องอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลกรุงเทพมหานคร (กทม.) พร้อมด้วย สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ประธานคณะทำงานนโยบาย กทม., วทันยา บุนนาค ประธานคณะทำงานนวัตกรรมการเมือง กทม. และ พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. เขตหลักสี่ กทม. พร้อมผู้สมัคร ส.ส. กทม. และทีมยุทธศาสตร์ กทม. ของพรรคฯ ร่วมกันเปิดนโยบาย กทม.
โดย สุชัชวีร์ กล่าวถึงนโยบายการสร้างคน ว่า 4 ปีที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้ ส.ส.กทม.แม้แต่คนเดียว และ 4 ปี ที่ผ่านมา กทม. ยังคงมีปัญหาฝุ่น PM 2.5 ยังอยู่ในภาวะรอจมน้ำทุกวัน มีความไม่เท่าเทียม รวมทั้งโอกาสเข้าถึงการศึกษา ขนส่งสาธารณะก็ยังมีปัญหา ดังนั้น ครั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์อาสาจะแก้ปัญหาให้กับประชาชน
“หมดเวลารอฟ้า รอฝน แต่หากจะรอใครสักคนขอให้รอคนของพรรคประชาธิปัตย์ และขอให้คำมั่นสัญญาว่าจะผลักดันกฎหมายอากาศสะอาด เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ไม่ใช่ให้ภาครัฐพูดเองเออเอง และขอประกาศให้พื้นที่ 16 เขตชั้นในเป็นเขตมลพิษต่ำ ซึ่งในพื้นที่ชั้นในมีโรงเรียนมากกว่า 300 แห่ง และ โรงพยาบาลกว่า 40 โรงพยาบาล ให้เป็นพื้นที่ต้นแบบ และบังคับใช้กฎหมายอย่างไม่อลุ่มอล่วย แต่ให้โบนัสกับผู้ที่ช่วยลดฝุ่นพิษ” สุชัชวีร์ ระบุ
นอกจากนี้ ยังมีนโยบาย ‘เดลต้าเวิร์ค ไทยแลนด์’ กรุงเทพฯ ต้องไม่จมน้ำ ที่จะมาแก้ปัญหาทั้งน้ำท่วม น้ำขัง น้ำหนุน โดยจะผลักดันให้มีการทำโครงการป้องกันน้ำทะเลหนุนครั้งแรกของกรุงเทพฯ บูรณาการระบบป้องกันน้ำท่วมโดยใช้ดาวเทียม ซึ่งโครงการนี้ จะไม่ได้ช่วยแค่กรุงเทพฯ แต่จะช่วยในพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งหมดด้วย
พร้อมย้ำถึงโครงการ เรียนฟรีถึงปริญญาตรี ให้โอกาสนักเรียน นักศึกษา ได้ฝึกงานตั้งแต่อายุ 18 ปี เพิ่มเงินค่าครองชีพให้กับผู้กู้กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) จาก 3,000 บาท เป็น 6,000 บาท อีกทั้งจะสนับสนุนการเดินทางโดยขนส่งสาธารณะ เมื่อได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจะให้รัฐบาลซื้อตั๋วรถไฟฟ้าล่วงหน้า และนำส่วนต่างจากการลดราคามาให้กับประชาชน รวมถึงนโยบายนมโรงเรียนฟรี 365 วัน และนโยบายที่จะให้ประชาชนตรวจสุขภาพฟรี
“ดังนั้น ขอโอกาสให้พรรคประชาธิปัตย์ กลับบ้านมาดูแลลูกหลานชาว กทม. ขอให้ช่วยเลือกพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งคน ทั้งพรรค ส.ส. 33 เขต” สุชัชวีร์ ระบุ
