'สาทิตย์' ยกธีมการซักฟอก 'ระบอบ น.หนู' เปิดหน้ากากภายใต้ความรักชาติ คือความเน่าเฟะ

11 ต.ค. 2569 - 12:12

  • ลั่น ไม่ใช่บันเทิงธิปไตย-ไม่ใช่เกมการเมือง-ดิสเครดิตรัฐบาล เหตุใช้อำนาจบิดเบือนฉ้อฉลเอื้อประโยชน์พวกพ้อง

  • อัด 'อนุทิน-โฆษกรัฐบาล' เหยียดหยามดูแคลนญัตติ 'ฝ่ายค้าน' ไม่ให้ความสำคัญ ระบบการตรวจสอบของรัฐสภา ชี้ ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นการตรวจสอบขั้นสูงสุดในรัฐธรรมนูญ

  • หวังเปิดเวทีซักฟอกได้ไม่เกินต้น พ.ย.นี้

'สาทิตย์' ยกธีมการซักฟอก 'ระบอบ น.หนู' เปิดหน้ากากภายใต้ความรักชาติ คือความเน่าเฟะ

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หลังจากที่พรรคการเมืองฝ่ายค้าน 6 พรรคได้ยื่นญัตติไปแล้ว โดยย้ำถึงเหตุผลของญัตติว่า สืบเนื่องจากการให้สัมภาษณ์ของอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รวมถึงเอกภพ เพียรวิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มีท่าทีของการเหยียดหยาม ดูแคลนญัตติ และการทำหน้าที่ของฝ่ายฝ่ายค้าน

เช่น คำพูดที่บอกว่า “เมื่อฝ่ายค้านไม่มีอะไรจะทำญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ” นั้น คำพูดของนายกรัฐมนตรีดังกล่าว ตอกย้ำให้เห็นว่า ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นข้อเท็จจริงเป็นความจำเป็น เนื่องจากส่วนหนึ่งญัตติเขียนถึงอนุทินและพรรคภูมิใจไทย ไม่ให้เกียรติไม่ให้ความสำคัญต่อระบบการตรวจสอบรัฐสภา และกระบวนการประชาธิปไตย ซึ่งตรงนี้เป็นหลักสำคัญ ที่ทำให้การบริหารราชการแผ่นดินของอนุทินและพวก มีความไม่น่าไว้วางใจ ในญัตติฯ จึงได้เขียนคำว่า ระบอบ 2 คำ คือระบอบน้ำเงิน และ ระบอบ น.หนู

”ระบอบ น.หนู เป็นเสมือนธีม อภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ มีความหมายถึงการที่อนุทินกับพวก ใช้ระบอบประชาธิปไตยเป็นเครื่องมือเข้าสู่อำนาจ โดยไม่ได้คำนึงถึงความถูกต้องและความถูกผิด ใช้กลยุทธ์กลวิธีต่างๆ รวมถึงการลงทุนอย่างมหาศาล เพื่อได้มาซึ่งอำนาจ เห็นให้ชัดจากการรวบรวมบรรดาบ้านใหญ่ทั่วประเทศ ก่อนการเลือกตั้งปี 2569 เมื่อรวบรวมบ้านใหญ่ได้แล้ว มีกระบวนการเข้าสู่อำนาจ และเชื่อมโยงความพยายามครอบงำที่มาของ สว.ทำให้ สว. มีความแนบแน่นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับตัวระบอบ น.หนู“สาทิตย์กล่าว

สาทิตย์ เห็นว่า สว. มีอำนาจสำคัญ คือการแต่งตั้งองค์กรอิสระ ต้องทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลของฝ่ายการเมือง และฝ่ายฝ่ายบริหาร เห็นได้ชัดจาก สว. ที่เกี่ยวพันกับพรรคภูมิใจไทย หรือสีน้ำเงิน มีการแต่งตั้งกรรมการองค์กรอิสระ และที่สุดมีการยืนยันการทำหน้าที่ ในทางที่เอื้อประโยชน์ต่อนักการเมืองฝ่ายของระบอบ น.หนู ขณะเดียวกันคนในพรรคภูมิใจไทย และระบอบ น.หนู ยังครองอำนาจในฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติ นี่คือที่มาของระบอบ น.หนู

สาทิตย์ กล่าวว่า จึงไม่น่าแปลกใจว่า การยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจครอบคลุมถึง 18 รัฐมนตรี และข้อเท็จจริงพรรคประชาธิปัตย์มีผู้ที่อยู่ในข่ายการอภิปรายไม่ถึง 18 คน แต่เมื่อยื่นครบทั้ง 18 คน ก็มีข้อเท็จจริงประการหนึ่ง หลังจากที่ได้แลกเปลี่ยนกัน บรรดาผู้ที่ทำงานฝ่ายค้าน คนทั้งหมดที่ถูกอภิปราย มีการกระทำในลักษณะเดียวกัน หรือคล้ายกันเชื่อมกันเป็นขบวนการ ของการใช้อำนาจ และมีพฤติกรรมการบริหารราชการแผ่นดิน ที่ไม่น่าไว้วางใจ จึงเป็นที่มาของการยื่นญัตติอภิปรายรัฐมนตรีจำนวนมากในครั้งนี้

