ยอมไม่ได้! ‘ปชป.’ ค้าน ‘กู้ 4 แสนล้าน’ จ่อส่งศาล รธน.วินิจฉัย

5 พ.ค. 2569 - 19:28

  • ‘ประชาธิปัตย์’ ค้าน “พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน” ชี้ไม่เข้าเงื่อนไขวิกฤต

  • เตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบด้วยกฎหมาย

  • แนะรัฐใช้ทางเลือกอื่น แทนการกู้เงินเพิ่มภาระอนาคต

ยอมไม่ได้! ‘ปชป.’ ค้าน ‘กู้ 4 แสนล้าน’ จ่อส่งศาล รธน.วินิจฉัย

กรณ์ จาติกวนิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ “พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้ 4 แสนล้านบาท” ว่า “อำนาจที่รัฐบาลอ้างว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 172 ที่ให้อำนาจรัฐบาลดำเนินการ สามารถกู้เงินเพิ่มเติมจากการขาดดุลงบประมาณได้ ซึ่งเรื่องนี้พรรคประชาธิปัตย์ได้หารือกันภายใน โดยมีมติเห็นว่าการออก พ.ร.ก.ครั้งนี้ ไม่น่าจะชอบตามเงื่อนไขที่ได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ และพรรคประชาธิปัตย์ยังมีมติว่าเราจะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาความเหมาะสม ความถูกต้องในการใช้อำนาจที่ออก พ.ร.ก.กู้เงินครั้งนี้”

กรณ์ ให้ความเห็นว่า “รัฐบาลสามารถที่จะมีรายจ่ายมากกว่ารายได้อยู่แล้วตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หนี้สาธารณะ นั่นคือในแต่ละปีสามารถกู้เงินมาชดเชยการขาดดุลในงบประมาณ ซึ่งกู้ได้มหาศาล และสาเหตุที่ประเทศไทยทุกวันนี้มีสถานการณ์การคลังที่ถือว่าค่อนข้างมั่นคง เมื่อเทียบกับหลายประเทศ เพราะทุกรัฐบาลที่ผ่านมา ถูกบังคับให้อยู่ในเกณฑ์วินัยทางการคลังที่กำหนดโดย พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ เช่น ปี 2570 งบประมาณปี 2570 รัฐบาลได้เสนอว่าจะมีรายจ่ายมากกว่ารายได้ประมาณเกือบ 8 แสนล้านบาท”

เพดานเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลตาม “พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ” ก็ได้กำหนดไว้ว่ารัฐบาลไม่สามารถกู้ได้มากกว่า 8 แสนล้านบาท ซึ่งทุกรัฐบาลมีข้อจำกัดนี้มาโดยตลอด จึงเป็นเหตุผลที่ไม่มีรัฐบาลไหนที่จะใช้เงินเกินตัวได้ ไปหยิบเงินในอนาคตของพี่น้องประชาชนมาใช้เกินความเหมาะสม จึงเป็นเหตุผลให้ทุกวันนี้สถานการณ์คลังของประเทศไทยต้องถือว่าค่อนข้างมั่นคง

กรณ์ จาติกวนิช

กรณ์ กล่าวอีกว่า “ตามกฎหมายได้เปิดช่องยืดหยุ่นให้กับฝ่ายบริหาร ว่าในกรณีที่จำเป็นเร่งด่วนฉุกเฉินจริงๆ หลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็สามารถที่จะกู้เงินเพิ่มเติมนอกเหนือจากการขาดดุลในงบประมาณ คือรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ที่มีการอ้างกัน คือการออก ‘พ.ร.ก.กู้เงิน’ หากย้อนกลับไปในอดีต จะมีการออก พ.ร.ก.กู้เงินเพิ่มเติมในลักษณะนี้โดยอาศัยรัฐธรรมนูญมาตรา 172 ล้วนเป็นวิกฤติระดับมีผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจต่อประเทศชาติ ไม่ว่าจะเป็นในปี 2541 การออก พ.ร.ก. ในวิกฤตต้มยำกุ้ง หรือปี 2552 ที่มีการออก พ.ร.ก.กู้เงินเพิ่มเติม เพื่อแก้ปัญหาวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ หรือปี 2565 ที่มีการออก พ.ร.ก.เงินกู้ เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาวิกฤตโควิด-19”

จะเห็นว่าในแต่ละครั้งมีสภาวะวิกฤตที่มีผลทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพี ติดลบทุกครั้ง และในแต่ละครั้งมีระดับความวิกฤตที่ชัดเจน มีความจำเป็นเร่งด่วนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะไม่มีเงินจากช่องทางอื่นที่รัฐบาลสามารถใช้ได้ นอกจากการออก “พ.ร.ก.กู้เงิน”

