การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เดินหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยคราวนี้ เป็นกระบวนการของคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาการจัดทำข้อเสนอระบบการเลือกตั้งและแนวทางการทำงานของสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ในคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร ที่ได้มีการศึกษาจัดทำข้อเสนอในกรณีหากมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด จะสามารถออกแบบการเลือกตั้งได้อย่างไร เรื่องของการได้มา จะใช้ทางเลือกใดที่จะตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน รวมไปถึงการเปิดพื้นที่ให้มีผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ บุคคลที่มาจากหลากหลายสาขาวิชาชีพ ตลอดจนภาคประชาสังคม

พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการฯ ระบุว่า โจทย์นี้เริ่มต้นจากการอภิปรายของ สส.บางคนที่แสดงความกังวลว่า หาก ส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้งทั้ง 100% จะไม่มีสัดส่วนให้ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ ภาคประชาสังคม คณะกรรมาธิการฯ จึงตั้งคณะอนุกรรมาธิการฯ ขึ้นมาเพื่อชี้ให้เห็นว่า ไม่จำเป็นต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง แต่สามารถทำควบคู่กันไปได้ โดยคาดว่า จะศึกษาแล้วเสร็จกลางเดือน ธ.ค.นี้ ก่อนจะยื่นให้คณะกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางในการทำประชามติ เพื่อแก้ไขปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร พ.ศ. 2560 ซึ่งจะทำให้คลายความกังวลว่า ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด จะได้ตัวแทนที่หลากหลาย หากออกแบบการเลือกตั้งให้ดีๆ สามารถตอบโจทย์ได้
คณะอนุกรรมาธิการฯ มีจำนวน 10 คน ประกอบด้วย ตัวแทนภาคการเมือง ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล นักวิชาการ และภาคประชาสังคม ซึ่งข้อเสนอเบื้องต้น ได้มีการเริ่มมีการแลกเปลี่ยนความเห็นกันแล้วและอยู่ระหว่างนำข้อเสนอไปรับฟังความคิดเห็น โดยวันนี้ได้เชิญตัวแทนจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สถาบันพระปกเกล้า เข้าร่วมหารือ

‘ก้าวไกล’ เปิดสเป็คชงแก้ ‘กฎหมายประชามติ’ เหลือเกณฑ์ออกมาใช้สิทธิ์-เห็นชอบ 25% หรือยกเลิกเกณฑ์ชั้นที่ 1 ไม่ต้องกำหนดจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิ์ ป้องกันยุทธศาสตร์ ‘นอนอยู่บ้านคว่ำประชามติ’
นอกเหนือจากกระบวนการเลือกเฟ้น ส.ส.ร.แล้ว พริษฐ์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร ยังกล่าวถึงข้อกังวลของหลายฝ่ายเกี่ยวกับเงื่อนไขในพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประชามติ ว่า ทั้งรัฐบาล ฝ่ายค้านและภาคส่วนอื่นๆ มีข้อห่วงใยเกี่ยวกับการ กฎหมายประชามติ ที่ต้องใช้เกณฑ์เสียงข้างมาก 2 ชั้น หรือ Double majority ที่บัญญัติในมาตรา 13 ของ พ.ร.บ.ประชามติ ที่อาจไม่เป็นธรรมต่อการทำประชามติในทุกหัวข้อ
ซึ่งเกณฑ์ชั้นที่ 1 คือจะต้องมีจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิ์เกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ์ ส่วนชั้นที่ 2 คือต้องมีเสียงเห็นชอบเกินกึ่งหนึ่งของผู้ที่ออกมาใช้สิทธิ์ ซึ่งมีความสุ่มเสี่ยงหากคนที่ไม่เห็นด้วยกับประเด็นที่ถูกถาม แทนที่จะออกมาใช้สิทธิ์แต่ใช้วิธีนอนอยู่บ้าน เพื่อคว่ำประชามติแทน และหากบวกกับจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิ์ก็จะไม่ถึงเกณฑ์ เสียงข้างมาก ชั้นแรก ก็จะทำให้กฎหมายประชามติตกไป
ผมเห็นว่า ควรทบทวนตัวกติกานี้โดยเฉพาะชั้นแรก จึงเสนอทางเลือกในการแก้ไข 2 ประเด็นคือ ยกเลิกเกณฑ์ชั้นที่ 1 ไม่ต้องกำหนดจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิ์เกินกึ่งหนึ่ง ซึ่งบางประเทศ ไม่มีเกณฑ์ใช้เสียงข้างมาก 2 ชั้น และประชามติ 2 ครั้งของประเทศไทย ในการทำประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 และ 2560 ก็ไม่ได้มีการกำหนดเกณฑ์สัดส่วนผู้ออกมาใช้สิทธิ์ ส่วนอีกหนึ่งทางคือ ให้เขียนว่า คนออกมาใช้สิทธิ์และลงคะแนนเห็นชอบ เกิน 25% หรือ 1 ใน 4 ของผู้มีสิทธิ์ทั้งหมด ซึ่งจะสามารถป้องกันยุทธศาสตร์การนอนอยู่บ้านเพื่อคว่ำประชามติได้
เชื่อหาก ‘ฝ่ายค้าน-รัฐบาล’ ผนึกร่วมมือ ผ่าน 3 วาระฉลุย ไม่กระทบไทม์ไลน์แก้รัฐธรรมนูญ เมื่อถามถึงกระบวนการในการแก้ไขกฎหมาย พริษฐ์ กล่าวว่า วิธีในการแก้ไขกฎหมายคือ เรียบง่ายตรงไปตรงมาที่สุด คือให้รัฐบาลและฝ่ายค้าน ร่วมกันยื่นแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ.ประชามติ มาตรา 13 ถ้าดำเนินการยื่นเสนอไว้ เมื่อสภาฯ เปิดสมัยประชุมช่วงเดือนธันวาคม ก็สามารถที่จะพิจารณาวาระแรกได้ทันที และเชื่อว่าจะสามารถผ่าน 3 วาระไปได้ โดยจะไม่กระทบต่อกรอบเวลาในการจัดทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาล ตามไทม์ไลน์ที่รัฐบาลวางไว้ และเคาะว่าจะทำประชามติหรือไม่ในช่วงต้นเดือนมกราคม 2567 เพราะเป็นการแก้ไขแค่มาตราเดียว
นอกจากประเด็นเรื่อง มาตรา 13 เกณฑ์เสียงข้างมาก 2 ชั้นแล้ว เห็นว่าไหนๆ จะแก้ไข พ.ร.บ.ประชามติ ถ้าไม่กระทบกรอบเวลาในการพิจารณาอาจพิจารณาประเด็นอื่นควบคู่ไปด้วย เช่น จะทำอย่างไรให้กฎหมายประชามติ รองรับการจัดทำประชามติวันเดียวกับการเลือกตั้งอื่นๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้ง สส. หรือเลือกตั้งท้องถิ่น ที่ปัจจุบันมีข้อจำกัดที่อาจทำให้การดำเนินการด้านธุรการยุ่งยาก ถ้าแก้ไปด้วย ก็จะเป็นวิธีหนึ่งที่จะทำให้สามารถเลือกวันลงประชามติได้ยืดหยุ่นมากขึ้น และอาจมีประชาชนออกมาใช้สิทธิ์มากขึ้นได้ หากทำพร้อมกับการเลือกตั้ง ทั้งนี้ ขอเสนอให้แก้ไขกรณีการเข้าชื่อของประชาชนเพื่อทำประชามติ 50,000 รายชื่อทางออนไลน์ได้ด้วย




