ความเจริญและสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยมักพบจุดตัดที่สำคัญ คือเมื่อแนวคิดเรื่อง "การพัฒนา" ถูกสถาปนาขึ้นเป็สิ่งสำคัญที่รัฐต้องให้ความสำคัญ โครงการเมกะโปรเจกต์ ถูกนำเสนอในฐานะ สัญลักษณ์แห่งความรุ่งเรืองและทางรอดของชาติ
ทว่าภายใต้ม่านคอนกรีตอันแข็งแกร่งและเขื่อนอันยิ่งใหญ่ กลับซ่อนเร้นกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางนิเวศวิทยาและสังคมที่สลับซับซ้อน SPACEBAR มุ่งสำรวจผลกระทบของสี่โครงการสำคัญ ได้แก่ เขื่อนปากมูล โรงไฟฟ้าแม่เมาะ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด และเขื่อนเชี่ยวหลาน
เป็นภาพสะท้อนว่าเมกะโปรเจกต์ที่มองเห็นทางด้าน "มูลค่า" ที่รัฐกล่าวอ้าง ย่อมมี "ราคา" ที่ "ชุมชน-ธรรมชาติ" ต้องจ่ายเสมอ
'เขื่อนปากมูล' การต่อสู้บนสายน้ำที่ถูกปิดกั้น
หากจะพิจารณาโครงการที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อความเชื่อมั่นในการจัดการน้ำของรัฐไทยมากที่สุด "เขื่อนปากมูล" ย่อมเป็นกรณีศึกษาที่ดีอันหนึ่ง
เพราะโครงการนี้เริ่มก่อตัวจากแนวคิดเชิงวิศวกรรมในช่วงปี 2510 เมื่อสำนักงานพลังงานแห่งชาติ โดยความช่วยเหลือจากรัฐบาลฝรั่งเศส ได้เข้ามาสำรวจพื้นที่บริเวณปากแม่น้ำมูล อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี
เดิมทีโครงการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อการผลิตไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว โดยมีเป้าหมายกำลังผลิต 108 เมกะวัตต์ และความสูงเขื่อนถึง 23 เมตร ซึ่งจะส่งผลให้ต้องมีการอพยพราษฎรกว่า 4,000 ครอบครัว ด้วยเหตุนี้ โครงการจึงถูกปรับเปลี่ยนรูปแบบหลายครั้งจนกระทั่งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รับช่วงต่อและปรับให้เป็นเขื่อนอเนกประสงค์ในปี 2522
ในมิติประวัติศาสตร์วัฒนธรรม การเปลี่ยนแปลงชื่อจาก "แม่น้ำมูน" มาเป็น "แม่น้ำมูล" ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการใช้อำนาจของรัฐในการนิยามทรัพยากร
สำหรับชาวบ้านท้องถิ่น "มูน" หมายถึง มรดกหรือทรัพย์สินที่บรรพบุรุษมอบไว้ให้ลูกหลาน
ทำให้กลุ่มชาติพันธุ์ไทย-ลาวในพื้นที่ใช้ในการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐ เพื่อทวงคืนตัวตนและอำนาจในการจัดการทรัพยากร
การต่อสู้นี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของปลาหรือน้ำ แต่เป็นเรื่องของ "ประวัติศาสตร์การสร้างตัวตน" ที่รัฐส่วนกลางพยายามเข้ามาบริหารจัดการและเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากทรัพยากรท้องถิ่น
หนึ่งใน "นวัตกรรม" ที่รัฐนำมาเสนอเพื่อลดแรงต้านเรื่องผลกระทบต่อพันธุ์ปลาคือ "บันไดปลาโจน" ซึ่งเริ่มมีการศึกษาและก่อสร้างในช่วงปี 2534
อย่างไรก็ตาม บันไดปลาโจนที่เขื่อนปากมูลกลับถูกมองว่าเป็น "สัญลักษณ์ของความรู้ที่ผิดพลาด" เนื่องจากปลาในแม่น้ำโขงที่อพยพเข้ามาในแม่น้ำมูลเพื่อวางไข่ตามแก่งหินธรรมชาติ ไม่สามารถใช้บันไดคอนกรีตนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความเสียหายนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่ตัวเลขรายได้ แต่ลามไปถึงการล่มสลายของสถาบันครอบครัว เมื่อการประมงซึ่งเป็นอาชีพหลักไม่สามารถพึ่งพาได้อีกต่อไป สมาชิกในครอบครัวต้องแยกย้ายกันไปหางานทำในเมืองหลวง เกิดภาวะ "บ้านแตกสาแหรกขาด"
