กกต. ปิดสำนวน ‘คดีฮั้ว สว.’ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และนัดลงมติ 14ก.ย.นี้ โดยคดีนี้มีผู้ถูกกล่าวหา 229 คน โดยในจำนวนนี้เป็น สว. 138 คน และมี รัฐมนตรี-สส.ภูมิใจไทย-กก.บห.ภูมิใจไทย 21 คน
สำหรับ 3 แนวทาง ‘มติ กกต.’ จะส่งฟ้อง ‘ศาลฎีกา’ หรือไม่ ? ได้แก่ ส่งฟ้องทั้งหมด , ส่งฟ้องบางส่วน หรือ ไม่ส่งฟ้องทั้งหมด
ขณะที่ ‘ฝ่ายค้าน’ นำโดย ‘พรรคประชาชน’ ที่จับมือกับ ‘ไอลอว์’ ที่เปิดหลักฐานรายวัน แม้ว่าฝั่ง ‘รัฐบาล-ภูมิใจไทย’ จะมีการ ‘แจ้งความ-ฟ้องร้อง’ กับ ‘ยิ่งชีพ อัชฌานนท์’ ผอ.ไอลอว์ และสัปดาห์ที่ผ่านมา ‘ดีเอสไอ-กกต.’ ได้เข้าแจ้งความ-เอาผิด บุคคลที่ ‘ปล่อย-เผยแพร่’ สำนวนคดีฮั้ว สว.
ระยะเวลา 2 สัปดาห์ นับจากนี้ จึงต้องจับตา ‘ฝ่ายค้าน’ จะมีกิจกรรมใดบ้าง เพื่อปูทางไปสู่ 14 ก.ย.นี้ รวมทั้งการ ‘เปิดหลักฐาน’ เพื่อให้ ‘สังคมรับทราบ’ และมี ‘ปฏิสัมพันธ์’ ร่วมด้วย
ซึ่งปรากฏการณ์ทั้งหมดนี้ส่งผลต่อ กกต. และ นายกฯ รัฐบาล อย่างไรบ้าง ? ข้อมูล Social Listening โดย Spacebar DataOps ซึ่งรวบรวมบทสนทนาจากสำนักข่าวต่างๆ บน Social Media ระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม – 26 สิงหาคม 2569 พบว่า
ภาพรวมบทสนทนาต่อคดี ฮั้ว สว. ส่วนใหญ่รู้สึกเป็นกลางที่ 67% ขณะที่กระแสลบอยู่ที่ 28% เมื่อเจาะลึกลงไปจะพบการตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและกระบวนการตรวจสอบ ส่วนกระแสบวกมีเพียง 5% เท่านั้น
สำหรับกระแสการพูดถึงคดีฮั้ว สว. จะพุ่งขึ้นเป็นละลอกตามเหตุการณ์ หากมองย้อนกลับไปตั้งแต่เดือน ก.ค.69 พบช่วงที่มีการพูดถึงมากคือมีเหตุการณ์ใหญ่เกิดขึ้น เช่น 12 - 14 ก.ค.69 ฝ่ายค้านจัดเวที ครบ 2 ปี เลือก สว.ไปถึงไหนแล้ว โดยมีการเปิดข้อมูลและจำลองกระบวนการเลือกตามโพย
ต่อมาช่วง 22 - 28 ก.ค.69 ‘ไอลอว์’ เปิดข้อมูลและรายชื่อผู้ถูกกล่าวอ้างว่าเกี่ยวข้องกับคดี ‘ฮั้วเลือก สว.’ ซึ่งต่อมาพรรคภูมิใจไทยและบุคคลที่ถูกพาดพิงออกมาตอบโต้ พร้อมขู่ดำเนินคดี
ต่อเนื่องมาถึง 1-5 ส.ค.69 กกต. ยืนยันว่าจะพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในเดือน ส.ค. พร้อมย้ำว่ากระบวนการไม่ถูกแทรกแซง
ก่อนที่กระแสจะกลับมาอีกครั้งในช่วง 16-18ส.ค.69 ที่มีการตรวจสอบเส้นทางการเงินบริจาคเชื่อมโยงระหว่างบุคคลในพรรคภูมิใจไทย และคลิปที่ พริษฐ์ วัชรสินธุ์ เผยแพร่คดีฮั้ว สว. ที่มีการแอบอ้างคำพูดว่า “ทำเพื่อข้างบน”
ต่อมาช่วง 23-26 ส.ค.69 ‘ดีเอสไอ’ ดำเนินคดีผู้ปล่อยและเผยแพร่เอกสาร ‘สำนวนคดีฮั้ว สว.’ โดยนายกฯ ระบุว่า ผู้ปล่อยฯ มีเจตนาไม่ดีกับรัฐบาล
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าสังคมให้ความสนใจข้อมูลใหม่และท่าทีตอบสนองของผู้เกี่ยวข้องเป็นหลัก
-1.jpg&w=3840&q=75)
‘ฮั้ว สว.’ โซเชียลฯ สนใจอะไร ?
