ย้อนกลับไปวันที่ 20 มีนาคม 2566 ชวน หลีกภัย อดีตประธานรัฐสภา และอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงการกอบกู้พรรค ปชป. ซึ่งต้องแข่งขันกับธุรกิจการเมืองว่า ตนตั้งใจตระเวนทั่วประเทศเพื่อขอโควต้า ส.ส.บัญชีรายชื่อ จากประชาชน โดยจะไม่ยุ่งกับเขตเลือกตั้ง เนื่องจากกฎหมายได้เปลี่ยนแปลงเป็นประชาชนมีสิทธิเลือกบัตร 2 ใบ ไม่เลือกคนแต่เลือกพรรคได้ ซึ่งการเลือกตั้งที่ผ่านมาไม่ใช่เช่นนี้ทำให้พรรค ปชป.ได้ที่นั่งส.ส.บัญชีรายชื่อตกลงไปมากเมื่อเทียบกับอดีตที่ผ่านมา ครั้งนี้เมื่อมีสิทธิเลือกพรรค เช่นในภาคอีสานอาจเลือกส.ส.เขตจากพรรคอื่น ตนก็จะขอบัญชีรายชื่อให้กับพรรค ปชป.เพราะเป็นพรรคที่ทำประโยชน์ให้กับประชาชนมากมาย อาทิ โครงการเบี้ยผู้สูงอายุ เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา โครงการนมโรงเรียน ซึ่งผลงานเหล่านี้ก็ยังดำเนินอยู่
“เชื่อว่าพรรค ปชป. จะได้จำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อสูงขึ้น แม้ล่าสุด นิด้าโพล จะออกมาระบุว่าพรรค ปชป. อาจจะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อเพียง 5-6 คน แต่ผมเชื่อว่าระยะเวลาใกล้ๆ หวังว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลง และหัวหน้าพรรค ปชป. อย่าง จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ จะได้รับการยอมรับมากขึ้น แม้ที่ผ่านมา จุรินทร์ จะอยู่ในอันดับรั้งท้ายของโพลล์ส่วนใหญ่ แต่ผมมองว่า จุรินทร์เป็นคนเก่งที่มีความสามารถคนหนึ่งทั้งในสภาฯ และนอกสภาฯ และยังเป็นอดีตนักเรียนเรียนเก่งของจังหวัดพังงา ยืนยันว่าไม่ใช่เพราะการยกย่องคนในพรรคฯ กันเอง” ชวน กล่าว
ชวน กล่าวต่อว่า ในส่วนชีวิตทางการเมืองของตนนั้น ตั้งใจว่าในระหว่างที่ยังไม่เป็นอัลไซเมอร์ ยังจำอะไรได้ อยากไปขอบคุณประชาชนที่สนับสนุนตนมาโดยตลอด พร้อมกับสมุดสเก็ตซ์ภาพในขณะที่มือยังไม่สั่น เพราะความจริงของวัยนี้คือต้องเป็นไปตามอายุ ดังนั้นในช่วงที่รู้ตัวว่ายังทำอะไรได้อยู่ ก็อยากทำให้เต็มที่ ได้แสดงความกตัญญู
“หากบังเอิญเที่ยวนี้พรรคฯ โดดเด่น ผมก็อาจจะหยุดเที่ยวนี้ แต่ในยามเช่นนี้เหมือนถ้าเราไม่มาช่วยก็เหมือนเอาตัวรอด เลยคิดว่าจะช่วยนายจุริยทร์เที่ยวนี้และขอช่วยพรรค ปชป.เที่ยวนี้ แล้วอาจจะเป็นช่วงสุดท้ายของผม ซึ่งไม่กล้าบอกว่าจะเป็นช่วงสุดท้ายจริงหรือไม่ เพราะพูดแล้วต้องทำตาม ไม่เคยเสียคำพูด ดังนั้นจึงไม่กล้าพูดว่าจะเป็นครั้งสุดท้าย แต่เชื่อว่าแนวโน้มไปในทางสุดท้ายชีวิตการเมือง” ชวน กล่าว
ต่อมาวันที่ 21 มีนาคม 2566 ก่อนกาประชุมคณะรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมต.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ ชวน หลีกภัย อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร และอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ระบุจะลงรับสมัครเลือกตั้งครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายว่า ตนยังไม่ทราบเรื่องที่ชวนจะวางมือ ส่วนตัวนับว่า ชวนเป็นปูชนียบุคคลทางการเมืองของประเทศ และเป็นบุคลากรที่มีคุณค่าอย่างยิ่งของพรรคประชาธิปัตย์
ทั้งนี้ตนได้หารือกับอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์แล้วทั้ง 3 คน คือ ชวน, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ บัญญัติ บรรทัดฐาน และมีความเห็นร่วมกันว่า ทุกคนจะมาช่วยพรรคประชาธิปัตย์ในการหาเสียงตามแนวทางของแต่ละคน โดย อภิสิทธิ์ ยืนยันชัดเจนว่ายังเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ และยืนยันที่จะช่วยพรรคตามแนวทางที่ถนัด
ส่วนการลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.บัญชีรายชื่อนั้น อภิสิทธิ์ ได้ระบุว่า ไม่ประสงค์จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. แต่จะขอช่วยพรรคหาเสียง กรณี ชวน นั้นตนคิดว่าประสงค์จะลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.
อย่างไรก็ตาม เรามั่นใจว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ กองทัพประชาธิปัตย์จะลงสนามเลือกตั้งด้วยความมั่นใจ และมีความพร้อมเราเป็นหนึ่งในไม่กี่พรรคที่จะส่งผู้สมัครครบ 77 จังหวัด 400 เขต และ ส.ส. บัญชีรายชื่อ 100 คน ขณะนี้ได้ตัวบุคคลนโยบาย และจุดยืนทางการเมืองแล้ว
ช่วงเย็นในวันเดียวกัน (21 มีนาคม) อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ คมชัดลึก ถึงเหตุผลเว้นวรรคการเมืองว่า เคยเป็นอดีต ส.ส. อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และเมื่อผลการเลือกตั้งปี 2562 ออกมาได้ลาออกจากหัวหน้าพรรค ต่อมาได้ลาออกจาก ส.ส. เนื่องจากตอนนั้นประกาศว่าจะไม่ไปร่วมงานกับ พล.อ.ประยุทธ์ แต่ต่อมามีการไปร่วมรัฐบาลกับ พล.อ.ประยุทธ์ ทั้งที่ได้หาเสียงว่า ไม่เข้าร่วม เลยรักษาคำพูด ขอรับผิดชอบ วันนี้ยังเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ลาออก เมื่อคืนวันที่ 20 มีนาคม หัวหน้าพรรค รวมทั้ง ชวน หลีกภัย บัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตหัวหน้าพรรค ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกันว่า อะไรน่าจะดีที่สุด ได้พูดไปว่าทุกคนทราบดี แนวคิดของตนหลายๆ เรื่อง ช่วงเวลาที่ผ่านมา ไม่ได้ตรงสอดคล้องกับการดำเนินการของพรรคมากนัก หากลงสมัครรับเลือกตั้งจะเกิดความสับสน ไม่เป็นเอกภาพ ซึ่งไม่น่าเป็นผลดีกับพรรค เพราะครั้งนี้หลายพรรคการเมืองถือว่าเป็นศึกหนักทางการเมือง ถ้าพรรคเข้าสู่สนามเลือกตั้ง ยังสับสน ไม่มีเอกภาพ คงไม่น่าเป็นผลดีกับพรรค ดังนั้นเรื่องที่เหมาะสมลงตัวที่สุดคือ ตนไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง ส่วนจะไปช่วยผู้สมัครส.ส.ของพรรคหรือไม่ คงเป็นไปตามความต้องการผู้สมัครแต่ละคน เมื่อไปช่วยแล้วไม่ให้กระทบกระเทือนการบริหารงานหลักของพรรค โดยการเลือกตั้ง 2566 ชวน บัญญัติ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะยังลงสมัครรับเลือกตั้ง
อภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า การที่ตัดสินใจร่วมกัน เพราะตนพูดตั้งแต่ต้นไม่มีความประสงค์ขัดแย้งกับพรรค หากถามว่าอยากเป็น ส.ส.หรือไม่ ตั้งแต่ทำงานการเมืองมาก็เป็น ส.ส.หากลงบัญชีรายชื่อ ก็คงอยู่ในอันดับได้เป็น ส.ส. แต่ก็คิดถึงองค์กร ภาพรวมของพรรค สิ่งที่ทำให้ได้ดีที่สุดของพรรคคือ สนับสนุนเท่าที่ทำได้ หากนำตนไปวางเป็นผู้สมัครน่าจะเป็นปัญหาเชิงเอกภาพ และคงไม่เป็นธรรมกับผู้เลือกตั้งเท่าไหร่ ประชาธิปัตย์คืออะไร เลือกมาอีกอย่าง ทำอีกอย่าง ถ้าตนลงเลือกตั้ง คงมีคำถามตั้งแต่วันนี้ถึงหลังเลือกตั้ง
เมื่อถามว่า หากเข้าไปกังวลคนจะสับสน ประชาธิปัตย์อะไรยังไง แสดงว่าได้ทำนาย ประชาธิปัตย์ อาจจะไปจับขั้วเดิม แล้วขัดแย้งอีกหรือไม่ อภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ได้ไปทำนายอะไร แต่ปัจจุบันถึงเลือกตั้งยังเป็นพรรคร่วมรัฐบาลอยู่ก็ปฏิบัติหน้าที่จนกว่ามีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามา เท่าที่ติดตามการทำหน้าที่ของหัวหน้าพรรค ที่บอกขอดูตัวเลขก่อน จะได้มาเท่าไหร่ เหมือนยังไม่ตอบ เพื่อให้ผู้บริหารพรรค ทำงานได้ง่ายที่สุด ก็ไม่อยากเป็นอุปสรรคเงื่อนไข
ถามต่อว่า หลังเลือกตั้งจะกลับเข้ามาอีกหรือไม่ อภิสิทธิ์ กล่าวว่า ทำงานการเมือง ไม่ได้เอาตนเป็นตัวตั้ง เป็นเพียงนักการเมืองคนหนึ่งอยู่ในระบบ ยังอยู่กับประชาธิปัตย์ ใครที่ยังไม่สนิทใจอะไร ไม่ได้หมายความว่าต้องออกจากพรรค ย้ายพรรค ตั้งพรรคใหม่ ก็คิดว่า ทำแบบสากล ใครอาจยังไม่สนิทใจบางเรื่องบางราว ก็ปรับบทบาทตัวเองในพรรคลงมา เหมือนกับสมาชิกพรรคทั่วไป เป็นแนวทางการเมืองที่ยึดถือตลอด
ถามถึงการล่ารายชื่อ กรรมการบริหารจะลาออก การเปลี่ยนแปลงมีชื่ออภิสิทธิ์เข้าไปเกี่ยวข้อง อภิสิทธิ์ กล่าวว่า สมาชิกพรรคมีความหลากหลาย ข่าวการล่ารายชื่อ ผลักดันให้มีการเปลี่ยนแปลง ทุกครั้งมีสมาชิกโทรศัพท์มาหา ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงจะกลับหรือไม่ ก็ตอบไปว่าไม่กลับ เพราะขณะนี้ พรรคตกลงปลงใจไปร่วมรัฐบาล การจะเปลี่ยนแปลง จะเอาตนกลับไปไม่ใช่แค่นั้นอย่างเดียว ยังส่งผลกระทบต่อการร่วมรัฐบาล เรื่องประเทศ อะไรต่างๆ ไม่ใช่วิธีการที่จะไปทำอะไรแบบนั้น ขอยืนยันว่ายังไม่กลับ อันนี้คือเรื่องจริง พูดได้ พร้อมกับยืนยันไม่ได้อยู่เบื้องหลังการล่ารายชื่อ และถ้าทำก็อาจมีการเปลี่ยนแปลงไปแล้วก็ได้
อภิสิทธิ์ ยังได้วิเคราะห์การเมืองหลังการเลือกตั้งถึงโอกาสที่จะเป็นรัฐบาลว่า พูดตรงไปตรงมา นิด้าโพลเป็นโพลที่ทำมีความต่อเนื่อง มีฐานรูปแบบการสำรวจที่เป็นมาตรฐาน หากดูผลตรงนี้ ถามคอการเมือง พรรคเพื่อไทยยังเป็นพรรคใหญ่ที่สุด เพียงแต่จะได้เสียงข้างมากในสภาฯ หรือไม่ พรรคอันดับ 2 อาจจะไม่ถึง 100 เสียงก็ได้ บรรยากาศหลังเลือกตั้ง เป็นบรรยากาศ พรรคเพื่อไทยได้รับโอกาสจัดตั้งรัฐบาล แต่เรามีรัฐธรรมนูญมาตรา272 คือ 250 เสียงยังไม่ได้ ต้องได้ 375 เสียง ก็เป็นส่วนหนึ่ง ที่มีการวิเคราะห์ จะจับมือ พรรคพลังประชารัฐ ที่มีทั้ง ส.ส.และ สว.พอโน้มน้าวให้มาเลือกได้ รูปการณ์คงไปทางนั้นก่อน ส่วนจะสำเร็จหรือไม่ อยู่กับตัวเลขและเงื่อนไขอื่นๆ รวมทั้งท่าทีพรรคอื่น เป็นอย่างไร พรรคก้าวไกล ประกาศชัดว่า ร่วมงานกับใครได้บ้าง พรรคภูมิใจไทย ดูเหมือนไม่ปฏิเสธใคร เช่นเดียวกับพรรคอื่นๆ ถ้าผลเป็นไปตามโพลบอกขนาดนี้ต้องไปเริ่มที่พรรคเพื่อไทยก่อน ที่ได้รับโอกาสจัดตั้งรัฐบาล
“ถ้าเพื่อไทยได้เกิน 250 เสียง ถ้ารัฐบาลไปตั้งโดยไม่มีเพื่อไทย แต่ถ้าเขาเกิน อยู่ที่ว่าให้เขาตั้งรัฐบาลอย่างไร เงื่อนไขเป็นอย่างไร อาจรวมไปถึงนายกฯ ด้วย ถ้าไม่ถึง 250 จะมีช่องทางอื่นๆ มากขึ้น เชื่อว่า เพื่อไทยก็ทราบดี กว่าจะเริ่มตั้งต้นรัฐบาลได้ ต้องมีนายกฯ จะมีนายกฯ ได้ ต้องได้ 375 เสียงก่อน ใครได้ 375 หรือใกล้กับ 375 ก็มีโอกาส จึงมีการขยับตัวเลขมา 310 พอถึงตัวเลขนี้ เขาก็เชื่อว่าเดี๋ยวอีก 60 เสียงก็ตามมาจาก 250 ไป 310 เสียง เขาน่าจะไปกินจากพรรคฝ่ายค้านด้วยกัน เพราะคะแนนขั้วเดียวกัน เสียงที่ไปเติมให้ถึง 375 เสียง จาก 310 เป็น 375 แล้วอีก 60 เสียงตรงนี้ ก็อาจมาจากขั้วเดียวกัน ที่จะถูกนับอยู่แล้ว ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ยังนึกไม่ออก สว.จะทำให้เกิดสูญญากาศแล้วคาดหวังอะไร ไม่มีรัฐบาล มีแต่รัฐบาลรักษาการอย่างนั้นหรือ จะเกิดแรงกดดันจากสังคม คงไม่ง่าย ส.ว.ที่จะอธิบาย ทำไมทำให้เกิดสุญญากาศ แต่จะต่อรองอะไรหรือไม่ เชื่อว่าทำได้ ไม่ว่าจะโดยเปิดเผยหรือไม่ เพราะกติกา อนุญาติให้เขาอธิบายได้ แต่หากเกิดสุญญากาศแล้วเดินไม่ได้ ก็จะตอบไม่ได้ว่าทำไปเพื่ออะไร
กรณี พล.อ.ประยุทธ์ ที่จะกลับมาได้ ต้องทำให้พรรคที่สนับสนุน มีเสียงเกิน 250 เสียง การตั้งรัฐบาลโดยเสียงข้างน้อย โดยเฉพาะในภาวะถ้าเพื่อไทยได้เสียงเกิน 250 ยังมีพรรคก้าวไกลอยู่ด้วย ที่ต่างประกาศไม่สนับสนุนท่าน คงอยู่ยาก จะกลับมาคือ พรรคร่วมรัฐบาลเดิมได้เสียงเกินครึ่ง และให้หัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลเดิม ยอมรับให้ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีด้วย โดยเงื่อนไข ประยุทธ์ มีเงื่อนไข ทำอย่างไรให้ได้เสียงเกิน 250 และหัวหน้าพรรคขั้วเดิม ยอมรับให้ท่านเป็นนายกฯ ไม่ใช่งานง่ายสำหรับ พล.อ.ประยุทธ์” อภิสิทธิ์ กล่าว
เมื่อถามว่า พล.อ.ประวิตร ข้ามขั้วได้ง่ายกว่า อภิสิทธิ์ กล่าวว่า การเดินแยกทาง พล.อ.ประวิตร คงตั้งใจอยู่แล้ว การสื่อสารผ่านจดหมาย ก้าวข้ามความขัดแย้ง ได้วางตำแหน่งพรรคพลังประชารัฐใหม่ พร้อมทำงานกับพรรคที่เคยแบ่งขั้ว แต่จะเป็นเช่นนั้นหรือไม่ อยู่ที่ผลการเลือกตั้ง พลังประชารัฐ มีกำลังเท่าไหร่ แต่ตอนนี้มีคนมอง พล.อ.ประวิตร มีความได้เปรียบน่าจะโน้วน้าม สว.ได้อีกส่วนหนึ่ง
ถามด้วยว่าคะแนน พล.อ.ประวิตร หรือ พล.อ.ประยุทธ์ คะแนนจะไหลไปไหน อภิสิทธิ์ กล่าวว่า คะแนนที่สนับสนุนพลังประชารัฐ ส่วนใหญ่น่าจะเป็นคนที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ คะแนนที่เคยเลือก พลังประชารัฐ ในภาคใต้ แนวโน้มที่เคยเลือกพลังประชารัฐ มีแนวโน้มไป พรรครวมไทยสร้างชาติ น่าจะตาม พล.อ.ประยุทธ์ไป ส่วนพื้นที่อื่น ก็เป็นอีกเงื่อนไข บ้านใหญ่หากยังอยู่พลังประชารัฐอาจไม่ไปกับ พล.อ.ประยุทธ์ คะแนนซีกรัฐบาล หากเทียบกับปี 2562 เมื่อดูผลสำรวจมันลดลง อยู่ที่ว่าช่วงการเลือกตั้งจะดึงกลับมาได้หรือไม่ ขณะที่ความนิยม พล.อ.ประยุทธ์ ภาคใต้ชัดเจนกว่าที่อื่น และที่อื่นในหมู่ซีกรัฐบาล ท่านยังเป็นอันดับ 1 อยู่ ปฏิเสธไม่ได้
“เชื่อว่าพรรค ปชป. จะได้จำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อสูงขึ้น แม้ล่าสุด นิด้าโพล จะออกมาระบุว่าพรรค ปชป. อาจจะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อเพียง 5-6 คน แต่ผมเชื่อว่าระยะเวลาใกล้ๆ หวังว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลง และหัวหน้าพรรค ปชป. อย่าง จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ จะได้รับการยอมรับมากขึ้น แม้ที่ผ่านมา จุรินทร์ จะอยู่ในอันดับรั้งท้ายของโพลล์ส่วนใหญ่ แต่ผมมองว่า จุรินทร์เป็นคนเก่งที่มีความสามารถคนหนึ่งทั้งในสภาฯ และนอกสภาฯ และยังเป็นอดีตนักเรียนเรียนเก่งของจังหวัดพังงา ยืนยันว่าไม่ใช่เพราะการยกย่องคนในพรรคฯ กันเอง” ชวน กล่าว
ชวน กล่าวต่อว่า ในส่วนชีวิตทางการเมืองของตนนั้น ตั้งใจว่าในระหว่างที่ยังไม่เป็นอัลไซเมอร์ ยังจำอะไรได้ อยากไปขอบคุณประชาชนที่สนับสนุนตนมาโดยตลอด พร้อมกับสมุดสเก็ตซ์ภาพในขณะที่มือยังไม่สั่น เพราะความจริงของวัยนี้คือต้องเป็นไปตามอายุ ดังนั้นในช่วงที่รู้ตัวว่ายังทำอะไรได้อยู่ ก็อยากทำให้เต็มที่ ได้แสดงความกตัญญู
“หากบังเอิญเที่ยวนี้พรรคฯ โดดเด่น ผมก็อาจจะหยุดเที่ยวนี้ แต่ในยามเช่นนี้เหมือนถ้าเราไม่มาช่วยก็เหมือนเอาตัวรอด เลยคิดว่าจะช่วยนายจุริยทร์เที่ยวนี้และขอช่วยพรรค ปชป.เที่ยวนี้ แล้วอาจจะเป็นช่วงสุดท้ายของผม ซึ่งไม่กล้าบอกว่าจะเป็นช่วงสุดท้ายจริงหรือไม่ เพราะพูดแล้วต้องทำตาม ไม่เคยเสียคำพูด ดังนั้นจึงไม่กล้าพูดว่าจะเป็นครั้งสุดท้าย แต่เชื่อว่าแนวโน้มไปในทางสุดท้ายชีวิตการเมือง” ชวน กล่าว
ต่อมาวันที่ 21 มีนาคม 2566 ก่อนกาประชุมคณะรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมต.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ ชวน หลีกภัย อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร และอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ระบุจะลงรับสมัครเลือกตั้งครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายว่า ตนยังไม่ทราบเรื่องที่ชวนจะวางมือ ส่วนตัวนับว่า ชวนเป็นปูชนียบุคคลทางการเมืองของประเทศ และเป็นบุคลากรที่มีคุณค่าอย่างยิ่งของพรรคประชาธิปัตย์
ทั้งนี้ตนได้หารือกับอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์แล้วทั้ง 3 คน คือ ชวน, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ บัญญัติ บรรทัดฐาน และมีความเห็นร่วมกันว่า ทุกคนจะมาช่วยพรรคประชาธิปัตย์ในการหาเสียงตามแนวทางของแต่ละคน โดย อภิสิทธิ์ ยืนยันชัดเจนว่ายังเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ และยืนยันที่จะช่วยพรรคตามแนวทางที่ถนัด
ส่วนการลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.บัญชีรายชื่อนั้น อภิสิทธิ์ ได้ระบุว่า ไม่ประสงค์จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. แต่จะขอช่วยพรรคหาเสียง กรณี ชวน นั้นตนคิดว่าประสงค์จะลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.