เสียงสะท้อนจากชาวบ้าน ระบุว่า ก่อนมีเขื่อนปลาในแม่น้ำมูลมีมากมายและหลากหลายชนิด แต่หลังจากเขื่อนสร้างเสร็จ วิถีชีวิตที่เคยสงบสุขกลับกลายเป็นเรื่องเล่าที่ลูกหลานไม่มีสิทธิเลือก
'โรงไฟฟ้าแม่เมาะ' กลิ่นกำมะถัน-ฝนกรด
โรงไฟฟ้าแม่เมาะ จังหวัดลำปาง เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่บันทึกความเจ็บปวดจากการพัฒนาในรูปแบบการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล โครงการนี้มีประวัติยาวนานตั้งแต่ปี 2493 เมื่อมีการรื้อฟื้นการสำรวจแหล่งถ่านลิกไนต์ และขยายตัวอย่างก้าวกระโดดในปี 2515 เพื่อผลิตไฟฟ้าป้อนสู่ภาคอุตสาหกรรม
ทว่าสิ่งที่ตามมาคือมลพิษทางอากาศที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ที่เกิดจากการเผาถ่านหินที่มีกำมะถันสูง
เหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดเกิดขึ้นในเดือนตุลาคม 2535 เมื่อความผกผันของสภาพอากาศและทิศทางลมทำให้ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์สะสมตัวในความเข้มข้นที่สูงเกินมาตรฐานอย่างรุนแรง
ในเหตุการณ์ครั้งนั้น มีผู้ป่วยนอกถึง 1,222 ราย และผู้ป่วยหนักที่ต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล 35 ราย ผลกระทบนี้ไม่เพียงเกิดกับมนุษย์ แต่พืชพรรณและสัตว์เลี้ยงในพื้นที่ก็ล้มตายลงเนื่องจากฝนกรดและความเป็นพิษของอากาศ
ชาวแม่เมาะต้องใช้เวลาถึง 23 ปี ในการต่อสู้ทางกฎหมายเพื่อพิสูจน์ว่าโรงไฟฟ้าคือต้นเหตุของการเสียชีวิตและอาการเจ็บป่วย
จนกระทั่งในปี 2558 ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาให้ กฟผ. จ่ายค่าเสียหายแก่ผู้ได้รับผลกระทบ 131 ราย
คำพิพากษานี้ถือเป็นจารึกในหน้าประวัติศาสตร์สิ่งแวดล้อมไทยที่ยืนยันว่า "รัฐต้องรับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิในสิ่งแวดล้อม"
'นิคมมาบตาพุด' ขยายตัวเศรษฐกิจ VS มลพิษ
การพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก (Eastern Seaboard - ESB) ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 5 ได้นำมาซึ่งการก่อตั้งนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ในปี 2533
พื้นที่เกษตรกรรมดั้งเดิมกว่า 166 ตารางกิโลเมตรถูกเปลี่ยนเป็นที่ตั้งของโรงงานกว่า 151 แห่ง ซึ่งรวมถึงโรงงานปิโตรเคมี โรงกลั่นน้ำมัน และโรงไฟฟ้าถ่านหิน
มาบตาพุดคือพื้นที่แห่ง "ความเสี่ยงที่มองไม่เห็น" อุบัติเหตุที่ร้ายแรงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เช่น เหตุการณ์แก๊สฟอสจีนรั่วไหลในปี 2543 ที่ทำให้คนงานเสียชีวิตและชาวบ้านเจ็บป่วยจำนวนมาก หรือเหตุการณ์ระเบิดของโรงงานในปี 2555 การขยายตัวของอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็วทำให้ชุมชนเกษตรกรรมและที่อยู่อาศัยกว่า 30 แห่ง ต้องอยู่ท่ามกลางมลพิษอากาศและการปนเปื้อนในน้ำบ่อตื้น
การต่อสู้ของชาวมาบตาพุดในปี 2550 ที่ยื่นฟ้องคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ จนศาลมีคำสั่งให้ประกาศมาบตาพุดเป็น "เขตควบคุมมลพิษ" ถือเป็น คดีบรรทัดฐานที่สำคัญที่สุดคดีหนึ่งของไทย
