กต.รับ’ทรัมป์’ช่วย ประสาน ‘ไทย-กพช.’เจรจา

27 ก.ค. 2568 - 19:14

  • ‘ทรัมป์’ เป็นตัวกลาง ‘ไทย-กัมพูชา’ เริ่มถกหยุดยิง

  • ‘ภูมิธรรม’ บินคุย ‘ฮุน มาเนต’

  • กต.วางเงื่อนไข เขมรต้องแสดงความจริงใจก่อน

กต.รับ’ทรัมป์’ช่วย ประสาน ‘ไทย-กพช.’เจรจา

‘นิกรเดช พลางกูร’ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ  แถลงข่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ข้อเสนอหยุดยิงตามที่หลายท่านคงทราบอยู่แล้วเมื่อคืนที่ผ่านมา (26 ก.ค.68)  ‘ภูมิธรรม เวชยชัย’ รักษาการนายกรัฐมนตรี ได้หารือกับ ‘โดนัล ทรัมป์’ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โดยฝ่ายไทยได้ยืนยันอย่างหนักแน่นถึงจุดยืนของไทยในการแก้ไขปัญหาชายแดนกับกัมพูชาด้วยสันติวิธี โดยเฉพาะผ่านการเจรจาทวิภาคี ซึ่งฝ่ายไทยเราได้ย้ำมาโดยตลอดในทุกโอกาส ฝ่ายไทยจึงคาดหวังว่าจะเห็นความตั้งใจจริงจากกัมพูชา ในการยุติการใช้ความรุนแรง โดยเฉพาะเรื่องการโจมตีที่ไม่เลือกเป้าหมาย หากฝ่ายกัมพูชาแสดงความจริงใจและสุจริตใจในการแก้ไขปัญหา ฝ่ายไทยก็พร้อมจะหารือด้วย เพื่อร่วมกันกำหนดมาตรการและกระบวนการที่ชัดเจนอย่างสันติและยั่งยืน 

นิกรเดช กล่าวต่อว่า การโจมตีเป้าหมายพลเรือนโดยกองกำลังกัมพูชาบนแผ่นดินไทยเหตุการณ์เมื่อคืน กัมพูชาได้เปิดฉากโจมตีหลายจุดตามแนวชายแดนไทยอีกครั้ง และยังคงดำเนินอยู่จนถึงตอนนี้ สะท้อนเห็นแล้วว่าฝ่ายกัมพูชาขาดความจริงใจในการยุติการใช้กำลัง ไม่มีความสอดคล้องระหว่างคำพูดกับการกระทำ  

“พูดอีกอย่าง ทำอีกอย่าง และยังคงละเลยหลักการพื้นฐานทางมนุษยธรรม ด้วยการโจมตียังไม่เลือกเป้าหมาย ความหมายคือโจมตีไปที่เป้าหมายที่เป็นพลเรือน สิ่งเหล่านี้ไม่ควรเกิดขึ้นกับประเทศไทย และในฐานะประเทศที่มีความรับผิดชอบอย่างแท้จริงต่อประชาคมโลก ประเทศประเทศไทยเองก็ไม่สามารถเพิกเฉยต่อการกระทำอันไร้มนุษยธรรมของกัมพูชา”

นิกรเดช กล่าว 

นิกรเดช กล่าวต่อว่า การโจมตีที่ไม่เลือกเป้าหมายนี้ สะท้อนถึงการเพิกเฉยต่อคุณค่าความเป็นมนุษย์ เช่น การที่ตั้งฐานยิงอยู่ในบริเวณโรงเรียน  วัด บ้านเรือนของประชาชนตัวเอง เพื่อหลีกเลี่ยงการตอบโต้จากฝ่ายไทย ถือเป็นการใช้โล่มนุษย์อย่างชัดเจน การโจมตีใส่โรงพยาบาลสนามของไทยและโรงพยาบาลอื่น การกระทำของกองทัพกัมพูชาในช่วงที่ผ่านมา ไม่เป็นเพียงการละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทยเท่านั้นแต่ยังถือการละเมิดอย่างร้ายแรงต่อกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายสหประชาชาติหรือกฎหมายมนุษยธรรม ซึ่งฝ่ายความมั่นคงไทยมีหลักฐานชัดเจนต่อเหตุการณ์  กระทรวงการต่างประเทศจึงได้ออกแถลงการณ์ประณามกัมพูชาใช้อาวุธร้ายแรงยิงเข้าใส่บ้านเรือนประชาชนที่จังหวัดสุรินทร์ อีกทั้งยังมีการเผยแพร่ข้อมูลที่บิดเบือนและข้อมูลเท็จโดยกล่าวหาว่าไทยเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงก่อน 