อย่างไรก็ตาม เรามั่นใจว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ กองทัพประชาธิปัตย์จะลงสนามเลือกตั้งด้วยความมั่นใจ และมีความพร้อมเราเป็นหนึ่งในไม่กี่พรรคที่จะส่งผู้สมัครครบ 77 จังหวัด 400 เขต และ ส.ส. บัญชีรายชื่อ 100 คน ขณะนี้ได้ตัวบุคคลนโยบาย และจุดยืนทางการเมืองแล้ว
ช่วงเย็นในวันเดียวกัน (21 มีนาคม) อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ คมชัดลึก ถึงเหตุผลเว้นวรรคการเมืองว่า เคยเป็นอดีต ส.ส. อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และเมื่อผลการเลือกตั้งปี 2562 ออกมาได้ลาออกจากหัวหน้าพรรค ต่อมาได้ลาออกจาก ส.ส. เนื่องจากตอนนั้นประกาศว่าจะไม่ไปร่วมงานกับ พล.อ.ประยุทธ์ แต่ต่อมามีการไปร่วมรัฐบาลกับ พล.อ.ประยุทธ์ ทั้งที่ได้หาเสียงว่า ไม่เข้าร่วม เลยรักษาคำพูด ขอรับผิดชอบ วันนี้ยังเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ลาออก เมื่อคืนวันที่ 20 มีนาคม หัวหน้าพรรค รวมทั้ง ชวน หลีกภัย บัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตหัวหน้าพรรค ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกันว่า อะไรน่าจะดีที่สุด ได้พูดไปว่าทุกคนทราบดี แนวคิดของตนหลายๆ เรื่อง ช่วงเวลาที่ผ่านมา ไม่ได้ตรงสอดคล้องกับการดำเนินการของพรรคมากนัก หากลงสมัครรับเลือกตั้งจะเกิดความสับสน ไม่เป็นเอกภาพ ซึ่งไม่น่าเป็นผลดีกับพรรค เพราะครั้งนี้หลายพรรคการเมืองถือว่าเป็นศึกหนักทางการเมือง ถ้าพรรคเข้าสู่สนามเลือกตั้ง ยังสับสน ไม่มีเอกภาพ คงไม่น่าเป็นผลดีกับพรรค ดังนั้นเรื่องที่เหมาะสมลงตัวที่สุดคือ ตนไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง ส่วนจะไปช่วยผู้สมัครส.ส.ของพรรคหรือไม่ คงเป็นไปตามความต้องการผู้สมัครแต่ละคน เมื่อไปช่วยแล้วไม่ให้กระทบกระเทือนการบริหารงานหลักของพรรค โดยการเลือกตั้ง 2566 ชวน บัญญัติ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะยังลงสมัครรับเลือกตั้ง
อภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า การที่ตัดสินใจร่วมกัน เพราะตนพูดตั้งแต่ต้นไม่มีความประสงค์ขัดแย้งกับพรรค หากถามว่าอยากเป็น ส.ส.หรือไม่ ตั้งแต่ทำงานการเมืองมาก็เป็น ส.ส.หากลงบัญชีรายชื่อ ก็คงอยู่ในอันดับได้เป็น ส.ส. แต่ก็คิดถึงองค์กร ภาพรวมของพรรค สิ่งที่ทำให้ได้ดีที่สุดของพรรคคือ สนับสนุนเท่าที่ทำได้ หากนำตนไปวางเป็นผู้สมัครน่าจะเป็นปัญหาเชิงเอกภาพ และคงไม่เป็นธรรมกับผู้เลือกตั้งเท่าไหร่ ประชาธิปัตย์คืออะไร เลือกมาอีกอย่าง ทำอีกอย่าง ถ้าตนลงเลือกตั้ง คงมีคำถามตั้งแต่วันนี้ถึงหลังเลือกตั้ง
เมื่อถามว่า หากเข้าไปกังวลคนจะสับสน ประชาธิปัตย์อะไรยังไง แสดงว่าได้ทำนาย ประชาธิปัตย์ อาจจะไปจับขั้วเดิม แล้วขัดแย้งอีกหรือไม่ อภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ได้ไปทำนายอะไร แต่ปัจจุบันถึงเลือกตั้งยังเป็นพรรคร่วมรัฐบาลอยู่ก็ปฏิบัติหน้าที่จนกว่ามีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามา เท่าที่ติดตามการทำหน้าที่ของหัวหน้าพรรค ที่บอกขอดูตัวเลขก่อน จะได้มาเท่าไหร่ เหมือนยังไม่ตอบ เพื่อให้ผู้บริหารพรรค ทำงานได้ง่ายที่สุด ก็ไม่อยากเป็นอุปสรรคเงื่อนไข
ถามต่อว่า หลังเลือกตั้งจะกลับเข้ามาอีกหรือไม่ อภิสิทธิ์ กล่าวว่า ทำงานการเมือง ไม่ได้เอาตนเป็นตัวตั้ง เป็นเพียงนักการเมืองคนหนึ่งอยู่ในระบบ ยังอยู่กับประชาธิปัตย์ ใครที่ยังไม่สนิทใจอะไร ไม่ได้หมายความว่าต้องออกจากพรรค ย้ายพรรค ตั้งพรรคใหม่ ก็คิดว่า ทำแบบสากล ใครอาจยังไม่สนิทใจบางเรื่องบางราว ก็ปรับบทบาทตัวเองในพรรคลงมา เหมือนกับสมาชิกพรรคทั่วไป เป็นแนวทางการเมืองที่ยึดถือตลอด
ถามถึงการล่ารายชื่อ กรรมการบริหารจะลาออก การเปลี่ยนแปลงมีชื่ออภิสิทธิ์เข้าไปเกี่ยวข้อง อภิสิทธิ์ กล่าวว่า สมาชิกพรรคมีความหลากหลาย ข่าวการล่ารายชื่อ ผลักดันให้มีการเปลี่ยนแปลง ทุกครั้งมีสมาชิกโทรศัพท์มาหา ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงจะกลับหรือไม่ ก็ตอบไปว่าไม่กลับ เพราะขณะนี้ พรรคตกลงปลงใจไปร่วมรัฐบาล การจะเปลี่ยนแปลง จะเอาตนกลับไปไม่ใช่แค่นั้นอย่างเดียว ยังส่งผลกระทบต่อการร่วมรัฐบาล เรื่องประเทศ อะไรต่างๆ ไม่ใช่วิธีการที่จะไปทำอะไรแบบนั้น ขอยืนยันว่ายังไม่กลับ อันนี้คือเรื่องจริง พูดได้ พร้อมกับยืนยันไม่ได้อยู่เบื้องหลังการล่ารายชื่อ และถ้าทำก็อาจมีการเปลี่ยนแปลงไปแล้วก็ได้
อภิสิทธิ์ ยังได้วิเคราะห์การเมืองหลังการเลือกตั้งถึงโอกาสที่จะเป็นรัฐบาลว่า พูดตรงไปตรงมา นิด้าโพลเป็นโพลที่ทำมีความต่อเนื่อง มีฐานรูปแบบการสำรวจที่เป็นมาตรฐาน หากดูผลตรงนี้ ถามคอการเมือง พรรคเพื่อไทยยังเป็นพรรคใหญ่ที่สุด เพียงแต่จะได้เสียงข้างมากในสภาฯ หรือไม่ พรรคอันดับ 2 อาจจะไม่ถึง 100 เสียงก็ได้ บรรยากาศหลังเลือกตั้ง เป็นบรรยากาศ พรรคเพื่อไทยได้รับโอกาสจัดตั้งรัฐบาล แต่เรามีรัฐธรรมนูญมาตรา272 คือ 250 เสียงยังไม่ได้ ต้องได้ 375 เสียง ก็เป็นส่วนหนึ่ง ที่มีการวิเคราะห์ จะจับมือ พรรคพลังประชารัฐ ที่มีทั้ง ส.ส.และ สว.พอโน้มน้าวให้มาเลือกได้ รูปการณ์คงไปทางนั้นก่อน ส่วนจะสำเร็จหรือไม่ อยู่กับตัวเลขและเงื่อนไขอื่นๆ รวมทั้งท่าทีพรรคอื่น เป็นอย่างไร พรรคก้าวไกล ประกาศชัดว่า ร่วมงานกับใครได้บ้าง พรรคภูมิใจไทย ดูเหมือนไม่ปฏิเสธใคร เช่นเดียวกับพรรคอื่นๆ ถ้าผลเป็นไปตามโพลบอกขนาดนี้ต้องไปเริ่มที่พรรคเพื่อไทยก่อน ที่ได้รับโอกาสจัดตั้งรัฐบาล
