กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) ออกเอกสารข่าวชี้แจงกรณีการดำเนินโครงการและขอรับจัดสรรงบประมาณ เพื่อดำเนินการตามแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ภายใต้กรอบวงเงิน 157,000 ล้านบาท ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่ได้รับการพิจารณาในสัดส่วนที่ไม่เหมาะสมและมีการกระจุกตัวอย่างไม่เป็นธรรม โดยเนื้อหาระบุว่า
1. ครม. ได้มีมติเมื่อวันที่ 20 พ.ค. เห็นชอบแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้กรอบวงเงิน 157,000 ล้านบาท และมอบหมายหน่วยรับงบประมาณจัดทำโครงการและคำของบประมาณ เพื่อดำเนินการตามแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ตามมติคณะกรรมการนโยบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งที่ 2/2568 เมื่อวันที่ 19 พ.ค.
2. กระทรวงการคลังเสนอกรอบแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเสนอให้ ครม. พิจารณา ประกอบกับสำนักงบประมาณได้กำหนดแนวทางให้หน่วยรับงบประมาณดำเนินการจัดทำข้อเสนอโครงการโดยผ่านความเห็นชอบจากรัฐมนตรีเจ้าสังกัด ไปยังสำนักงบประมาณ เพื่อเสนออนุกรรมการกลั่นกรองโครงการฯ คณะกรรมการนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจฯ และ ครม.
3. มท. แจ้งให้จังหวัดจัดทำข้อเสนอโครงการและคำของบประมาณตามหลักเกณฑ์การจัดสรรเพื่อการลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งให้กระทรวงมหาดไทย ซึ่งเมื่อ รมว.มท. ได้ให้ความเห็นชอบข้อเสนอโครงการแล้ว มท. จะจัดส่งข้อมูลให้จังหวัดนำไปอัปโหลดในระบบ New e-Budgeting ต่อไป
4. มท. มอบหมายภารกิจให้ สถ. ดำเนินการประสาน รวบรวม และกลั่นกรองข้อเสนอโครงการตามแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้กรอบวงเงิน 157,000 ล้านบาท ของ อปท. ทุกแห่ง (ยกเว้นกรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา)
5. สถ. ได้รับข้อเสนอโครงการของ อปท. รวมทั้งสิ้น 5,316 แห่ง จำนวน 27,494 โครงการ งบประมาณ 161,950,170,900 บาท ซึ่งเกินกรอบวงเงินในภาพรวม 157,000 ล้านบาทของงบกระตุ้นเศรษฐกิจ ประกอบกับได้รับข้อมูลว่าสำนักงบประมาณให้ความสำคัญกับโครงการด้านคมนาคมประมาณ 70,000 ล้านบาท และโครงการด้านน้ำประมาณ 40,000 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 110,000 ล้านบาท คงเหลือวงเงินที่จะจัดสรรให้ อปท. ประมาณ 37,000 ล้านบาท
สถ. จึงได้พิจารณาคำขอที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และแนวทางที่สำนักงบประมาณกำหนด รวมถึงพิจารณาความครบถ้วนสมบูรณ์ของการบันทึกข้อมูลแบบคำขอในระบบ New e-Budgeting ความพร้อมของแบบรูปรายการ และสถานที่ดำเนินการ จึงได้พิจารณากลั่นกรองเสนอคำขอโครงการของ อปท. ให้ มท. รวมทั้งสิ้น 1,876 แห่ง จำนวน 4,826 โครงการ งบประมาณ 34,690,532,600 บาท โดยภาพรวมของข้อเสนอโครงการที่ได้รับความเห็นชอบจาก รมว.มท. มีจังหวัดที่มีคำของบประมาณเกิน 500 ล้านบาท จำนวนทั้งสิ้น 25 จังหวัด จังหวัดที่มีคำขอมากที่สุดคือ จ.สุรินทร์ จำนวน 100 อปท. 252 โครงการ งบประมาณ 2,050,686,100 บาท และจังหวัดที่มีคำขอน้อยที่สุดคือ จ.ภูเก็ต จำนวน 1 อปท. 1 โครงการ งบประมาณ 3,527,800 บาท ค่าเฉลี่ยการกระจายตัวทั่วประเทศอยู่ที่ประมาณ 456 ล้านบาท
6. กรณีที่มีการกล่าวว่า บาง อบต. หรือ อบจ. ขออะไรไม่เคยได้เลย บางที่ขอมาได้ 1-3 ล้านบาท แต่ได้ยินว่าพื้นที่บุรีรัมย์ สุรินทร์ได้เพิ่มขึ้นจากที่เคยได้เป็นร้อย ๆ ล้านบาท บางแห่งได้ถึง 700 ล้านบาท
สถ. ขอเรียนชี้แจงว่า ได้พิจารณาถึงการกระจายตัวของงบประมาณ และคำขอโครงการต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และแนวทางของสำนักงบประมาณกำหนด โดยคำนึงถึงโครงการที่มีความพร้อมของข้อมูลแบบรูปรายการ และสถานที่ดำเนินการ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าไม่มี อบต. หรือ อบจ. ใดได้รับงบประมาณถึง 700 ล้านบาทแต่อย่างใด