กรณ์ จาติกวนิช

กรณ์ ยังชี้ให้เห็นว่า “ปัจจุบันประชาชนเดือดร้อนเรื่องพลังงานก็จริง ไม่มีใครเถียง แต่รัฐบาลมีทางเลือกอื่น และวิกฤตที่เกิดขึ้นในแง่ค่าครองชีพของประชาชนนั้น ถามว่ามีผลในระดับมหภาคต่อความมั่นคงเศรษฐกิจของประเทศก็ยังไม่มีความชัดเจน เศรษฐกิจปีที่แล้วโต 2.6% ปีนี้มีสงครามตะวันออกกลาง มีการคาดการณ์ว่าจะมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ประมาณ 1.5% ยังไม่ติดลบ”

พรรคประชาธิปัตย์อยากจะเสนอไปยังรัฐบาลว่า แทนที่จะออก “พ.ร.ก.กู้เงินไม่ชอบด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญ” รัฐบาลควรจะเร่งออก “พ.ร.บ.โอนงบประมาณ” อย่างที่ได้พูดไว้หลายเดือนแล้ว แต่ยังไม่มีการดำเนินการ ซึ่งเดิมทีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังระบุว่าน่าจะสามารถโอนงบประมาณที่ไม่มีการเบิกจ่าย และไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องใช้งบประมาณฉบับเดิม น่าจะโอนเข้ามาเพื่อเป็นการใช้งานในกรณีฉุกเฉินได้อย่างน้อยประมาณ 100,000 ล้านบาท ล่าสุดมีข่าวว่าจะมีการโอนงบประมาณเพียง 50,000 ล้านบาท พรรคฯ อยากถามว่าทำไมถึงทำได้แค่นั้น อย่างไรก็ตาม ก็ยังมี 50,000 ล้านบาทในมือที่จะใช้กับโครงการที่รัฐบาลมองว่าจำเป็นเร่งด่วนมากกว่ารายการเดิมในงบประมาณฉบับปัจจุบัน

กรณ์ จาติกวนิช

กรณ์ กล่าวอีกว่า “นอกจากนี้ในงบประมาณปี 69 ณ ปัจจุบัน เพดานเงินกู้ยังมีช่องว่างเหลือให้รัฐบาลสามารถที่จะกู้เพิ่มเติมได้ ด้วยการออก พ.ร.บ.งบกลางปี ถึงแม้จะไม่มาก แต่ก็เป็นหลักกว่าหมื่นล้านบาท สามารถเอามารวมกับการโอนงบประมาณฯ เป็นเงินหน้าตักให้กับรัฐบาลใช้ในระหว่างนี้ จนกว่างบประมาณฉบับปี 70 มีผลบังคับใช้ ไม่ใช่ว่ารัฐบาลไม่มีแหล่งเงินอื่นที่จะสามารถใช้ได้ แต่รัฐบาลสามารถใช้แหล่งเงินตามที่ผมได้ชี้แจงไปได้ ในการช่วยเหลือเยียวยาประชาชน จนกว่ารัฐบาลจะมีงบก้อนใหญ่ คืองบฯ ปี 70 ที่จะทำให้มีเม็ดเงินกว่า 3 ล้านล้านบาท”

พรรคฯ มีมติเห็นตรงกันว่า เรื่องนี้เรายอมไม่ได้ ในการที่รัฐบาลจะผลักดันโครงการต่างๆ ผ่าน พ.ร.ก.กู้เงิน เราจะเดินหน้ายื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญว่าการปฏิบัติตามมติ ครม. ครั้งนี้ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นประโยชน์หรือเป็นภัยต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ เป็นประโยชน์หรือเป็นภัยต่อความอยู่ดีกินดีในปัจจุบันและอนาคตของประชาชนหรือไม่

กรณ์ จาติกวนิช

ด้าน สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า “เราไม่ได้มีเจตนาขัดขวางการช่วยเหลือประชาชนของรัฐบาล เพราะเห็นว่าในรายละเอียดของ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งแม้จะพูดถึงการประคับประคองระบบเศรษฐกิจเพื่อช่วยเหลือประชาชน เช่น การจัดหาผลผลิตปุ๋ยหรือโครงการต่างๆ สามารถใช้แหล่งเงินอื่นได้ แต่อีกส่วนหนึ่งเป็นเรื่องที่ขัดต่อความฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วนอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ คือเรื่องการปรับโครงสร้างพลังงาน มันไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนฉุกเฉินจำเป็นแน่นอน แต่ใช้เงินนับแสนล้านบาท และต้องออกเป็น พ.ร.ก. เพราะฉะนั้นการขัดเงื่อนไขของการออก พ.ร.ก. ของรัฐบาลครั้งนี้ พรรคฯ ต้องทำให้เกิดความกระจ่างชัด”

ขณะนี้มีการดำเนินการยกร่างหนังสือที่จะยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญแล้ว แต่การลงลายมือชื่อเพื่อยื่นต่อศาลฯ นั้นต้องใช้เสียง สส. ถึง 1 ใน 5 คือ 100 คน เราจึงต้องขอเสียงเพิ่มเติมจากพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่น อย่างพรรคประชาชน และพรรคกล้าธรรม ซึ่งจะได้มีการประสานงานต่อไป

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์