สาทิตย์ ย้ำว่า การยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นการตรวจสอบขั้นสูงสุดขั้นหนึ่งในรัฐธรรมนูญ กระบวนการนี้ไม่ได้ตรวจสอบการทำหน้าที่ของฝ่ายรัฐบาลเท่านั้น แต่ยังเป็นการพิสูจน์การทำงานของฝ่ายค้าน ในการเก็บรวบรวมข้อมูลตรวจสอบการทำหน้าที่ของฝ่ายบริหารดีมากน้อยเพียงใด ตลอดเวลาที่ผ่านมา ได้พบพฤติกรรมที่เชื่อว่า เป็นพฤติกรรมที่ไม่น่าไว้วางใจ ให้บริหารราชการแผ่นดินต่อไปทั้ง 18 คน

ส่วนรัฐมนตรีที่อยู่ในเครือข่ายข้อกล่าวหาของพรรคประชาธิปัตย์ ประกอบไปด้วย ส่วนที่ 1.เข้าไปในทางส่อทุจริตต่อหน้าที่ ซึ่งมีความชัดเจนที่เกี่ยวพันไปยังรัฐมนตรีที่ถูกอภิปราย ส่วนที่ 2.ส่อไปในทางกระทำผิดต่อรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย จะเป็นข้อกล่าวหาของรัฐมนตรีอีกหลายคน ส่วนที่ 3.มีการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ส่วนที่ 4.ข้อกล่าวหาปล่อยปละละเลย ให้คนใกล้ชิด และพวกพ้องแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ

และ ส่วนที่ 5. แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม จะชี้เห็นว่าคนในระบอบ น.หนู นอกจากครอบงำกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลแล้ว เมื่อมีคดีความใดที่เกี่ยวพันถึงคนหรือพวกพ้อง จะมีการใช้อำนาจไปแทรกแซง เข้าข่ายแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม นี่เป็นข้อกล่าวหาเบื้องต้น ที่พรรคประชาธิปัตย์ได้รวบรวมบรรดาข้อมูลข้อเท็จจริงทั้งหลาย

"การอภิปรายครั้งนี้ ไม่ใช่เกมการเมือง ไม่ใช่เรื่องการทำลายเครดิตของรัฐบาล แต่จะเป็นการเปิดโปงข้อมูลที่ได้มาจากการตรวจสอบ และเห็นชัดว่า ภายใต้หน้ากากของความรักชาติ คือการใช้อำนาจหน้าที่ บิดเบือนฉ้อฉล เอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้อง และเบียดบังทรัพย์สมบัติของแผ่นดิน ด้วยกระบวนการที่ไปแทรกแซงการทำหน้าที่ของฝ่ายราชการ ถึงขั้นมีการทำเอกสารเท็จ เพื่อแสดงต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องจริงจัง“ สาทิตย์ กล่าว

แม้มีความพยายามจะบอกว่า เป็นบันเทิงธิปไตย อะไรก็แล้วแต่ แต่ไม่เห็นว่าการทำผิดกฎหมาย และรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องบันเทิง และไม่เห็นว่าความเสียหายจากการเบียดบังสมบัติชาติเป็นเรื่องบันเทิง ไม่เห็นว่าการที่คนต้องเสียหายหมดตัว จากความผิดพลาดเหตุภัยพิบัติน้ำท่วม และการจัดการน้ำท่วมที่ล้มเหลวเป็นความบันเทิง การอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่ใช่ความบันเทิง แต่เป็นความเจ็บปวดของคนในประเทศชาติบ้านเมืองนี้ ที่ต้องให้คนที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการทำหน้าที่ของรัฐบาล มาเปิดโปงข้อเท็จจริง และการอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่ได้จบลงด้วยเสียงใครมากกว่าในสภาเท่านั้น

สาทิตย์ ยังเชื่อว่า ข้อมูลข้อเท็จจริงนำไปสู่การเปิดโปงความจริงให้สังคมได้เห็นว่า เบื้องหลังหน้ากากความรักชาติ คือความเน่าเฟะอย่างไร ของคนในระบอบ น.หนู โดยคาดว่า ช่วงเวลาการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน ไม่น่าจะเกินช่วงปลายเดือนตุลาคม และไม่ควรที่จะเลยช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน ยืนยันว่า เวลาขอ 5 วัน ในการอภิปราย เป็นเวลาที่เหมาะสม สอดคล้องกับรัฐมนตรี 18 คนที่ถูกยื่นญัตติ เฉลี่ยอภิปรายวันละ 4 คน หวังว่าจะไม่เจอขบวนการถ่วงรั้งการทำหน้าที่ของฝ่ายค้าน จากรัฐบาลที่มีท่าทีเหยียดหยามการทำหน้าที่ของฝ่ายค้าน เปรียบเป็นการเหยียดหยามประชาชนเช่นกัน

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์