ส่วนกรณีที่มีการกล่าวว่าบางพื้นที่เป็น อบต. ขนาดเล็ก ได้รับงบประมาณถึง 60-70 ล้านบาท แต่บางพื้นที่ไม่มีการจัดส่งงบประมาณลงไปเลยนั้น สถ. ได้ตรวจสอบแล้ว คำขอโครงการของ อบต. มีจำนวน 3,521 แห่ง ได้ผ่านการพิจารณากลั่นกรองคำขอโครงการเป็นไปตามหลักเกณฑ์และแนวทางของสำนักงบประมาณ และมีความพร้อมของข้อมูลแบบรูปรายการ และสถานที่ดำเนินการ จำนวน 1,571 แห่ง ซึ่งมี อบต. ที่ได้รับงบประมาณสูงสุด 169 ล้านบาท เนื่องจากเป็นพื้นที่การท่องเที่ยว และมีจำนวน อบต. ที่คำขอโครงการไม่ผ่านการพิจารณา จำนวน 1,947 แห่ง เนื่องจากคำขอไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และไม่มีความพร้อมของการบันทึกข้อมูลแบบรูปรายการประกอบการพิจารณา และกรณีข้อมูลคำของบประมาณไม่ตรงกันกับในระบบ New e-Budgeting
สถ. ขอเรียนว่า สำนักงบประมาณกำหนดให้ อปท. บันทึกข้อมูลในระบบ New e-Budgeting ซึ่งเป็นระบบใหม่และระยะเวลาจำกัด ทำให้ในห้วงระยะที่ต้องบันทึกข้อมูลไม่สามารถใช้งานได้ ข้อเสนอโครงการของ อปท. จึงขาดความสมบูรณ์ ประกอบกับ อปท. ที่เป็นหน่วยรับงบประมาณโดยตรง ได้แก่ อบจ. ทน. ทม. และ ทต. มีการบันทึกข้อมูลให้แก่สำนักงบประมาณโดยไม่ผ่านการตรวจสอบจาก สถ. ส่งผลให้ข้อมูลไม่ถูกต้องตรงกัน ดังนั้น สถ. ขอยืนยันว่ากรณีการดำเนินโครงการและขอรับจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินการตามแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้กรอบวงเงิน 157,000 ล้านบาทของ อปท. สถ. ได้พิจารณาอย่างเหมาะสมตามหลักเกณฑ์และแนวทางที่กำหนดแล้ว


‘สตง.’ เตือน ‘งบฯ 1.57 แสนล้าน’ ต้องใช้ให้ถูกกฎหมาย ตรงความต้องการประชาชน
ก่อนหน้านี้ ผู้ว่าการการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ทำหนังสือด่วนที่สุด ลงวันที่ 16 มิ.ย. 2568 ถึงอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เรื่องการกำชับและกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเกี่ยวกับการเสนอโครงการและคำของบประมาณเพื่อดำเนินการตามแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้กรอบวงเงิน 157,000 ล้านบาท
สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินพิจารณาแล้วเห็นว่า เรื่องดังกล่าวเป็นการดำเนินการอย่างเร่งรัดในระยะเวลาเร่งด่วน ประกอบกับแนวทางการจัดทำโครงการและขอรับจัดสรรงบประมาณยังอยู่ระหว่างการพิจารณาศึกษา ตามที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นแจ้ง
จึงยังขาดความชัดเจนเป็นแนวทางเดียวกัน การดำเนินการตามข้อสั่งการข้างต้นจึงอาจขาดความรอบคอบ ระมัดระวังในการสำรวจข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน อันอาจส่งผลให้การกำหนดวงเงินงบประมาณในข้อเสนอโครงการที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดทำคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง และอาจทำให้การใช้จ่ายงบประมาณในการดำเนินงาน/โครงการไม่เกิดผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพ ดังเช่นแผนงาน/โครงการเร่งด่วนหลาย ๆ โครงการที่ผ่านมา
ดังนั้น เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน ลดความเสี่ยงด้านความคุ้มค่า และป้องกันมิให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ รวมทั้งเป็นไปตามกฎหมายระเบียบที่เกี่ยวข้อง อาศัยอำนาจมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. 2561
จึงขอให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นพิจารณาดำเนินการโดยกำชับ และกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ดำเนินการในทุกขั้นตอนด้วยความระมัดระวัง ละเอียด รอบคอบ และต้องคำนึงถึงการกระทำการใด ๆ อันอาจเล็งเห็นได้ว่าเป็นเหตุหรือช่องทางในการเรียกรับผลประโยชน์อื่นใดเพื่อตนเองหรือผู้อื่น ทั้งทางตรงและทางอ้อมโดยมิชอบจากการดำเนินโครงการตามมาตรการดังกล่าวข้างต้น รวมทั้งขอให้ระมัดระวังการกระทำด้วยประการใด ๆ ที่อาจเข้าข่ายเป็นการกระทำตามมาตรา 88 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว






