
เสียงวิจารณ์ด้านลบต่อผลงานด้านเศรษฐกิจของ ‘รัฐบาลเศรษฐา’ ดังขึ้นเรื่อยๆ หนึ่งในคนที่ออกมา ‘ถล่ม’ เรื่องนี้คือ ชนินทร์ รุ่งแสง รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ อดีต ส.ส.กทม. และอดีตประธานกรรมาธิการ การพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนผู้แทนราษฎร ที่ชี้ให้เห็นว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา มีการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญต่างๆ ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์)
ซึ่งมีตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ จีดีพี ที่ลดลง ในไตรมาสที่ 4 ของปี 66 เหลือเพียง 1.7% ทั้งปีโต 1.9% เป็นเรื่องที่ ‘รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน’ ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ เพราะเหตุการณ์เกิดในช่วงที่มีอำนาจเข้าบริหารประเทศแล้ว
ซึ่งเจาะลึกดูรายละเอียดแล้ว มีตัวเลขที่เป็นบวกอยู่หลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคของเอกชน การส่งออก การลงทุน ยกเว้นส่วนที่รัฐบาลรับผิดชอบ คือตัวเลขเงินลงทุนภาครัฐที่ลดลง
แม้จะแก้ตัวว่า เป็นเงื่อนไขเหตุการณ์ทางการเมือง ทำให้งบประมาณล่าช้า แต่รัฐบาลต้องรู้และเตรียมตัวเพราะว่าเข้ามาบริหารประเทศเกือบ 6 เดือนแล้ว ขอให้รัฐบาลตั้งสติ โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี อย่ากังวลเรื่อง ‘นายกฯ เงา’ มากเกินไป และในรายละเอียดของรายงานจะเห็นถึงปัญหาของเศรษฐกิจไทย ที่ทำให้ตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ จีดีพี ที่ลดลง
นอกจากนี้ เชื่อว่านโยบายการเงิน จะได้รับการตอบสนองจากธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ แบงค์ชาติ เร็วๆ นี้ โดยการเริ่มต้นลดดอกเบี้ย แต่ไม่ควรคาดหวังผลระยะสั้น 3 เดือน หรือ 6 เดือนนี้ เพราะการลดดอกเบี้ยได้ผลจริงๆ ก็ควรจะไม่ต่ำกว่า 50 สตางค์ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ในระยะสั้นนี้ พร้อมมองว่า หากแบงค์ชาติยอมลดดอกเบี้ยจริง ผู้ประกอบการรายใหญ่จะได้ประโยชน์ทันที ส่วนรายย่อยต้องรอ เพราะผู้ให้กู้มองความเสี่ยงเหมือนเดิม
ดังนั้น นายกรัฐมนตรี ต้องมีสมาธิใช้สำนึกความรับผิดชอบ-ความรู้ความสามารถ และอำนาจในมือแก้ปัญหาได้ เพราะการลดดอกเบี้ย ไม่ใช่ทางเดียวที่ใช้แก้ปัญหาได้ และรัฐบาลอย่าพยายามโยนบาปให้แบงค์ชาติอีกเลย ในเรื่องการลดดอกเบี้ย โดยสิ่งที่เหลือ คืออำนาจรัฐบาลที่จะเร่งคุยกับธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องผ่อนปรน LTV หรือ หลักเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภาคอสังหาได้ และนโยบายการคลัง ซึ่งไม่ใช่เรื่องงบประมาณอย่างเดียว ยังมีเรื่องอื่น ทั้งเรื่องของภาษีต่างๆ ซึ่งอำนาจอยู่ที่รัฐบาลจะต้องเร่งดำเนินการให้สอดคล้องกัน
อย่างไรก็ตาม ชัดเจนว่า ผลของตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ออกมาไม่ดี เป็นผลจากการบริหารงานของรัฐบาลชุดนี้ที่ผิดพลาด โดยเฉพาะเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ใน ‘รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ ที่ดีกว่านี้ ทั้งที่ปัจจัยบวกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการท่องเที่ยว การส่งออก การลงทุน การบริโภคดีขึ้น อัตราการว่างงานต่ำที่สุดในช่วง 32 ไตรมาส
ขอเสนอแนะนายกรัฐมนตรี ให้ เบา 2 เรื่อง เร่ง 3 เรื่องคือ เบาๆ เรื่องเดินสายต่างประเทศ ควรอยู่ในประเทศ ตามงานต่างๆ ให้เรียบร้อยก่อน และควรเบาๆ เดินสายตัดริบบิ้นเปิดงานซอฟต์พาวเวอร์ ที่ไม่รู้จะได้ผลเมื่อไหร่ ตัวชี้วัดคืออะไร หลังล่าสุดมีการอนุมัติงบประมาณถึง 5,000 ล้านฯ ใช้ในโครงการนี้ ส่วนเรื่องที่อยากให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการเร่งด่วน คือเร่งการใช้จ่ายงบประมาณที่ต้องเร่งรัด แต่ไม่รั่วไหล เร่งดูแลกลุ่มคนรายได้น้อย โดยเฉพาะเรื่องค่าของชีพ และปฏิรูปปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อการแข่งขันในอนาคตต่อไปของประเทศ
นอกจากนี้ เรื่องสำคัญ ในประเด็นดิจิทัลวอลเล็ต ที่ยังมีความไม่แน่นอน กลับไปกลับมา และต้องมีคณะกรรมการพิจารณาเรื่องที่เหมือนจะเป็นเรื่องเดิมที่เคยพิจารณามาแล้ว ถือเป็นการนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง จึงขอแนะนำให้ปรับไปอยู่ในแผนสองได้แล้ว
ไม่เช่นนั้น ประเทศ, ประชาชน จะเดือดร้อนในระยะสั้น 3 เดือน 6 เดือนนี้แน่นอน หากมีความไม่แน่นอนต่อไป ชาวรากหญ้าตายก่อน อาจต้องเปลี่ยนจากแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต เป็นแบงค์กงเต็ก เผาให้ใช้ชาติหน้าแทน





