ไม่ใช่ความผิดรัฐบาล! ‘ธีรรัตน์’ โยนต้นเหตุ ‘จ.อุบลฯ’ เบิกจ่ายงบฯ ช่วยประชาชนน้อย

7 ส.ค. 2568 - 14:05

  • ‘รมช.มหาดไทย’ ชี้แจงกลางสภาฯ ยันไม่มีปัญหาเบิกจ่ายงบฯ

  • โต้ข่าว “ท้องถิ่นถังแตก” แจงใช้งบฯ 100 ล้านช่วยชายแดน

  • ย้ำรัฐบาลไม่ปล่อยปละ เผยลงพื้นที่ตรวจสอบด้วยตัวเอง

ไม่ใช่ความผิดรัฐบาล! ‘ธีรรัตน์’ โยนต้นเหตุ ‘จ.อุบลฯ’ เบิกจ่ายงบฯ ช่วยประชาชนน้อย

ผู้สื่อข่าวรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในช่วง ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รมช.มหาดไทย ตอบกระทู้ถามสดของ พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ซึ่งถามถึงแนวทางช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา และสอบถามในประเด็นการเบิกจ่ายเงินราชการเพื่อช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะพื้นที่ จ.อุบลราชธานี ที่เบิกจ่ายไปเพียง 5 หมื่นบาท รวมถึงกรณีย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี

รมช.มหาดไทย ชี้แจงว่า ในประเด็นของพื้นที่ จ.อุบลราชธานี ได้ลงพื้นที่ไปตั้งแต่วันที่ 27 ก.ค. โดยเข้าเยี่ยมศูนย์อพยพ และมอบหมายสั่งการให้จังหวัดหากิจกรรมที่เกี่ยวกับการผ่อนคลายความเครียดให้ประชาชน และเห็นการปฏิบัติงานจนมีการตั้งกระทู้ถามเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่าในพื้นที่เบิกจ่ายไม่ได้ จึงโทรศัพท์สอบถามผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อให้ทราบปัญหาและแก้ไข ซึ่งคำตอบที่ได้รับคือ “เบิกได้ทั้งหมด”

พร้อมยืนยันไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยได้กลับไปในพื้นที่วันที่ 3 ส.ค. เพื่อเยี่ยมผู้ได้รับบาดเจ็บ และตรวจสอบว่ามีสิ่งผิดปกติ ทำเอกสารล่าช้า หรือใช้เงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) หรือไม่

ได้รับทราบข้อมูลว่ามีการใช้เงินท้องถิ่น สิ่งของเงินบริจาค ได้รับทราบตัวเลขว่าเงินบริจาคจำนวน 5.5 ล้านบาท และจังหวัดอื่น 1-2 ล้านบาท ถือว่าบกพร่อง เพราะในการจัดประชุมใช้จ่ายเงินทดรองราชการที่เพิ่มเติม ขอให้ใช้จ่ายเงินดังกล่าวทันที แม้ระเบียบว่าให้ใช้เงินท้องถิ่นก่อนก็ตาม เนื่องจากมีความจำเป็นเร่งด่วน เพราะมีประชาชนอพยพจำนวนมาก ให้ใช้งบ 100 ล้านบาท และงบทดรองราชการที่เหลืออยู่

ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์

รมช.มหาดไทย ชี้แจงว่า สำหรับการเบิกจ่ายไม่ใช่เบิกไม่ได้ แต่ไม่มีตัวเลขส่งมาส่วนกลาง “เป็นความผิดพลาดของจังหวัด ไม่ใช่รัฐบาล” ดังนั้นเมื่อได้ข้อมูลที่ถูกต้อง ขอให้ประชาชนมั่นใจกับรัฐบาลที่สื่อสารข้อมูลจริง ข้อมูลเดียว ไม่ใช้อคติ หรือเกมการเมืองในภาวะนี้ เราตั้งใจดูแลประชาชนให้ดีที่สุด

