลบ’
สำหรับกระแสบวกเกิดจากการสื่อสารด้านผลงาน-ข่าวของรัฐบาล เช่น เศรษฐกิจ สวัสดิการ สุขภาพ และภาพลักษณ์ประเทศ ส่วนกระแสลบมาจากข่าวเนื้อหาประเภท ข่าวปลอม ภัยต่างๆ ความขัดแย้งหลักการกระทำผิด
ซึ่งสะท้อนว่าภาพรวมความรู้สึกของคนในสังคมไม่ได้มีความเห็นที่ไม่พอใจต่อตัวโฆษกโดยตรง แต่ส่วนใหญ่จะเชื่อมโยงกับเนื้อหาข่าวที่ออกมาชี้แจง

เมื่อพูดถึงทีม ‘โฆษกรัฐบาล’ โซเชียลฯสนใจเรื่องอะไร ?
พบว่า 41 % ของบทสนทนา เกี่ยวกับเรื่อง ‘สิทธิ-สวัสดิการ’ รองมาคือเรื่อง ‘การเมือง-ต่างประเทศ’ 35 % และเรื่องเศรษฐกิจ 24 %
ทั้งนี้จากข้อมูลพบว่า สังคมไม่ได้ประเมินเพียง ‘รัฐบาลพูดเรื่องอะไร’ แต่ยังตั้งคำถามถึง ‘ความน่าเชื่อถือ’ ความสามารถในการชี้แจง และความสอดคล้องของข้อมูล อีกทั้งพบว่า บางความเห็นเชื่อมการประเมินจาก ‘ทีมโฆษก’ ไปถึงรัฐบาลและนายกฯ โดยตรง

‘สังคม’ คาดหวังอะไร ? ทีมโฆษกรัฐบาล
พบว่าสอดคล้องกับ ‘สิ่งที่คนสนใจ-พูดถึง’ ได้แก่
1)สิทธิและสวัสดิการ คือ สิทธิถึงประชาชนจริงหรือไม่ , เงื่อนไขต้องชัดเจน , ผลกระทบต้องอธิบายได้ และปัญหาต้องมีคำตอบ
2)การเมืองและต่างประเทศ คือ รัฐบาลต้องพูดให้ตรงกัน , ข้อเท็จจริงต้องชัดเจน , ชี้แจงรวดเร็ว และ นายกฯ กับ โฆษก ไม่สื่อสารขัดกัน
3)เศรษฐกิจ คือ ข้อมูลต้องตรวจสอบได้ , เชื่อมเศรษฐกิจกับชีวิตจริง และไม่สื่อสารเฉพาะผลงาน

‘ทีมโฆษก’ กับความเชื่อมั่นต่อ ‘รัฐบาล’
พบว่ามีความรู้สึกเป็นกลางอยู่ที่ 53% มีความรู้สึกลบอยู่ที่ 39 % และมีความรู้สึกบวกเพียง 8 % สะท้อนว่าการทำหน้าที่ของ ‘ทีมโฆษก’ ทำให้ ‘โซเชียลฯ’ รู้สึกกลางๆ คือ ไม่บวก-ไม่ลบ เกินครึ่ง แต่มีความรู้สึกลบถึง 39 %
เมื่อเจาะลึกใน 3 มิติ พบว่า
ความน่าเชื่อถือของข้อมูล มีการกล่าวถึง 41 % สะท้อนว่ามี ‘ส่วนสำคัญ’ ซึ่งพบว่าเป็น ‘ความรู้ลบ’ ถึง 57 % สะท้อนว่า โซเชียลฯ มอง ‘ความน่าเชื่อถือข้อมูล’ ของโฆษกรัฐบาลไปใน ‘ทางลบ’ ผ่านการถูก ‘ตั้งคำถาม’ และเกิด ‘ความไม่ไว้วางใจ’ ซึ่งขยายไปถึง ‘รัฐบาล’
ที่สำคัญ ‘การสื่อสาร’ อาจช่วยพยุง ‘ความเชื่อมั่น’ อย่างจำกัด หากไม่สอดคล้องกับ ‘ผลงานรัฐบาล’ ที่ปรากฏออกมาจริง ซึ่งสะท้อนว่าสังคมไม่ได้พิจารณาเพียง ‘วิธีการสื่อสาร’ แต่ยังใช้ความถูกต้องและความสอดคล้องของคำชี้แจง ประกอบการประเมินรัฐบาล
รองลงมา คือ ภาพลักษณ์และการสี่อสาร มีการกล่าวถึง 40 % น่าสนใจว่า กลับมี ‘ความรู้สึกเป็นกลาง’ ถึง 66 % สะท้อนว่า โซเชียลฯ ไม่รู้สึกบวก-ลบ กับภาพลักษณ์ ‘ทีมโฆษก’ เท่าใดนัก ในอีกมุมพบว่ามีความรู้สึกลบถึง 27 % และ รู้สึกบวกเพียง 7 %
สุดท้าย คือ ‘การรับฟังและตอบสนองประชาชน’ ถูกพูดถึง 19 % แต่มีความรู้สึกที่ ‘เป็นกลาง’ ไม่รู้สึกบวก-ลบ อยู่ที่ 64% ในการรับฟัง-ตอบสนองของ ‘ทีมโฆษก’ แต่กลับมีเสียงเชิงลบถึง 25 % และเสียงเชิงบวกเพียง 11 %