“ถ้าเพื่อไทยได้เกิน 250 เสียง ถ้ารัฐบาลไปตั้งโดยไม่มีเพื่อไทย แต่ถ้าเขาเกิน อยู่ที่ว่าให้เขาตั้งรัฐบาลอย่างไร เงื่อนไขเป็นอย่างไร อาจรวมไปถึงนายกฯ ด้วย ถ้าไม่ถึง 250 จะมีช่องทางอื่นๆ มากขึ้น เชื่อว่า เพื่อไทยก็ทราบดี กว่าจะเริ่มตั้งต้นรัฐบาลได้ ต้องมีนายกฯ จะมีนายกฯ ได้ ต้องได้ 375 เสียงก่อน ใครได้ 375 หรือใกล้กับ 375 ก็มีโอกาส จึงมีการขยับตัวเลขมา 310 พอถึงตัวเลขนี้ เขาก็เชื่อว่าเดี๋ยวอีก 60 เสียงก็ตามมาจาก 250 ไป 310 เสียง เขาน่าจะไปกินจากพรรคฝ่ายค้านด้วยกัน เพราะคะแนนขั้วเดียวกัน เสียงที่ไปเติมให้ถึง 375 เสียง จาก 310 เป็น 375 แล้วอีก 60 เสียงตรงนี้ ก็อาจมาจากขั้วเดียวกัน ที่จะถูกนับอยู่แล้ว ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ยังนึกไม่ออก สว.จะทำให้เกิดสูญญากาศแล้วคาดหวังอะไร ไม่มีรัฐบาล มีแต่รัฐบาลรักษาการอย่างนั้นหรือ จะเกิดแรงกดดันจากสังคม คงไม่ง่าย ส.ว.ที่จะอธิบาย ทำไมทำให้เกิดสุญญากาศ แต่จะต่อรองอะไรหรือไม่ เชื่อว่าทำได้ ไม่ว่าจะโดยเปิดเผยหรือไม่ เพราะกติกา อนุญาติให้เขาอธิบายได้ แต่หากเกิดสุญญากาศแล้วเดินไม่ได้ ก็จะตอบไม่ได้ว่าทำไปเพื่ออะไร
กรณี พล.อ.ประยุทธ์ ที่จะกลับมาได้ ต้องทำให้พรรคที่สนับสนุน มีเสียงเกิน 250 เสียง การตั้งรัฐบาลโดยเสียงข้างน้อย โดยเฉพาะในภาวะถ้าเพื่อไทยได้เสียงเกิน 250 ยังมีพรรคก้าวไกลอยู่ด้วย ที่ต่างประกาศไม่สนับสนุนท่าน คงอยู่ยาก จะกลับมาคือ พรรคร่วมรัฐบาลเดิมได้เสียงเกินครึ่ง และให้หัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลเดิม ยอมรับให้ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีด้วย โดยเงื่อนไข ประยุทธ์ มีเงื่อนไข ทำอย่างไรให้ได้เสียงเกิน 250 และหัวหน้าพรรคขั้วเดิม ยอมรับให้ท่านเป็นนายกฯ ไม่ใช่งานง่ายสำหรับ พล.อ.ประยุทธ์” อภิสิทธิ์ กล่าว
เมื่อถามว่า พล.อ.ประวิตร ข้ามขั้วได้ง่ายกว่า อภิสิทธิ์ กล่าวว่า การเดินแยกทาง พล.อ.ประวิตร คงตั้งใจอยู่แล้ว การสื่อสารผ่านจดหมาย ก้าวข้ามความขัดแย้ง ได้วางตำแหน่งพรรคพลังประชารัฐใหม่ พร้อมทำงานกับพรรคที่เคยแบ่งขั้ว แต่จะเป็นเช่นนั้นหรือไม่ อยู่ที่ผลการเลือกตั้ง พลังประชารัฐ มีกำลังเท่าไหร่ แต่ตอนนี้มีคนมอง พล.อ.ประวิตร มีความได้เปรียบน่าจะโน้วน้าม สว.ได้อีกส่วนหนึ่ง
ถามด้วยว่าคะแนน พล.อ.ประวิตร หรือ พล.อ.ประยุทธ์ คะแนนจะไหลไปไหน อภิสิทธิ์ กล่าวว่า คะแนนที่สนับสนุนพลังประชารัฐ ส่วนใหญ่น่าจะเป็นคนที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ คะแนนที่เคยเลือก พลังประชารัฐ ในภาคใต้ แนวโน้มที่เคยเลือกพลังประชารัฐ มีแนวโน้มไป พรรครวมไทยสร้างชาติ น่าจะตาม พล.อ.ประยุทธ์ไป ส่วนพื้นที่อื่น ก็เป็นอีกเงื่อนไข บ้านใหญ่หากยังอยู่พลังประชารัฐอาจไม่ไปกับ พล.อ.ประยุทธ์ คะแนนซีกรัฐบาล หากเทียบกับปี 2562 เมื่อดูผลสำรวจมันลดลง อยู่ที่ว่าช่วงการเลือกตั้งจะดึงกลับมาได้หรือไม่ ขณะที่ความนิยม พล.อ.ประยุทธ์ ภาคใต้ชัดเจนกว่าที่อื่น และที่อื่นในหมู่ซีกรัฐบาล ท่านยังเป็นอันดับ 1 อยู่ ปฏิเสธไม่ได้




