ชำแหละโครงสร้าง ‘ทุจริตสอบท้องถิ่น’ จี้ ป.ป.ช.-ดีเอสไอ ล่า ‘ปลาตัวใหญ่’

21 ส.ค. 2569 - 18:11

  • ‘พงศกร’ ชำแหละโครงสร้างทุจริตสอบท้องถิ่น 4 ชั้น

  • จี้ ‘ป.ป.ช.-ดีเอสไอ’ สาวให้ถึง “ปลาตัวใหญ่” อย่าจับแค่ปลาตัวเล็ก

  • ‘นิรัตน์’ ตั้งทีมนิติกรรับมือผู้ถูกเพิกถอนสิทธิ หวั่นฟ้องกลับผู้บริหารท้องถิ่น

ชำแหละโครงสร้าง ‘ทุจริตสอบท้องถิ่น’ จี้ ป.ป.ช.-ดีเอสไอ ล่า ‘ปลาตัวใหญ่’

ประเด็นความโปร่งใสในการสอบแข่งขันภาครัฐยังขยายวงต่อเนื่อง หลังพบข้อร้องเรียนทั้งการสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น และกรณีข้อพิรุธการสอบคัดเลือกข้าราชการเพื่อเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรนายอำเภอ ปี พ.ศ.2566

อีกด้าน พงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องขยายผลการสอบสวนไปถึงผู้บงการและผู้มีอำนาจที่อยู่เบื้องหลัง ไม่ควรจำกัดการดำเนินคดีอยู่เพียงกลุ่มผู้เข้าสอบที่ถูกเพิกถอนสิทธิ

เปิดโครงสร้าง 4 ชั้น ชี้ไม่ได้มีแค่ผู้ซื้อข้อสอบ

พงศกรระบุว่า พิทักษ์เดช เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด สภาผู้แทนราษฎร ได้ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด ขณะที่พรรคได้รับข้อมูลและหลักฐานจากประชาชนจำนวนมาก โดยผู้ให้ข้อมูลบางส่วนไม่กล้าเข้าร้องเรียนกับหน่วยงานรัฐโดยตรง เนื่องจากกังวลเรื่องความปลอดภัยและยังขาดความเชื่อมั่นในกระบวนการ

พงศกรตั้งข้อสังเกตว่า โครงสร้างขบวนการทุจริตสอบท้องถิ่นมีลักษณะเป็นระบบ แบ่งออกเป็น 4 ชั้น ได้แก่

ชั้นที่ 1 ผู้จ่ายเงิน เป็นกลุ่มผู้สมัครที่ยอมจ่ายเงินเพื่อหวังให้มีการแก้ไขคะแนนสอบ โดยมีผู้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการดังกล่าวเป็นจำนวนมาก

ชั้นที่ 2 นายหน้า ทำหน้าที่เป็นตัวกลางจัดหาผู้ต้องการสอบติด รับเงิน และประสานงานต่อ โดยมีรูปแบบการเปิดบัญชีร่วมกับผู้จ่ายเงิน การวางเงินประกัน และเมื่อมีการแก้ไขคะแนนสำเร็จ จึงลงนามยินยอมให้ถอนเงินและจ่ายเงินเพิ่มเติม

ชั้นที่ 3 ข้าราชการและเจ้าหน้าที่คุมสอบ ซึ่งเป็นกลุ่มบุคลากรที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการสอบ รวมถึงการแก้ไขหรือปรับเปลี่ยนคะแนน

ชั้นที่ 4 พงศกรมองว่าเป็นต้นตอสำคัญ คือกลุ่มผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการระดับสูง และนักการเมืองที่อยู่เบื้องหลังและควบคุมกระบวนการทั้งหมด

จี้ฝ่ายบริหารตอบปมแต่งตั้ง กสถ.

