รายการ “Deep SPACE ลึกกว่าที่รู้” ชวนสำรวจประเด็นร้อน หลัง iLaw ส่งข้อมูล ‘อนุทิน’ และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย รวม 9 คน ให้ฝ่ายค้านตรวจสอบปมเชื่อมโยงกรณี ‘ฮั้ว สว.’ ขณะที่ผู้ถูกพาดพิงทยอยออกมาปฏิเสธ พร้อมตั้งคำถามถึงช่องโหว่ของระบบคัดเลือกบุคคลของภาครัฐ จากคดี ‘โกงสอบท้องถิ่น’
รายการ “Deep SPACE ลึกกว่าที่รู้” หยิบยกประเด็นร้อนทางการเมืองหลัง ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ส่งข้อมูลของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยรัฐมนตรี สส. และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทยอีก 8 คน ให้ฝ่ายค้านนำไปใช้ตรวจสอบความสุจริตและคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หลังมีการกล่าวอ้างถึงความเชื่อมโยงกับกระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) หรือคดี ‘ฮั้ว สว.’
ข้อมูลดังกล่าวอ้างอิงจากคำให้การ พยานหลักฐาน และข้อมูลที่มีการรวบรวมไว้ โดยมีทั้งรัฐมนตรี แกนนำพรรคการเมือง และบุคคลที่มีบทบาทสำคัญทางการเมืองรวมอยู่ในรายชื่อ
เปิดข้อมูลเชื่อมโยงข้อกล่าวหา ‘ฮั้ว สว.’
ในรายการมีการกล่าวถึงรายละเอียดบางส่วนของข้อมูลที่ถูกส่งต่อให้ฝ่ายค้าน ซึ่งระบุพฤติการณ์และความเชื่อมโยงของบุคคลในรายชื่อกับกระบวนการเลือก สว. ตั้งแต่ระดับพื้นที่ การประสานงาน การจัดประชุม รวมถึงการพบปะพูดคุยระหว่างบุคคลทางการเมืองกับกลุ่มผู้สมัคร สว.
ผู้ดำเนินรายการระบุว่า ข้อมูลที่ถูกนำเสนอไม่ได้เป็นการชี้ขาดความผิด แต่เป็นการส่งต่อให้กลไกทางการเมืองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป
นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวถึงหลักฐานที่ iLaw อ้างว่ารวบรวมไว้ ทั้งภาพจากกล้องวงจรปิด ข้อมูลการเดินทาง ทะเบียนรถ สถานที่ประชุม และพยานบุคคล ซึ่งถูกนำมาใช้ประกอบการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับกระบวนการเลือก สว.
มองเป็นเกมการเมืองก่อนศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ
รายการตั้งข้อสังเกตว่า การเปิดเผยข้อมูลในช่วงเวลานี้อาจมีนัยทางการเมือง เนื่องจากเกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศการเตรียมความพร้อมสำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล
ผู้ดำเนินรายการมองว่า ข้อมูลดังกล่าวอาจถูกใช้เป็นประเด็นประกอบการอภิปราย เพื่อชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมหรือความเหมาะสมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แม้ประเด็นเรื่องการเลือก สว. จะยังอยู่ในกระบวนการตรวจสอบและพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ตาม
ขณะเดียวกัน ยังมีการตั้งข้อสังเกตถึงทิศทางการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า ผลการวินิจฉัยในอนาคตอาจไม่เป็นไปในลักษณะยกชุดทั้งหมด แต่เป็นการพิจารณาเป็นรายบุคคลตามพยานหลักฐานที่มีอยู่
นายกฯ และผู้ถูกพาดพิงทยอยปฏิเสธข้อกล่าวหา
อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกพูดถึงในรายการ คือการตอบคำถามของนายกรัฐมนตรี หลังมีชื่อปรากฏอยู่ในข้อมูลที่ถูกส่งให้ฝ่ายค้าน
นายกรัฐมนตรียืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการดังกล่าว และไม่กังวลต่อข้อกล่าวหา พร้อมระบุว่าคดีนี้ถูกตรวจสอบมานานก่อนเข้ารับตำแหน่ง และหากมีความเกี่ยวข้องจริงก็ควรถูกดำเนินการไปแล้ว
ขณะเดียวกัน บุคคลทางการเมืองหลายรายที่ถูกพาดพิงต่างออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหา ยืนยันความบริสุทธิ์ใจ และเตรียมดำเนินคดีทางกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิของตนเอง
ด้านพรรคภูมิใจไทยยังถูกหยิบยกถึงจุดยืนในช่วงการเลือก สว. ที่เคยออกหนังสือกำชับสมาชิกพรรคและผู้เกี่ยวข้องหลายครั้ง ไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกระบวนการเลือกตั้ง โดยระบุว่าหากพบการกระทำผิดจะดำเนินการตามกฎหมาย
ถกปม ‘ฮั้ว สว.’ ตั้งคำถามถึงที่มาของระบบ