พบว่า 33 % พูดถึง ข้อกล่าวหา หลักฐาน และความรับผิด แต่บทสนทนาไม่ได้จับตาเพียงว่ามีการ ฮั้ว สว. จริงหรือไม่ แต่ยังตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความเชื่อมโยงกันเมือง
ซึ่งพบว่า 26% พูดถึงการเปิดเผยข้อมูลและสิทธิผู้เปิดโปง ส่วน 23% พูดถึงแรงกดดันต่อรัฐบาลและเครือข่ายการเมือง ขณะที่ 11% พูดถึงบทบาท กกต. และ ดีเอสไอ สุดท้าย 7 % พูดถึงความชอบธรรมของ สว. และโครงสร้างการเมือง
หากนำกลุ่มที่ 2-3 มารวมกัน จะอยู่ที่ 49% ของบทสนทนา ซึ่งพุ่งเป้าไปถึงเรื่องการเปิดเผยข้อมูลและแรงกระทบต่อรัฐบาล สะท้อนว่าคดีเริ่มขยายจากข้อกล่าวหาต่อ สว. ไปสู่เรื่องความโปร่งใสและความรับผิดชอบทางการเมือง
-1.jpg&w=3840&q=75)
ความคาดหวัง สว. จาก ‘สังคม’ ในการทำหน้าที่
พบว่า ความเชื่อมั่น สว. ไม่ได้อยู่แค่ผลคดี แต่อยู่ที่ความรับผิดชอบ ความซื่อสัตย์ และการตอบข้อสงสัย จากความคิดเห็นที่สะท้อนความคาดหวังโดยตรงกว่า 50% ให้น้ำหนักกับความรับผิดชอบต่อสถานะ และความซื่อสัตย์ต่อประโยชน์สาธารณะ
ขณะที่ 22 % ต้องการให้ สว. ตอบข้อสงสัยชี้แจงให้ตรงประเด็น ต่อมา 15.6 % ต้องการให้ สว. เคารพกฎและกระบวนการตรวจสอบ สุดท้าย คือ ต้องการให้ สว. เป็นกลางไม่ยึดโยงการเมือง 12.5 %
-1.jpg&w=3840&q=75)
ความเชื่อมั่น-คาดหวัง กกต. จากสังคม ในการทำคดีฮั้ว สว.
พบว่าความเชื่อมั่น กกต. อยู่ที่กระบวนการ มากกว่าผลของคดี โดย 35% คาดหวังให้ กกต. เดินหน้าคดีสงสารวินิจฉัย ขณะที่อีก 50% ให้น้ำหนักในเรื่องความเป็นกลาง-ไม่เลือกปฏิบัติ และการตรวจสอบหลักฐานให้ครบ ส่วนอีก 15% ขอให้เร่งรัดคดีไม่ปล่อยให้ล่าช้า
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าความเชื่อมั่นไม่ได้อยู่เพียงว่า ‘คดีจะจบอย่างไร’ แต่อยู่ที่ว่า กกต. จะทำให้สังคมเชื่อได้หรือไม่ว่า คดีถูกตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา
.jpg&w=3840&q=75)
กระแส ‘ฮั้ว สว.’ ส่งผล ‘รัฐบาล-ภท.’ หรือไม่ ?