การสื่อสาร ‘ทีมโฆษก’ ส่งผลต่อความเชื่อมั่น ‘อนุทิน’ อย่างไร ?
พบความรู้สึกเป็นกลางอยู่ที่ 68 % แต่ความรู้สึกลบอยู่ที่ 30 % ที่โยงไปถึงความรู้สึกต่อ ‘นายกฯ’ ส่วนความรู้สึกบวกมีเพียง 2 %
เมื่อเจาะลึกใน 3 มิติ พบว่า
การสื่อสารกับผลงานจริง มีความรู้สึกที่เป็นลบถึง 50 % มีความรู้สึกเป็นกลาง 33 % สะท้อนว่าสังคมไม่ได้ประเมิน ‘คำชี้แจง’ เพียงอย่างเดียว แต่ยังเปรียบเทียบกับ ‘ผลงาน-การลงมือทำ’ ของนายกฯ ที่ประชาชนรับรู้
อีกทั้งการสื่อสารของ ‘ทีมโฆษก’ ยังเชื่อมโยงความเชื่อมั่นต่อนายกฯ ผ่านการรับรู้ด้าน ‘ภาพลักษณ์-ภาวะผู้นำ’ มากถึง 57% แต่เมื่อเจาะลึกความเห็นในมิตินี้ พบว่ารู้สึกกลางๆถึง 82 % สะท้อนว่าสังคมใช้การสื่อสารของ ‘ทีมโฆษก’ เป็นส่วนหนึ่งในการประเมินความพร้อมและทิศทางการทำงานของนายกฯ
ขณะที่ทิศทางความเชื่อมั่น ยังคงอยู่กับ ‘ความน่าเชื่อถือของข้อมูล’ และ ‘ผลงาน’ ที่ประชาชนรับรู้ ถูกพูดถึงร้อยละ 31 % ทว่ากลับมีความรู้สึกลบถึง 44% และรู้สึกเป็นกลางๆ 56 % ไม่พบความรู้สึกบวก

สรุป
‘ทีมโฆษก’ เป็นเพียง ‘ตัวกลางความเชื่อมั่น’ มากกว่า ‘ต้นเหตุ’ ของความเชื่อมั่น
-บทสนทนาที่กล่าวถึง ‘ทีมโฆษก’ มากกว่า 80% เป็นกลาง และในภาพรวมยังไม่พบความไม่พอใจที่มุ่งต่อตัวโฆษกโดยตรง-เป็นหลัก แต่ความคิดเห็นมักเปลี่ยนไปตามเนื้อหาที่ทีมโฆษกนำมาชี้แจง ทั้งผลงานนโยบาย , ข่าวปลอม , ความขัดแย้งหรือปัญหาของรัฐบาล
‘ความน่าเชื่อถือของข้อมูล’ คือ ‘จุดเสี่ยงสำคัญ’ ต่อความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล
-เมื่อความเห็นเชื่อมจาก ‘ทีมโฆษก’ ไปถึง ‘รัฐบาล’ ประเด็นความน่าเชื่อถือของข้อมูล ถูกกล่าวมากถึง 41 % และในกลุ่มนี้เป็น ‘ความเห็นเชิงลบ’ ถึง 57 % สูงกว่ามิติ ‘ภาพลักษณ์’ และ การสื่อสารรวมถึง ‘การรับฟังประชาชน’
สำหรับบทบาท ‘ทีมโฆษกรัฐบาล’ ต่อ ‘นายกฯอนุทิน’ พบว่า ถูกมองผ่าน ‘ภาพลักษณ์-ภาวะผู้นำ’
การสื่อสารกล่าวถึง นายกฯ อนุทิน 57 % ของความคิดเห็นที่จัดหมวดเชื่อมโยงกับภาพลักษณ์และภาวะผู้นำ แต่ภายในมิตินี้ยัง ‘เป็นกลาง’ ถึง 82 % สะท้อนว่าสังคมใช้การสื่อสารของ ‘ทีมโฆษก’ เป็นส่วนหนึ่งในการประเมินความพร้อมและทิศทางการทำงานของนายกฯ
ขณะที่ทิศทาง ‘ความเชื่อมั่น’ ยังคงอยู่กับความน่าเชื่อถือของข้อมูลและผลงาน
“ทีมโฆษกอาจไม่ใช่ผู้สร้างความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลโดยตรง แต่เป็น ‘ตัวกลาง’ ที่สามารถพยุงหรือขยายความไม่ไว้วางใจได้ โดยตัวแปรสำคัญไม่ใช่เพียง ‘วิธีพูด’ แต่คือ ความน่าเชื่อถือ ความสอดคล้องของข้อมูล และ ผลงานจริงของรัฐบาล”