ผู้ดำเนินรายการแลกเปลี่ยนมุมมองต่อข้อกล่าวหาเรื่องการฮั้วเลือก สว. โดยมองว่าประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียงตัวบุคคล แต่รวมถึงการออกแบบระบบและกติกาที่เปิดช่องให้เกิดการจัดการคะแนนเสียงหรือการรวมกลุ่มผลประโยชน์ได้ ขณะที่กระบวนการเลือก สว. ที่ใช้ระบบเลือกไขว้และการคัดเลือกหลายชั้น อาจเปิดโอกาสให้เกิดการวางแผนจัดการคะแนนเสียงอย่างเป็นระบบ จนนำไปสู่ข้อครหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
ผู้ดำเนินรายการยังมองว่า ข้อกล่าวหาเรื่องการจัดตั้งเครือข่ายผู้สมัคร การคัดเลือกบุคคลเพื่อทำหน้าที่ลงคะแนน และการบริหารจัดการคะแนนเสียง เป็นประเด็นที่สังคมควรติดตามผลการตรวจสอบอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดความชัดเจนต่อสาธารณะ
ในรายการตั้งข้อสังเกตด้วยว่า หากพิจารณาจากข้อกล่าวหาและข้อมูลที่ถูกนำเสนอในช่วงที่ผ่านมา ความพยายามในการจัดการคะแนนเสียงหรือสร้างเครือข่ายสนับสนุนผู้สมัครอาจไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับกลุ่มการเมืองใดกลุ่มการเมืองหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่หลายฝ่ายพยายามดำเนินการภายใต้กติกาเดียวกัน
ผู้ดำเนินรายการมองว่า ความแตกต่างอยู่ที่ประสิทธิภาพและขนาดของการจัดการ จนทำให้บางกลุ่มการเมืองสามารถสร้างผลลัพธ์ได้อย่างเป็นรูปธรรมมากกว่ากลุ่มอื่น
“ตอนเลือกตั้งครั้งนั้นเนี่ยก็ไม่ใช่เฉพาะ ‘น้ำเงิน’ ฮั้วหรอก ‘ส้ม’ ก็ฮั้ว แต่กลวิธีของ ‘ส้ม’ สู้กลวิธีของ ‘น้ำเงิน’ ไม่ได้”
ในมุมมองของรายการ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าใครได้ประโยชน์จากระบบดังกล่าว แต่เป็นการตั้งคำถามต่อกติกาและกระบวนการที่เปิดช่องให้เกิดการแข่งขันในลักษณะนี้ได้ตั้งแต่ต้น หากระบบยังมีช่องว่างเพียงพอ ไม่ว่ากลุ่มการเมืองใดก็อาจพยายามใช้ประโยชน์จากช่องว่างนั้นเพื่อเพิ่มโอกาสในการได้มาซึ่งที่นั่งในวุฒิสภา
โยงคดี ‘โกงสอบท้องถิ่น’ สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้าง
นอกจากประเด็นการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาแล้ว รายการยังหยิบยกกรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น (สถ.) ขึ้นมาพูดถึง หลังมีความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการยกเลิกบัญชีรายชื่อเดิม และการจัดทำบัญชีผู้สอบผ่านใหม่
ผู้ดำเนินรายการตั้งข้อสังเกตถึงความล่าช้าของกระบวนการดำเนินงาน หลังมีการเลื่อนการประชุมคณะกรรมการกลางข้าราชการ หรือ พนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) ออกไปอย่างไม่มีกำหนด โดยให้เหตุผลว่ายังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลและจัดทำรายงานประกอบอย่างเป็นทางการ
ในมุมมองของรายการ เมื่อมีการยกเลิกบัญชีรายชื่อเดิมที่ถูกตั้งข้อสงสัยแล้ว กระบวนการจัดทำบัญชีใหม่ควรมีความชัดเจนมากขึ้น ทั้งในเรื่องขั้นตอนและกรอบเวลา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ได้รับผลกระทบและสังคมโดยรวม
ชี้รูปแบบปัญหาคล้ายกัน แม้เป็นคนละคดี
รายการตั้งข้อสังเกตว่า แม้คดีโกงสอบท้องถิ่นและข้อกล่าวหาเรื่องการฮั้วเลือก สว. จะเป็นคนละกรณี แต่มีลักษณะร่วมกันในแง่ของการถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใสของกระบวนการคัดเลือกบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งสำคัญ
ผู้ดำเนินรายการมองว่า ทั้งสองกรณีสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่อาจเปิดช่องให้เกิดการจัดการผลลัพธ์หรือการแทรกแซงกระบวนการคัดเลือกได้ หากระบบตรวจสอบไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ
นอกจากนี้ ยังมีการตั้งคำถามต่อการแก้ไขกฎหมายและกติกาที่เกี่ยวข้อง โดยมองว่า หากสังคมเห็นพ้องว่าระบบปัจจุบันมีช่องโหว่ ก็ควรมีความพยายามปรับปรุงกฎหมายเพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต
ถือได้ว่าปมร้อนทั้งสองประเด็นสะท้อนให้เห็นข้อกังวลต่อ “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” และท้ายที่สุด จุดสำคัญอาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการหาผู้รับผิดชอบในแต่ละคดี แต่รวมถึงการทบทวนกติกาและกลไกที่เกี่ยวข้อง เพื่อปิดช่องโหว่และสร้างหลักประกันถึงกระบวนการคัดเลือกที่โปร่งใสและตรวจสอบได้