ข้อมูลการเบิกจ่ายนั้น ดิฉันได้ติดตามสอบถาม ตั้งแต่มี สว. คนหนึ่งบอกว่า “ตอนนี้เงินท้องถิ่นถังแตก” ทำให้ดิฉันสอบถาม และทราบว่าเป็นข้อความเท็จ ท้องถิ่นไม่ได้ถังแตก ดังนั้นจึงเป็นการกลั่นกรองข้อมูลก่อนนำเสนอ ส่วนตัวเลขการเบิกจ่ายของท้องถิ่นนั้น ดิฉันรู้ก่อนที่ กมธ.การปกครองจะประชุม ซึ่งดิฉันไม่แน่ใจว่ารายละเอียดอาจอาศัยช่องตัวเลขที่น้อยไปนำเสนอ เพื่อโจมตีรัฐบาล โดยไม่ฟังว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร สำหรับการชดเชยเยียวยาผู้ประกอบการและแรงงาน ทราบว่าส่วน รมต.ที่เกี่ยวข้องกับการคลังได้พิจารณาชดเชยและเยียวยา

ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์

deputy-interior-minister-denies-border-fund-mismanagement-SPACEBAR-Photo01.jpg

‘ปชน.’ บี้ถามระบบแจ้งเตือน-มาตรการเยียวยาผู้อพยพ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พริษฐ์ ได้กล่าวต่อที่ประชุมสภาฯ ว่า “ขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของผู้สูญเสียทุกคนจากกรณีดังกล่าว และขอเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนและทหารแนวหน้าในการคุ้มครองความปลอดภัยให้ประชาชน โดยสัปดาห์ที่ผ่านมารัฐบาลได้อนุมัติกรอบเงินเยียวยาให้เจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนที่สูญเสียชีวิตและบาดเจ็บรายละ 4 แสนถึง 10 ล้านบาท แต่ยังมีประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบแต่อาจจะไม่ถึงแก่ชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บ โดยผมอยากสอบถามถึงแนวทางการคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนในช่วงเวลาที่มีการอพยพว่า การแจ้งเตือนให้ประชาชนอพยพ เพราะเรื่องความปลอดภัยเป็นเรื่องที่เราชะล่าใจไม่ได้ และประชาชนมีความจำเป็นต้องเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวอย่างแม่นยำและรวดเร็ว”

เป็นที่น่าเสียดายเรื่องการแจ้งเตือนผ่านเซลล์บรอดคาสต์ที่จะแจ้งเตือนไปยังโทรศัพท์มือถือของประชาชนโดยตรง ซึ่งผมทราบมาว่ามีการแจ้งเตือนไปแค่ 1 ครั้ง ใน 3 จังหวัดเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมาเท่านั้น ดังนั้น เราจะใช้ประโยชน์จากการใช้ระบบแจ้งเตือนเซลล์บรอดคาสต์อย่างไร ทั้งนี้ จากที่ผมทราบมานั้นไม่ใช่เป็นเพราะระบบที่ไม่พร้อม แต่เป็นการดึงข้อมูลจากต้นทาง ไม่ว่าจะเป็นกองทัพ หน่วยงานความมั่นคง ที่ต้องนำข้อมูลมากลั่นกรองแล้วสื่อสารไปยังประชาชน

พริษฐ์ วัชรสินธุ

พริษฐ์ สอบถามอีกว่า “จะมีการจัดทำเอสโอพี หรือมาตรฐานการปฏิบัติงาน เพิ่มข้อมูลจากต้นทางแล้วนำมาใช้ในระบบเซลล์บรอดคาสต์เมื่อไหร่ และในระหว่างที่ไม่มีเอสโอพี จะแก้ปัญหานี้อย่างไรเพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากเซลล์บรอดคาสต์ได้”

เรื่องการดูแลผู้อพยพนั้น ทำให้เราทราบว่างบประมาณที่มาดูแลศูนย์อพยพใน 5 วันแรกล้วนมาจากเงินบริจาคของประชาชนและเงินของท้องถิ่นทั้งหมด และแม้ว่าส่วนกลางได้อนุมัติวงเงินในการเยียวยาประชาชนในจังหวัดที่ต้องมีการอพยพไปแล้ว จังหวัดละ 100 ล้านบาท เช่น จ.สุรินทร์ และศรีสะเกษมีการเบิกจ่ายไปแล้ว จังหวัดละ 47 และ 55 ล้านบาทตามลำดับ ขณะที่ จ.อุบลราชธานี เบิกจ่ายไปเพียง 5.5 หมื่นบาทเท่านั้น

พริษฐ์ วัชรสินธุ

พริษฐ์ กล่าวอีกว่า “แน่นอนว่าทำให้เกิดคำถามต่อมาว่า หากเราไม่สามารถเชื่อคำพูดของผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ที่ ธีรรัตน์ เคยโฟนอินเข้ามาในสภาฯ แห่งนี้ และผู้ว่าฯ อุบลราชธานียืนยันว่าไม่มีปัญหาในเรื่องของการเบิกจ่าย ต่อไปนี้เราจะเชื่อคำพูดอะไรของรัฐบาลได้อีก”

