ราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า หลังจากพรรคประชาธิปัตย์ได้หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้แล้ว กรรมการบริหารพรรค และ ส.ส. 25 คน จะมีการพิจารณาร่วมกันถึงทิศทางในการเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งการเลือกนายกฯ เปรียบเสมือนการร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาล ฉะนั้น หลักเกณฑ์, วิธีการตามข้อบังคับพรรค ต้องประชุมร่วมกันเพื่อมีมติออกมา ดังนั้น หลังวันที่ 9 กรกฎาคม ก็จะเกิดความชัดเจน
“ยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีฟรีโหวต ต้องเป็นไปตามมติพรรค และเชื่อว่าจะต้องรีบประชุมเพื่อให้ทันตามกำหนดที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่าจะเลือกนายกฯ ในวันที่ 13 ก.ค. ซึ่งเราจะต้องมีความชัดเจน เพราะหากไม่ชัดเจน สังคมก็จะตั้งคำถามได้ และปกปิดไม่ได้เพราะต้องกระทำโดยเปิดเผยในสภา ดังนั้น ทุกการดำเนินการในฝ่ายนิติบัญญัติ โดยเฉพาะการเลือกนายกฯ ที่ต้องเปิดเผย ทุกคำพูดจึงต้องรับผิดชอบ เหนือสิ่งอื่นใดความเป็นพรรคต้องรับผิดชอบ” ราเมศ ระบุ
ส่วนที่มีกระแสเรียกร้องให้แยกประเด็นการเลือกแคนดิเดตนายกฯ ออกจากประเด็นแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 นั้น ราเมศ มองว่า เรื่องมาตรา 112 เป็นองค์ประกอบหนึ่งในการพิจารณาของสมาชิกรัฐสภา ตนถามว่าหากทุกคะแนนเสียง หรือว่าเป็นประเพณีปฏิบัติว่าใครจะเป็นนายกฯ ไม่ต้องมีฝ่ายค้าน ไม่ต้องมีรัฐบาล ไม่ต้องมี 8 พรรคแกนนำไปตั้งรัฐบาล แต่รวมทุกพรรคการเมืองที่จะโหวตให้ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกฯ ซึ่งสิทธิที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ สมาชิกรัฐสภาสามารถใช้สิทธิ์และดุลยพินิจของตนเองได้ ซึ่งสมาชิกก็ต้องเก็บเรื่องมาตรา 112 มาคิด ในการจะเลือกใครมาเป็นนายกฯ
“แต่หากจะบอกว่าเสียงข้างมากชนะเลือกตั้ง แล้วจะมาบังคับว่าประชาธิปัตย์ต้องเลือกคุณพิธา เป็นนายกฯ เราจะตั้งพรรคการเมืองไปทำไม ยุบไปรวมกับพรรคก้าวไกล ดีไหมครับ ซึ่งไม่ใช่ผมถึงบอกว่าประชาธิปไตยต้องรับฟังเสียงข้างน้อย ไม่ใช่เสียงข้างมากบอกได้มา 14 ล้านเสียง แล้วพรรคนี้ไม่ยกมือให้เขาเป็นนายกฯ แล้วใช้สังคมประชาชนมากดดันว่าคุณไม่ยกมือให้เขาไม่ได้ ซึ่งสังคมก็เกรียวกราวตอบรับเขาล้นหลามทั้งประเทศ พรรคประชาธิปัตย์ไม่มีสิทธิคิดหรือว่าเขาจะเลือกใครเป็นนายกฯ เราต้องทำตามกระแสแบบนั้นหรือ ซึ่งมันไม่ใช่ ที่ผมพูด ไม่ได้ใช้ความรู้สึกส่วนตัว หรือความรู้สึกของความเป็นมนุษย์ แต่เป็นสิ่งที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ เหมือนสิทธิของประชาชนทั่วไป” ราเมศ ระบุ
ขณะที่ มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พวกที่กดดันให้พรรคโหวต พิธา เป็นนายกฯ ถือเป็นตรรกะแปลกๆ ลืมรากเหง้าของความเป็นพรรคประชาธิปัตย์ ลืมธรรมนูญ และอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ มาได้อย่างไร ทั้งนี้ การโหวตพรรคก้าวไกล ที่มีมติแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เท่ากับการ ‘ยกเลิก’ และเมื่อได้อ่านร่างกฎหมายฉบับที่พรรคก้าวไกล เขียนก็ชัดเจนแล้วว่า เจตนาเอาออกจากหมวดความมั่นคงและลดความสำคัญลง
“ดังนั้น การกดดันให้พรรคโหวตนายพิธา ก็เท่ากับการทำผิดอุดมการณ์ของพรรค แล้วจะเป็นสมาชิกพรรคอยู่ได้อย่างไร ธรรมนูญของพรรคเปลี่ยนแปลงไปตั้งแต่เมื่อไร และเราทุกคนยังเชื่อมั่นในกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ว่าจะไม่ทำอะไรที่สิ้นคิดแบบนั้น จะโหนกระแสประชาธิปไตยแบบก้าวไกลทำไม ในเมื่อรู้อยู่แล้วว่าเป็นประชาธิปไตยแบบเผด็จการ ที่ชี้นิ้วสั่งคนนั้นคนนี้ และกดดันคนนั้นคนนี้ที่คิดเห็นต่างจากตนเอง เชื่อมั่นว่าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่โหวตนายพิธา แน่นอน” มัลลิกา กล่าว
“ยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีฟรีโหวต ต้องเป็นไปตามมติพรรค และเชื่อว่าจะต้องรีบประชุมเพื่อให้ทันตามกำหนดที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่าจะเลือกนายกฯ ในวันที่ 13 ก.ค. ซึ่งเราจะต้องมีความชัดเจน เพราะหากไม่ชัดเจน สังคมก็จะตั้งคำถามได้ และปกปิดไม่ได้เพราะต้องกระทำโดยเปิดเผยในสภา ดังนั้น ทุกการดำเนินการในฝ่ายนิติบัญญัติ โดยเฉพาะการเลือกนายกฯ ที่ต้องเปิดเผย ทุกคำพูดจึงต้องรับผิดชอบ เหนือสิ่งอื่นใดความเป็นพรรคต้องรับผิดชอบ” ราเมศ ระบุ
ส่วนที่มีกระแสเรียกร้องให้แยกประเด็นการเลือกแคนดิเดตนายกฯ ออกจากประเด็นแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 นั้น ราเมศ มองว่า เรื่องมาตรา 112 เป็นองค์ประกอบหนึ่งในการพิจารณาของสมาชิกรัฐสภา ตนถามว่าหากทุกคะแนนเสียง หรือว่าเป็นประเพณีปฏิบัติว่าใครจะเป็นนายกฯ ไม่ต้องมีฝ่ายค้าน ไม่ต้องมีรัฐบาล ไม่ต้องมี 8 พรรคแกนนำไปตั้งรัฐบาล แต่รวมทุกพรรคการเมืองที่จะโหวตให้ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกฯ ซึ่งสิทธิที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ สมาชิกรัฐสภาสามารถใช้สิทธิ์และดุลยพินิจของตนเองได้ ซึ่งสมาชิกก็ต้องเก็บเรื่องมาตรา 112 มาคิด ในการจะเลือกใครมาเป็นนายกฯ
“แต่หากจะบอกว่าเสียงข้างมากชนะเลือกตั้ง แล้วจะมาบังคับว่าประชาธิปัตย์ต้องเลือกคุณพิธา เป็นนายกฯ เราจะตั้งพรรคการเมืองไปทำไม ยุบไปรวมกับพรรคก้าวไกล ดีไหมครับ ซึ่งไม่ใช่ผมถึงบอกว่าประชาธิปไตยต้องรับฟังเสียงข้างน้อย ไม่ใช่เสียงข้างมากบอกได้มา 14 ล้านเสียง แล้วพรรคนี้ไม่ยกมือให้เขาเป็นนายกฯ แล้วใช้สังคมประชาชนมากดดันว่าคุณไม่ยกมือให้เขาไม่ได้ ซึ่งสังคมก็เกรียวกราวตอบรับเขาล้นหลามทั้งประเทศ พรรคประชาธิปัตย์ไม่มีสิทธิคิดหรือว่าเขาจะเลือกใครเป็นนายกฯ เราต้องทำตามกระแสแบบนั้นหรือ ซึ่งมันไม่ใช่ ที่ผมพูด ไม่ได้ใช้ความรู้สึกส่วนตัว หรือความรู้สึกของความเป็นมนุษย์ แต่เป็นสิ่งที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ เหมือนสิทธิของประชาชนทั่วไป” ราเมศ ระบุ
ขณะที่ มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พวกที่กดดันให้พรรคโหวต พิธา เป็นนายกฯ ถือเป็นตรรกะแปลกๆ ลืมรากเหง้าของความเป็นพรรคประชาธิปัตย์ ลืมธรรมนูญ และอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ มาได้อย่างไร ทั้งนี้ การโหวตพรรคก้าวไกล ที่มีมติแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เท่ากับการ ‘ยกเลิก’ และเมื่อได้อ่านร่างกฎหมายฉบับที่พรรคก้าวไกล เขียนก็ชัดเจนแล้วว่า เจตนาเอาออกจากหมวดความมั่นคงและลดความสำคัญลง
“ดังนั้น การกดดันให้พรรคโหวตนายพิธา ก็เท่ากับการทำผิดอุดมการณ์ของพรรค แล้วจะเป็นสมาชิกพรรคอยู่ได้อย่างไร ธรรมนูญของพรรคเปลี่ยนแปลงไปตั้งแต่เมื่อไร และเราทุกคนยังเชื่อมั่นในกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ว่าจะไม่ทำอะไรที่สิ้นคิดแบบนั้น จะโหนกระแสประชาธิปไตยแบบก้าวไกลทำไม ในเมื่อรู้อยู่แล้วว่าเป็นประชาธิปไตยแบบเผด็จการ ที่ชี้นิ้วสั่งคนนั้นคนนี้ และกดดันคนนั้นคนนี้ที่คิดเห็นต่างจากตนเอง เชื่อมั่นว่าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่โหวตนายพิธา แน่นอน” มัลลิกา กล่าว