ทว่าข้อมูลในปี 2558-2559 กลับชี้ให้เห็นว่าสถานการณ์มลพิษในพื้นที่ยังคงอยู่ในขั้นวิกฤตและไม่มีแนวโน้มจะดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม สะท้อนให้เห็นถึงต้นทุนราคาแพงที่สังคมต้องจ่ายแลกกับความรุ่งเรืองทางอุตสาหกรรม
'เขื่อนเชี่ยวหลาน' ความงาม แลก ความตายป่าลุ่มต่ำ
เขื่อนรัชชประภา หรือเขื่อนเชี่ยวหลาน จังหวัดสุราษฎร์ธานี สร้างขึ้นปิดกั้นลำน้ำคลองแสงตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ ฉบับที่ 4 โดยเริ่มก่อสร้างในปี 2525
แม้ปัจจุบันจะได้รับฉายาว่า "กุ้ยหลินเมืองไทย" เนื่องจากทัศนียภาพอันงดงามของเทือกเขาหินปูน แต่ในมุมมองของนักอนุรักษ์ นี่คือโศกนาฏกรรมทางนิเวศวิทยาที่ร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่ง
ก่อนที่น้ำจะท่วมป่าดิบชื้นที่ราบลุ่ม ขนาด 105,000 ไร่ กองอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมป่าไม้ ภายใต้การนำของ สืบ นาคะเสถียร ได้ทำการสำรวจพบสัตว์ป่าถึง 237 ชนิด
การสร้างเขื่อนส่งผลกระทบโดยตรงต่อสัตว์หายากถึง 48 ชนิด โดยเฉพาะสัตว์ที่กำลังจะสูญพันธุ์ เช่น กระซู่ และสมเสร็จ
การช่วยเหลือสัตว์ป่าที่ติดอยู่ตามเกาะต่างๆ เป็นงานที่ยากลำบากและเจ็บปวด ดังภาพเล่าเรื่องของค่างแม่ลูกอ่อนที่เกาะอยู่บนยอดไม้ที่ยืนตายซากท่ามกลางน้ำที่เพิ่มระดับขึ้นเรื่อยๆ จนไม่มีน้ำนมให้ลูกกิน
สืบ นาคะเสถียร ได้ทิ้งข้อสรุปที่สำคัญไว้ว่า การสร้างเขื่อนคือ "กระบวนการทำลายแหล่งพันธุกรรมที่มนุษย์มิอาจสร้างขึ้นมาใหม่ได้"
การย้ายสัตว์ป่าออกจากพื้นที่เดิม ทำให้สัตว์เหล่านั้นกลายเป็นสัตว์ "ขาดแคลนที่อยู่อาศัย" และต้องเผชิญกับความตายอย่างช้าๆ ในพื้นที่ใหม่ที่ไม่เหมาะสม
นอกจากนี้ ในระหว่างการก่อสร้างยังมีการลักลอบตัดไม้มีค่าและสวมตอไม้เถื่อนจำนวนมากในเขตอ่างเก็บน้ำ ซึ่งรัฐไม่สามารถควบคุมได้อย่างทั่วถึง
เขื่อนปากมูล ยังคงทำหน้าที่เป็นอนุสรณ์แห่งความล้มเหลวของการจัดการน้ำ ที่ละเลยพันธุ์ปลา
โรงไฟฟ้าแม่เมาะ คือ เครื่องเตือนใจถึงลมหายใจที่ถูกพรากไป
นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด คือ ประจักษ์พยานของความเสี่ยงในโลกอุตสาหกรรม
เขื่อนเชี่ยวหลาน คือ หยาดน้ำตาของสัตว์ป่าที่สูญเสียถิ่นที่อยู่
การเดินทางจากยุคเมกะโปรเจกต์สู่ยุคการพัฒนาที่ยั่งยืน จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนผ่านจากการเป็น "ผู้สั่งการ" ของรัฐ สู่การเป็น "ผู้รับฟัง" และ "ผู้ร่วมพัฒนา" ทรัพยากรกับชุมชนท้องถิ่นอย่างแท้จริง
บทเรียนจาก 4 โครงการนี้ ไม่ใช่เพียงข้อมูลเพื่อการจดจำอดีต แต่เป็นบทเรียนสำคัญในการออกแบบอนาคตที่การคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ที่ล่าสุด รัฐบาลอนุทิน อยู่ระหว่างพิจารณา โครงการแลนด์บริดจ์ และ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ในพื้นที่ จ.ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช ซึ่งเรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม-วิถีชุมชน เป็นอีกโจทย์สำคัญที่รัฐบาล กำลังเผชิญแรงต่อต้านในขณะนี้

อ้างอิง
oocities / elibrary / livingriversiam / prachatai / prachatai / greennews / webpac / tdri / thaiclimatejustice / journalismbridges / wastewatertreatments / thestandard /seub / sarakadee / seub / nationalhealth /