“ฉะนั้น จึงอยากทราบสาเหตุที่เบิกจ่ายช้าเช่นนี้ว่าเกิดขึ้นจากอะไร และความไม่มีประสิทธิภาพในการเบิกจ่ายทำให้เกิดความเสียหายอะไรใน จ.อุบลราชธานีบ้าง มากแค่ไหน แม้ว่าท่านจะย้ายผู้ว่าฯ อุบลราชธานีไปแล้ว แต่ในฐานะส่วนกลาง ท่านจะรับผิดชอบอย่างไรกับความผิดพลาดตรงนี้ และการบริหารจัดการงบประมาณในพื้นที่ ขณะนี้มีงบประมาณ 3 ส่วน คือ เงินทดรองราชการ ซึ่งเป็นเงินที่ส่วนกลางอนุมัติ, เงินท้องถิ่น และเงินบริจาค จึงอยากสอบถามว่านโยบายของรัฐบาลจัดเรียงลำดับความสำคัญในการใช้งบประมาณทั้ง 3 ก้อนนี้อย่างไร จะทำให้เกิดความโปร่งใสอย่างไร”

ส่วนเรื่องอุบลราชธานีนั้น ยืนยันว่าไม่มีอคติหรือเกมการเมือง ทุกอย่างอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง ซึ่งผมและธีรรัตน์เห็นตรงกันว่า เรื่องผู้ว่าฯ อุบลราชธานีนั้นมีปัญหาจริงๆ คำถามคือ หากการเบิกจ่ายไม่ได้ค้นพบผ่านคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การปกครอง สภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา รัฐมนตรีจะทราบถึงปัญหานี้หรือไม่ นอกจากนี้ ยังอยากสอบถามถึงการเยียวยาประชาชนที่ต้องอพยพ เพราะรายจ่ายของเขาไม่ได้หยุดอยู่นิ่งๆ ในขณะที่รายรับของเขาหายไป ฉะนั้น จึงอยากเห็นรัฐบาลมีมาตรการที่ชัดเจนในการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่ รวมถึงผู้ประกอบการ

พริษฐ์ วัชรสินธุ

พริษฐ์ ยังเผยถึงข้อเสนอดังนี้

  1. “รัฐบาลต้องเร่งลดรายจ่ายให้ผู้ประกอบการผ่านกลไกประกันสังคม รวมถึงนำกลไกและฐานข้อมูลของประกันสังคมมาใช้ชดเชยผู้ประกอบการที่จ่ายค่าจ้างให้พนักงาน แม้ว่าพนักงานจะไม่สามารถมาปฏิบัติหน้าที่ได้ในเวลานี้”
  2. “รัฐบาลควรเร่งชดเชยรายได้ของผู้ประกอบการที่หายไป และหาเจ้าภาพมาหารือรายละเอียดทุกอุตสาหกรรม เพื่อออกแบบมาตรการการช่วยเหลือที่เพียงพอและเป็นธรรมโดยเร็ว”
  3. “รัฐบาลควรเตรียมชดเชยแรงงานที่ย้ายออกจากพื้นที่เช่นกัน”
  4. “รัฐบาลควรมีแนวทางที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือกระตุ้นการใช้จ่ายในพื้นที่หลังเหตุการณ์สงบสุขแล้ว เช่น โครงการเที่ยวคนละครึ่งใน 7 จังหวัดชายแดน โครงการลดหย่อนภาษีให้คนที่มาจัดประชุม หรือมาจัดท่องเที่ยวแบบกลุ่มใน 7 จังหวัดชายแดน รัฐบาลมีแนวคิดเรื่องนี้อยู่หรือไม่ เราจะเห็นความชัดเจนเรื่องนี้ได้เมื่อไหร่”

สุดท้ายนี้ อยากฝากรัฐบาลถึงการเยียวยาสุขภาพจิตของประชาชนในพื้นที่ เพราะเป็นเรื่องใหญ่ที่เรามองข้ามไม่ได้ และยังอยากให้รัฐมนตรีตอบคำถามเรื่องเอสโอพีของระบบเซลล์บรอดคาสต์จะเสร็จเมื่อไหร่

พริษฐ์ วัชรสินธุ

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์