ด้าน พล.ต.ต.วิชัย กล่าวถึงแนวนโยบายด้านการสร้างชาติ ด้วยการยึดนโยบายตาต่อตาฟันต่อฟัน ‘ไม่เอากัญชา ทำลายยาบ้า ยาเสพติด และทุจริตคือวิกฤติชาติ’ ซึ่งเป็นบ่อเกิดของอาชญากรรมทุกประเภท ถึง 80% ขณะที่สถานที่บำบัด กลายเป็นสถานที่แลกเครือข่ายกัน โดยรัฐบาลต้องเอาจริงเอาจัง เพิ่มอำนาจให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ปปส.) ให้มีบทลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด และเอาผิดทุกคน พร้อมกับพัฒนาด้านการบำบัดรักษา ทำให้คนติดยาเสพติดน้อยลง รวมถึงเรื่องการทุจริต พรรคประชาธิปัตย์ จะผลักดันให้มีการลงโทษสูงสุด คือ โทษประหารชีวิต กับการทุจริต เรียกรับผลประโยชน์ สรรหาคนที่จะมาเป็นตัวแทนองค์กรอิสระ ที่ต้องเป็นคนซื่อสัตย์สุจริตเท่านั้น สามารถตรวจสอบได้
ขณะที่ วทันยา กล่าวถึงนโยบายสร้างเงิน โดยชูตัวอย่างผลิตภัณฑ์ กระเป๋ารูปทรงไก่ สีฟ้า ที่ได้ไปเจอกับกลุ่ม BWild Isan ดีไซเนอร์คนอีสานรุ่นใหม่ ที่สามารถสร้างรายได้ นำเงินจากต่างชาติเข้าไทย ไปจนถึงแนวคิดเปลี่ยนกระทรวงวัฒนธรรม ให้เป็นเกรด A ขับเคลื่อนการสร้างโอกาสให้กับประเทศไทย ด้วยนโยบายกองทุนไอเดีย 10,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 4 ส่วน เพื่อนำไปพัฒนาทุนมนุษย์ ทำมหาวิทยาลัยทุกช่วงวัย เพื่อเพิ่มทักษะให้กับนักศึกษา ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน ส่งออกวัฒนธรรมไทย ผ่านอุตสาหกรรมบันเทิง ดึงนักวิจัยที่มีความรู้ความสามารถ มาเป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษากับผู้ที่อยากลงทุน นโยบายแต้มต่อ SME 3 แสนล้านบาท โดยการเพิ่มผลผลิต SME, สรรหาตลาดใหม่ๆ ทั้งในและต่างประเทศ, เปิดโอกาสให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างเท่าเทียม ทำให้วลี ‘รวยกระจุก จนกระจาย’ เปลี่ยนเป็น ‘หยุดจน รวยกระจาย’
โดย สุชัชวีร์ กล่าวถึงนโยบายการสร้างคน ว่า 4 ปีที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้ ส.ส.กทม.แม้แต่คนเดียว และ 4 ปี ที่ผ่านมา กทม. ยังคงมีปัญหาฝุ่น PM 2.5 ยังอยู่ในภาวะรอจมน้ำทุกวัน มีความไม่เท่าเทียม รวมทั้งโอกาสเข้าถึงการศึกษา ขนส่งสาธารณะก็ยังมีปัญหา ดังนั้น ครั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์อาสาจะแก้ปัญหาให้กับประชาชน
“หมดเวลารอฟ้า รอฝน แต่หากจะรอใครสักคนขอให้รอคนของพรรคประชาธิปัตย์ และขอให้คำมั่นสัญญาว่าจะผลักดันกฎหมายอากาศสะอาด เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ไม่ใช่ให้ภาครัฐพูดเองเออเอง และขอประกาศให้พื้นที่ 16 เขตชั้นในเป็นเขตมลพิษต่ำ ซึ่งในพื้นที่ชั้นในมีโรงเรียนมากกว่า 300 แห่ง และ โรงพยาบาลกว่า 40 โรงพยาบาล ให้เป็นพื้นที่ต้นแบบ และบังคับใช้กฎหมายอย่างไม่อลุ่มอล่วย แต่ให้โบนัสกับผู้ที่ช่วยลดฝุ่นพิษ” สุชัชวีร์ ระบุ
นอกจากนี้ ยังมีนโยบาย ‘เดลต้าเวิร์ค ไทยแลนด์’ กรุงเทพฯ ต้องไม่จมน้ำ ที่จะมาแก้ปัญหาทั้งน้ำท่วม น้ำขัง น้ำหนุน โดยจะผลักดันให้มีการทำโครงการป้องกันน้ำทะเลหนุนครั้งแรกของกรุงเทพฯ บูรณาการระบบป้องกันน้ำท่วมโดยใช้ดาวเทียม ซึ่งโครงการนี้ จะไม่ได้ช่วยแค่กรุงเทพฯ แต่จะช่วยในพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งหมดด้วย