พงศกรยังตั้งคำถามถึงฝ่ายบริหารเกี่ยวกับการแต่งตั้งคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น หรือ กสถ. ซึ่งอยู่ภายใต้อำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยระบุว่า หนึ่งในบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งเพิ่งถูกจับกุม ขณะที่กรรมการบางรายเคยมีประวัติถูกตั้งข้อหาเกี่ยวกับการทุจริตสอบท้องถิ่นในอดีต แม้บางคดีจะต่อสู้จนพ้นข้อกล่าวหา

ประเด็นที่พงศกรต้องการคำตอบคือ เหตุใดในช่วงเวลาที่มีการแต่งตั้งจึงไม่มีการตรวจสอบคุณสมบัติของบุคคลเหล่านี้อย่างรอบคอบ พร้อมย้ำว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยไม่ควรปฏิเสธความรับผิดชอบว่าไม่เกี่ยวข้อง เพราะเป็นผู้กำกับดูแลและมีอำนาจป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายตั้งแต่ต้น

“ถ้าวันนี้เราจับแค่คนที่มีรายชื่อ 5,925 ราย สุดท้ายเราก็จับได้แค่ปลาตัวเล็กเอาไปสังเวย แล้วปล่อยให้ปลาตัวใหญ่ลอยนวล”

พงศกร ขวัญเมือง

พงศกรเรียกร้องให้ ป.ป.ช. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ขยายผลไปถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังและผู้บงการ โดยเฉพาะนักการเมืองระดับสูง พร้อมดำเนินคดีให้ถึงที่สุด เพื่อไม่ให้กระบวนการยุติธรรมกลายเป็นเพียงการเอาผิดกับผู้ที่อยู่ปลายทางของขบวนการเท่านั้น

ขอ ป.ป.ช.-ดีเอสไอ กันพยาน ปิดทางกลั่นแกล้ง

โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ยังเรียกร้องให้ ป.ป.ช. และดีเอสไอ พิจารณาใช้มาตรการกันผู้ให้ข้อมูลไว้เป็นพยาน รวมถึงจัดระบบคุ้มครองพยานอย่างเร่งด่วน เพื่อสร้างหลักประกันให้ผู้ที่นำข้อมูลมาเปิดเผยว่าจะไม่ถูกกลั่นแกล้งหรือถูกดำเนินคดีในลักษณะที่หนักขึ้น

พงศกรยืนยันว่า พรรคประชาธิปัตย์พร้อมปกป้องตัวตนของผู้ให้ข้อมูล และเปิดรับข้อมูลจากประชาชนที่พบเห็นความไม่โปร่งใส เพื่อร่วมกันขยายผลไปถึงโครงสร้างของขบวนการและนำผู้ที่อยู่เบื้องหลังมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

สถ.ตั้งทีมนิติกรรับมือฟ้องกลับ

ด้าน นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กล่าวถึงการตั้งทีมกฎหมายเพื่อดูแลผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หลังมีการเพิกถอนสิทธิข้าราชการท้องถิ่นที่พบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบว่า กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หรือ สถ. มีการบริหารบัญชีและตรวจสอบข้อมูลหลายรอบ

นิรัตน์อธิบายว่า สถ.ขยายผลจากข้อมูลของ ก.กลาง ซึ่งจะมีใบคะแนนที่ถูกต้องแนบส่งไปยัง ก.จังหวัดเพื่อดำเนินการต่อ พร้อมประทับตรารับเอกสาร ดังนั้น จังหวัดที่ยังไม่ได้ประชุม ก.จังหวัด จะยังไม่เห็นใบคะแนนดังกล่าว แต่เมื่อมีการประชุมแล้วจะเห็นรายชื่อครบถ้วน

สำหรับการตั้งทีมนิติกรในทุกจังหวัด เป็นมาตรการเพื่อรองรับกรณีที่นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด นายกองค์การบริหารส่วนตำบล หรือ นายกเทศมนตรี อาจถูกผู้ที่ถูกเพิกถอนสิทธิฟ้องร้องกลับ โดยหากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งใดถูกฟ้อง สถ.จะส่งนิติกรเข้าไปช่วยเหลือ พร้อมสนับสนุนหลักฐานและผลคะแนนสอบ

นอกจากนี้ สถ.จะประสานงานด้านคดีกับสำนักงานอัยการสูงสุด อัยการคดีปกครอง ป.ป.ช. และตำรวจ เพื่อดำเนินการตามกระบวนการที่เกี่ยวข้อง

‘นิรัตน์’ ย้ำ “ทำตามคะแนน” ไม่ได้ดูว่าเป็นใคร

เมื่อถามถึงความกังวลว่าผู้ถูกเพิกถอนสิทธิจะฟ้องกลับ นิรัตน์ยืนยันว่า การดำเนินการต้องเป็นไปตามผลคะแนนและหลักฐานที่มีอยู่ พร้อมย้ำว่าไม่ได้กลั่นแกล้งใคร และดำเนินการตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี โดยปิดชื่อบุคคลในการพิจารณาและยึดพฤติกรรมกับผลคะแนนเป็นหลัก

“ถึงใครคนนั้น คะแนนไม่ถึงก็ต้องถอยออก”

ส่วนประเด็นว่าผู้ถูกเพิกถอนสิทธิมีความผิดทางคดีหรือไม่นั้น นิรัตน์ระบุว่า ต้องเป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช. และตำรวจในการดำเนินการและชี้แจงตามกระบวนการสอบสวน

ยังไม่เห็นรายงาน ‘ปกรณ์’ ปมรื้อ กสถ.

สำหรับรายงานสรุปข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายของคณะกรรมการที่มี ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ซึ่งมีเนื้อหาเชื่อมโยงกับอดีตอธิบดี สถ. นิรัตน์กล่าวว่า ยังไม่ได้เห็นเอกสารดังกล่าว

ส่วนข้อเสนอที่อาจมีการยุบ กสถ. นิรัตน์อธิบายว่า กสถ.ไม่ใช่องค์กรถาวร แต่เป็นโครงสร้างที่มีภารกิจด้านการสอบ ดังนั้น หากจะมีการเปลี่ยนแปลง อาจเป็นการปรับเปลี่ยนตัวบุคคลหรือโครงสร้างตามนโยบาย

หากฝ่ายนโยบายต้องการให้มีการเขียนกฎหมายเกี่ยวกับ กสถ.ขึ้นใหม่ ก็พร้อมรับไปดำเนินการ

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงการ “รื้อโครงสร้าง” ที่เคยมีการพูดถึงก่อนหน้านี้ นิรัตน์ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่ได้เริ่มดำเนินการ โดยขอพิจารณาเรื่องการบริหารบัญชีผู้เข้าสอบที่ถูกต้องก่อน และหลังจากส่งรายงานให้นายกรัฐมนตรีแล้ว ยังไม่มีข้อสั่งการเพิ่มเติม

ฝ่ายท้องถิ่นมั่นใจ เดินหน้าเพิกถอนตามหลักฐาน

ภายหลังการให้สัมภาษณ์ นิรัตน์ได้จับมือและโอบไหล่ วิรศักดิ์ ฮาดดา นายกสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย ต่อหน้าสื่อมวลชน ขณะที่วิรศักดิ์กล่าวในนาม 3 สมาคมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นว่า มีความมั่นใจว่า สถ.ได้ส่งหลักฐานให้กับฝ่ายท้องถิ่นแล้ว และท้องถิ่นทั่วประเทศจะสามารถดำเนินการเพิกถอนข้าราชการตามข้อมูลและหลักฐานที่ได้รับ

วิรศักดิ์ยังแสดงความมั่นใจว่า ผู้บริหารท้องถิ่นจะไม่ถูกฟ้องร้อง พร้อมทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดีว่า “มันจบแล้วครับนาย”

จากปมสอบท้องถิ่นลามถึง “สอบนายอำเภอปี 2566”