พบว่า 85.2 % ของบทสนทนา พูดถึงฮั้ว สว. โดยไม่โยงถึงรัฐบาลและพรรคภูมิใจไทย ขณะที่ 14.8% เริ่มเชื่อมโยงถึงฝ่ายการเมือง
เมื่อเจาะลึกลงไปจะพบว่า มีการพูดถึงเครือข่ายสีน้ำเงินอยู่ที่ 46.7% รองลงมา คือ ความรับผิดชอบของพรรค 28.9% และการใช้อำนาจรัฐ 24.4%
.jpg&w=3840&q=75)
กระแส ‘ฮั้ว สว.’ มีผลต่อ นายกฯ หรือไม่ ?
พบว่ากระแสยังไม่มากพอ ที่จะลามมาถึง ‘นายกฯอนุทิน’ ในเรื่องภาวะผู้นำ แม้คอมเม้นต์ที่กล่าวถึงนายกฯโดยตรง มีทิศทางตั้งคำถามต่อความรับผิดชอบ การใช้อำนาจ แต่พบข้อมูลน้อยมาก จึงสะท้อนได้เพียง ‘สัญญาณแรงเสียดทาน’ ซึ่งยังไม่เพียงพอ ที่จะสรุปได้ว่ากระแส ‘ฮั้ว สว.’ ส่งผลต่อความเชื่อมั่น หรือ ภาวะผู้นำของ นายกฯ ในวงกว้าง

สรุป
จาก ‘ข้อสงสัย สว.’ ไปสู่ ‘บททดสอบ กกต.’ แต่ผลกระทบยังไม่ลามเป็น ‘วิกฤติรัฐบาล’ สว. เผชิญโจทย์ความชอบธรรม ขณะที่ กกต. เผชิญบททดสอบความน่าเชื่อถือจากกระบวนการ
ขณะที่ความคาดหวังต่อ สว. มากที่สุด อยู่ที่ความรับผิดชอบต่อสถานะ และความซื่อสัตย์ 49.9% รองลงมา คือ ตอบข้อสงสัยให้ตรงประเด็น 22% สะท้อนว่า ความเชื่อมั่นไม่ได้อยู่เพียงผลคดี แต่รวมถึงความรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่
บทสนทนากว่า 85.2% ยังอยู่กับฮั้ว สว. เพียงอย่างเดียว ยังไม่โยงถึงรัฐบาลและพรรคภูมิใจไทย และมีเพียง 14.8% ที่เริ่มเชื่อมโยงไป ‘ฝ่ายการเมือง’ ดังนั้นภาพที่เกิดขึ้น จึงเป็นผลกระทบที่เริ่มไหลจาก สว. ไปสู่เครือข่ายการเมือง แต่ยังไม่มีน้ำหนักมากพอที่จะสรุปได้ว่า จะกลายเป็นวิกฤติภาพลักษณ์รัฐบาลหรือพรรคภูมิใจไทยโดยตรง
แม้ว่า ‘นายกฯอนุทิน’ จะเริ่มถูกตั้งคำถาม แต่ยังไม่มากพอที่จะชี้วัผลต่อ ‘ภาวะผู้นำ’
ก่อนที่ กกต. จะมีมติออกมา กระแสสังคมได้ตั้งคำถามเรื่อง ‘ความชอบธรรมของ สว.’ และ ‘ความน่าเชื่อถือ’ ของ ‘กระบวนการตรวจสอบ’ โจทย์จากนี้ไปจึงไม่ใช่แค่ ‘ฮั้ว สว.’ หรือไม่ ? แต่คือ ‘ผลพิจารณา’ จะทำให้ ‘สังคมเชื่อ’ ได้หรือไม่ ?




