ชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรีและประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย อนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) ตลอดจนแกนนำและทีมผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ ได้แก่ ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์, กรณ์ จาติกวณิช, การดี เลียวไพโรจน์, สกลธี ภัททิยกุล, รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี และ องอาจ คล้ามไพบูลย์ ร่วมประกอบพิธีสักการะพระแม่ธรณีบีบมวยผม ณ ทำการพรรค เพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนเข้าสู่โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. จากนั้นได้ปล่อยคาราวานลงพื้นที่รณรงค์ เชิญชวนประชาชนออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง พร้อมสื่อสารนโยบายของพรรค
อภิสิทธิ์ กล่าวถึงสถานการณ์โค้งสุดท้ายว่า แม้จะยอมรับว่ากระแสการเลือกตั้งครั้งนี้เงียบเหงากว่าที่คาดไว้ และประชาชนยังมีความตื่นตัวน้อย แต่พรรคยังคงเดินหน้าอย่างเต็มที่จนถึงวินาทีสุดท้าย พร้อมชี้ให้เห็นว่าการที่เว็บไซต์ของพรรคถูกโจมตีด้วยกลุ่มไอโอในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นเครื่องพิสูจน์ว่านโยบายการเปิดโปงความไม่โปร่งใสของพรรคได้ไปกระทบผลประโยชน์ของคนบางกลุ่มเข้าอย่างจัง และขอยืนยันว่าจะเดินหน้าทำเรื่องนี้ต่อไป เพราะคนกรุงเทพฯ ต้องการความสะอาด ไม่ใช่แค่เชิงกายภาพ แต่หมายถึงความโปร่งใสในการบริหารเมือง ซึ่งเป็นคำตอบในการแก้ปัญหาหลักของคนกรุง
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงประเด็น “ผู้สมัครอิสระที่รวมกลุ่มกันลงสมัคร” อภิสิทธิ์กล่าวว่า ความสำคัญของ “ระบบพรรค” มีความหมายมากกว่าแค่การลงสมัคร เพราะหมายถึงความรับผิดชอบร่วมกันและมีกลไกตรวจสอบภายในพรรคเอง ต่างจากกลุ่มการเมืองที่อ้างชื่อ “อิสระเป็นทีม” ซึ่งแท้จริงแล้วคือการรวมกลุ่มกันเพื่อเลี่ยงความรับผิดชอบ
คำว่า “อิสระ” ใครๆ ก็ชอบฟังดูเหมือนดี แต่คำถามคืออิสระแบบไหน? ในทางการเมืองถ้าลงคนเดียวคืออิสระ แต่ถ้าบอกว่า “อิสระเป็นทีม” นี่คือ “กลุ่มการเมือง” หากปกปิดก็คือแก๊งการเมือง ผมเชื่อว่าประชาชนอยากเห็นความตรงไปตรงมา การมีระบบพรรคไม่ใช่การหลับหูหลับตาเชียร์กัน แต่คือการมีกลไกตรวจสอบภายใน อย่างในอดีต ส.ก. ของเราก็เคยตรวจสอบผู้ว่าฯ ในสังกัดเดียวกันมาแล้ว นี่คือหลักประกันที่มั่นใจได้
— อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ด้าน ชวน กล่าวเสริมถึงความสำคัญของระบบพรรคการเมืองในฐานะหลักประกันความสุจริต ว่า ในยุคที่ภาพลักษณ์การเมืองไทยเต็มไปด้วยความอับอายจากปัญหาการซื้อตำแหน่งหรือการครอบงำจากอำนาจมืด ระบบพรรคคือตัวกรองที่จะช่วยตรวจสอบและรับผิดชอบต่อประชาชนได้ดีกว่าตัวบุคคล ซึ่งจะทำให้การบริหารเมืองเป็นไปอย่างระมัดระวังและไม่มีประวัติด่างพร้อย
ในยามที่บ้านเมืองมีภาพลักษณ์เชิงลบจากการทุจริต หรือการบงการจากผู้มีอิทธิพล สิ่งที่จะทำให้บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงได้คือคนดีและระบบพรรคที่จะเข้ามาช่วยกำกับดูแล เพราะเมื่อตัวบุคคลพ้นจากตำแหน่งไป ระบบพรรคจะมีคนที่ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำนั้นต่อเนื่องไปถึงชั่วลูกหลาน นี่คือหลักประกันความระมัดระวังในการทำงาน ที่ผ่านมาผู้ว่าฯ จากประชาธิปัตย์ทุกคนล้วนมีประวัติที่โปร่งใส ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคให้ความสำคัญสูงสุด
— ชวน หลีกภัย
ขณะที่ อนุชา กล่าวทิ้งท้ายเชิญชวนพี่น้องชาวกรุงเทพฯ ว่า วันพรุ่งนี้คือการกำหนดอนาคตเมืองไปอีก 4 ปี การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ไม่มีการยุบสภาฯ เหมือนการเลือกตั้งระดับชาติ หากพลาดโอกาสนี้ไปต้องรออีกนานถึง 4 ปี ดังนั้นขอให้ตัดสินใจเลือกด้วยความเชื่อมั่นในสิ่งที่ถูกต้อง บนพื้นฐานของข้อมูลจริง
ผมและ ส.ก. ทั้ง 50 เขต จากพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมเข้าไปทำหน้าที่ตรวจสอบงบประมาณและผลักดันนโยบายด้วยความโปร่งใส ขอโอกาสให้เราเข้าไปทำงานเพื่อรับใช้พี่น้องชาวกรุงเทพฯ
— อนุชา บูรพชัยศรี