นอกเหนือจากประเด็นทุจริตสอบท้องถิ่น ยังต้องจับตากรณีการสอบคัดเลือกข้าราชการเพื่อเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรนายอำเภอ ปี พ.ศ. 2566 หลังมีผู้ร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร โดยตั้งข้อสังเกตถึงความไม่โปร่งใสของกระบวนการสอบ รวมถึงความผิดปกติของกระดาษคำตอบที่ผู้ร้องระบุว่าอาจไม่ใช่กระดาษคำตอบที่ตนเองทำไว้

กมธ.รับเรื่องร้องเรียน ตั้งข้อสงสัยกระดาษคำตอบ

ก่อนหน้านี้ ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธาน กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ เปิดเผยว่า มีข้าราชการรายหนึ่งร้องเรียนกรณีการสอบนายอำเภอปี 2566 ซึ่งเป็นการสอบครั้งที่ 7 และเป็นครั้งสุดท้ายก่อนเกษียณ โดยผู้ร้องตั้งข้อสังเกตว่ากระดาษคำตอบที่ได้รับกลับมาตรวจสอบอาจไม่ใช่แผ่นเดียวกับที่ตนทำข้อสอบ เนื่องจากพบรายละเอียดหลายอย่างที่ผิดไปจากความทรงจำของผู้สอบ

ภคมนระบุว่า กมธ. ยังได้เชิญอดีตอธิบดีกรมการปกครองในช่วงปี 2552 มาให้ข้อมูล เพื่อเปรียบเทียบกับกรณีการทุจริตสอบนายอำเภอในอดีต และพิจารณาว่ารูปแบบหรือกระบวนการที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้งมีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร โดยผู้ร้องยังเคยยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. มาก่อน แต่ไม่เห็นความคืบหน้า จึงนำเรื่องมายื่นต่อ กมธ. เพื่อขอให้ตรวจสอบและพิสูจน์ความจริง

สาระสำคัญที่ กมธ.ต้องการตรวจสอบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกรณีกระดาษคำตอบ แต่รวมถึงกระบวนการจัดทำข้อสอบและความเชื่อมโยงกับหนังสือหรือหลักสูตรติวสอบ โดยภคมนตั้งคำถามถึงกรณีที่ข้อสอบมีเนื้อหาสอดคล้องกับหนังสือของผู้จัดทำหนังสือและหลักสูตรติวสอบรายหนึ่ง ซึ่งเป็นข้าราชการกระทรวงมหาดไทยและเคยมีชื่อเกี่ยวข้องกับการยกร่าง TOR การสอบท้องถิ่น พร้อมตั้งข้อสังเกตว่ากระบวนการดังกล่าวอาจสะท้อนปัญหาความโปร่งใสในการจัดสอบที่ควรได้รับการตรวจสอบอย่างรอบด้าน

ผู้ร้องยืนยันขอเพียงความจริง ตรวจสอบกระดาษคำตอบ

สราวุธ ยามะแอ ปลัดอำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส ผู้ร้องเรียน ยืนยันว่าไม่ได้ต้องการให้สังคมเชื่อว่ามีการทุจริต แต่ต้องการให้มีการตรวจสอบว่าการสอบนายอำเภอปี 2566 ดำเนินการอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และสามารถตรวจสอบได้หรือไม่ เพราะผลสอบอาจเป็นตัวกำหนดอนาคตของข้าราชการคนหนึ่ง ขณะที่ความโปร่งใสของกระบวนการสอบมีผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบราชการโดยรวม

สราวุธเล่าว่า ในการสอบปี 2566 ตนเตรียมตัวมาอย่างดีและมั่นใจว่าทำข้อสอบได้ประมาณ 62 ข้อ อีกทั้งได้จดจำแนวคำตอบหลังออกจากห้องสอบ แต่เมื่อประกาศผลกลับไม่มีรายชื่อ จึงยื่นหนังสือขอทราบคะแนนและขอความเป็นธรรม ก่อนพบว่ากรมการปกครองส่งกระดาษคำตอบมาให้ตรวจสอบเพียง 4 รายการ จากทั้งหมด 12 รายการ โดยตนตั้งข้อสังเกตถึงตัวเลขที่มีลักษณะเหมือนการตัดแปะ เลขไม่ตรงกับเลขบัตรประชาชน ลักษณะการฝนคำตอบที่ไม่เหมือนการฝนของตนเอง รวมถึงกระดาษคำตอบที่ระบุปี พ.ศ. ไม่ตรงกับปีที่สอบ

นอกจากนี้ ผู้ร้องยังตั้งข้อสังเกตว่ากระดาษเฉลยไม่มีชื่อผู้เฉลย และในส่วนข้อสอบด้านสมรรถนะ กระดาษคำตอบมี 3 ตัวเลือก ขณะที่กระดาษเฉลยมี 5 ตัวเลือก จึงนำเรื่องไปสอบถามหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งธรรมศาสตร์ DSI ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. ก่อนเรื่องจะถูกส่งต่อกันไปมา โดย ป.ป.ช. ชี้แจงต่อ กมธ.ว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นและการไต่สวนผู้ร้องกับพยานที่เกี่ยวข้อง ยังไม่ปรากฏพยานหลักฐานเพียงพอว่ามีการทุจริตสอบ และอยู่ระหว่างพิจารณาคำร้องที่ผู้ร้องขออุทธรณ์ ขณะที่สราวุธยืนยันว่าไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ แต่ขอรับคำร้องคืนเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย

‘ธรรมศาสตร์’ รับพิมพ์ปีผิด แต่ยืนยันระบบตรวจสอบมีเลขกำกับ

ตัวแทนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ชี้แจงว่า มหาวิทยาลัยได้รับการว่าจ้างจากกรมการปกครองให้ดำเนินการจัดสอบในปี 2566 และจัดสอบเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2566 โดยภายหลังกรมการปกครองได้รับเรื่องร้องเรียน จึงมีการส่งสำเนากระดาษคำตอบทุกวิชาและผลสอบให้ผู้ร้อง ก่อนส่งกระดาษคำตอบตัวจริงทั้ง 2 ฉบับให้เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2568 หลังครบระยะเวลาการเก็บรักษา

ส่วนกรณีการพิมพ์ปี พ.ศ. บนกระดาษคำตอบ ตัวแทนธรรมศาสตร์ยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดจริง โดยกระดาษคำตอบที่ว่าจ้างพิมพ์ถูกเก็บไว้ในซองและไม่ได้เปิดนับตรวจรับทีละแผ่น ก่อนนำมาแจกพร้อมกันในห้องสอบ เมื่อพบข้อผิดพลาดจึงประกาศให้ผู้สอบแก้ไขด้วยตัวเอง พร้อมยืนยันว่ากระดาษคำตอบทุกแผ่นมีเลขยืนยันกำกับ และมหาวิทยาลัยได้ส่งทั้งกระดาษคำตอบและเฉลยคำตอบเพื่อให้สามารถตรวจสอบเปรียบเทียบกันได้

ส่วนข้อกล่าวหาว่าข้อสอบมีลักษณะคล้ายกับเนื้อหาในหนังสือติวสอบของติวเตอร์รายหนึ่ง ตัวแทนธรรมศาสตร์ชี้แจงว่า ข้อสอบดังกล่าวเป็นข้อสอบด้านจิตวิทยาที่มีการจัดทำโครงสร้างไว้ก่อนหน้านั้น และมีการนำโครงสร้างข้อสอบมาใช้จัดทำหนังสือภายหลัง จึงเกิดความคล้ายคลึงกัน แต่ยืนยันว่ามหาวิทยาลัยไม่ได้ลอกข้อสอบจากติวเตอร์