พร้อมย้ำถึงโครงการ เรียนฟรีถึงปริญญาตรี ให้โอกาสนักเรียน นักศึกษา ได้ฝึกงานตั้งแต่อายุ 18 ปี เพิ่มเงินค่าครองชีพให้กับผู้กู้กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) จาก 3,000 บาท เป็น 6,000 บาท อีกทั้งจะสนับสนุนการเดินทางโดยขนส่งสาธารณะ เมื่อได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจะให้รัฐบาลซื้อตั๋วรถไฟฟ้าล่วงหน้า และนำส่วนต่างจากการลดราคามาให้กับประชาชน รวมถึงนโยบายนมโรงเรียนฟรี 365 วัน และนโยบายที่จะให้ประชาชนตรวจสุขภาพฟรี
“ดังนั้น ขอโอกาสให้พรรคประชาธิปัตย์ กลับบ้านมาดูแลลูกหลานชาว กทม. ขอให้ช่วยเลือกพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งคน ทั้งพรรค ส.ส. 33 เขต” สุชัชวีร์ ระบุ
ด้าน พล.ต.ต.วิชัย กล่าวถึงแนวนโยบายด้านการสร้างชาติ ด้วยการยึดนโยบายตาต่อตาฟันต่อฟัน ‘ไม่เอากัญชา ทำลายยาบ้า ยาเสพติด และทุจริตคือวิกฤติชาติ’ ซึ่งเป็นบ่อเกิดของอาชญากรรมทุกประเภท ถึง 80% ขณะที่สถานที่บำบัด กลายเป็นสถานที่แลกเครือข่ายกัน โดยรัฐบาลต้องเอาจริงเอาจัง เพิ่มอำนาจให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ปปส.) ให้มีบทลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด และเอาผิดทุกคน พร้อมกับพัฒนาด้านการบำบัดรักษา ทำให้คนติดยาเสพติดน้อยลง รวมถึงเรื่องการทุจริต พรรคประชาธิปัตย์ จะผลักดันให้มีการลงโทษสูงสุด คือ โทษประหารชีวิต กับการทุจริต เรียกรับผลประโยชน์ สรรหาคนที่จะมาเป็นตัวแทนองค์กรอิสระ ที่ต้องเป็นคนซื่อสัตย์สุจริตเท่านั้น สามารถตรวจสอบได้
ขณะที่ วทันยา กล่าวถึงนโยบายสร้างเงิน โดยชูตัวอย่างผลิตภัณฑ์ กระเป๋ารูปทรงไก่ สีฟ้า ที่ได้ไปเจอกับกลุ่ม BWild Isan ดีไซเนอร์คนอีสานรุ่นใหม่ ที่สามารถสร้างรายได้ นำเงินจากต่างชาติเข้าไทย ไปจนถึงแนวคิดเปลี่ยนกระทรวงวัฒนธรรม ให้เป็นเกรด A ขับเคลื่อนการสร้างโอกาสให้กับประเทศไทย ด้วยนโยบายกองทุนไอเดีย 10,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 4 ส่วน เพื่อนำไปพัฒนาทุนมนุษย์ ทำมหาวิทยาลัยทุกช่วงวัย เพื่อเพิ่มทักษะให้กับนักศึกษา ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน ส่งออกวัฒนธรรมไทย ผ่านอุตสาหกรรมบันเทิง ดึงนักวิจัยที่มีความรู้ความสามารถ มาเป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษากับผู้ที่อยากลงทุน นโยบายแต้มต่อ SME 3 แสนล้านบาท โดยการเพิ่มผลผลิต SME, สรรหาตลาดใหม่ๆ ทั้งในและต่างประเทศ, เปิดโอกาสให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างเท่าเทียม ทำให้วลี ‘รวยกระจุก จนกระจาย’ เปลี่ยนเป็น ‘หยุดจน รวยกระจาย’