อดีตอธิบดีแนะสแกนกระดาษคำตอบพิสูจน์ข้อสงสัย

วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ อดีตอธิบดีกรมการปกครอง กล่าวว่า ในช่วงที่เข้ารับตำแหน่ง การสอบปี 2566 ได้เสร็จสิ้นไปแล้ว จึงไม่สามารถยืนยันได้ว่ามีการทุจริตหรือไม่ แต่หากผู้ร้องยืนยันว่ากระดาษคำตอบไม่ใช่ของตนเอง เรื่องดังกล่าวสามารถตรวจสอบได้ด้วยการนำกระดาษคำตอบเข้าสู่เครื่องสแกน เพื่อพิสูจน์ว่าเป็นกระดาษคำตอบฉบับจริงหรือไม่

ขณะที่ อนุสรณ์ แก้ววิเชียร สส.นนทบุรี พรรคประชาชน ในฐานะรองประธาน กมธ. ตั้งคำถามเพิ่มเติมถึงขั้นตอนการตรวจรับงานของกรมการปกครองว่า เมื่อพบความผิดพลาดในกระดาษคำตอบ ได้มีการทักท้วงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์หรือไม่ มีการตรวจสอบแบบฟอร์มก่อนรับมอบงานหรือไม่ รวมถึงกรณีที่มีการจ่ายเงินค่าจ้างครบถ้วนแล้ว มีการพิจารณาปรับเงินจากความผิดพลาดที่เกิดขึ้นหรือไม่ เพราะเหตุการณ์ดังกล่าวกระทบต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการจัดสอบโดยตรง

กรมการปกครองแจง ยืนยันสอบตามกฎหมาย-ไม่ใช่ช่วงผู้บริหารชุดปัจจุบัน

ล่าสุด กรมการปกครองออกเอกสารชี้แจงกรณีดังกล่าว ระบุว่า ตามที่ปรากฏข่าวกรณี กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับข้อพิรุธการสอบนายอำเภอ ปี พ.ศ. 2566 รวมถึงข้อสงสัยเรื่องกระดาษคำตอบที่พิมพ์ปี พ.ศ. ไม่ถูกต้องนั้น กรมการปกครองขอชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกระบวนการจัดสอบดังกล่าว

กรมการปกครองระบุว่า การจัดสอบคัดเลือกข้าราชการในสังกัดกรมการปกครอง เพื่อเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรนายอำเภอ ปี พ.ศ. 2566 เริ่มกระบวนการในเดือนกุมภาพันธ์ 2566 และดำเนินการเสร็จสิ้นในเดือนเมษายน 2566 โดยกระบวนการสอบคัดเลือกเป็นไปตามขั้นตอน หลักเกณฑ์ และวิธีการที่กฎหมายกำหนด ขณะที่ปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวได้ดำเนินการตรวจสอบและแจ้งผลให้ผู้ร้องเรียนทราบแล้ว

กรมการปกครองยังยืนยันด้วยว่า การจัดสอบคัดเลือกดังกล่าวไม่ได้อยู่ในช่วงเวลาการทำงานของผู้บริหารระดับสูงกระทรวงมหาดไทยชุดปัจจุบันแต่อย่างใด พร้อมระบุว่า หากผู้ร้องเรียนเห็นว่าตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรมจากกรณีดังกล่าว ยังสามารถใช้สิทธิตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดได้ต่อไป

จากประเด็น “ทุจริตสอบท้องถิ่น” ถึง “สอบนายอำเภอปี 2566” สะท้อนคำถามเดียวกันถึงความโปร่งใสของกระบวนการสอบราชการ

แม้ทั้งสองกรณีจะยังมีรายละเอียดและข้อเท็จจริงที่ต้องแยกพิจารณา แต่สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ ทุกข้อสงสัยต้องได้รับคำตอบที่ตรวจสอบได้ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นต่อระบบการสอบและความเป็นธรรมของคนในระบบราชการ

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์