ย้ำว่า การบิดเบือนข่าวอย่างเป็นทางการของกัมพูชา ขณะที่ตนแถลงอยู่นี้ ฝ่ายกัมพูชายังคงใช้อาวุธโจมตีไทยในหลายพื้นที่ในจังหวัดชายแดน ในขณะที่นำเสนอว่าตนเองเป็นสมาชิกที่มีความรับผิดชอบต่อประชาคมโลก แต่กลับแพร่ข้อมูลเท็จและข้อมูลบิดเบือนว่าเป็นฝ่ายถูกกระทำอย่างไม่หยุดหย่อน และยังมุ่งหวังทำลายเสถียรภาพ ความน่าเชื่อถือ และภาพลักษณ์ของประเทศไทยในวิธีโลก  

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ข้อกล่าวหาว่ากองทัพไทยได้รุกรานและสร้างความเสียหายให้ตัวปราสาทพระวิหาร ตั้งแต่  24 ก.ค. ล่าสุดวันนี้ก็มีแถลงการณ์อีกหนึ่งฉบับ ตนขอชี้แจงข้อเท็จจริงอีกครั้งว่าเป็นการกล่าวหาซึ่งไร้หลักฐาน และเป็นข้อมูลต่างๆที่สร้างขึ้นเอง ไม่เป็นความจริงอย่างสิ้นเชิง นอกจากที่เคยแถลงไปแล้วว่าฝ่ายกัมพูชาเป็นฝ่ายยิงก่อน  และอยู่ห่างจากปราสาทเขาพระวิหารถึง 2 กิโลเมตร  เป็นไปไม่ได้ที่จะตกถึง ทั้งนี้ ฝ่ายกัมพูชาได้เผยแพร่ภาพประกอบที่ไม่สามารถระบุวันเวลาที่เกิดขึ้นได้ ผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นว่าเป็นการนำรูปภาพเก่า ที่ปรากฏรอยกระสูทธิ์ที่มีมานานแล้วมานำเสนอ 

“ความไม่สุจริตของกัมพูชาสามารถเห็นได้จากการปล่อยข่าวที่เป็นเท็จ การปลอมแปลงข้อมูล มากไปกว่านั้น นอกจากยุทธวิธี การใช้ส่วนที่พลเรือนเป็นโล่กำบังแล้ว ยังตั้งใจใช้โบราณสถานเป็นโล่กำบังเพื่อโจมตีที่ฝ่ายไทยด้วย หลายทศวรรษ ประเทศไทยได้พิสูจน์ให้ประชาคมโลกเห็นมาโดยตลอดว่า ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก ล้วนยึดมั่นในหลักสากล กรณีนี้ก็เช่นกัน การที่ไทยจำเป็นต้องทำมาตรการตอบโต้กับกัมพูชา ถือเป็นสิทธิที่ชอบธรรมของประเทศไทย ภายใต้กฎบัตรสหประชาชาติ โดยเฉพาะสิทธิในการป้องกันตัวเองจากการรุกรานของกัมพูชา การตอบโต้ของไทยเป็นไปอย่างมีสัดส่วน และอยู่จำกัดเฉพาะการโจมตีทางทหารที่จำเป็นเท่านั้น ทุกก้าวของไทยในการรับมือสถานการณ์ชายแดนไทยยังตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ หลักมนุษยธรรม และความรับผิดชอบในฐานะประเทศสมาชิก” 

ย้ำว่า ช่วงเวลาที่มีความละเอียดอ่อน ขอให้พี่น้องประชาชนระมัดระวังในการสื่อสารและรับข้อมูล โดยเฉพาะในช่องทางสื่อสารของออนไลน์ ที่อาจจะนำไปสู่หรือสร้างความแตกแยกได้ โดยไม่ได้ตั้งใจ ขอให้ประชาชนเชื่อว่าในการดำเนินการของรัฐบาล โดยการดำเนินการของกระทรวงการต่างประเทศ สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ได้ทำการชี้แจงข้อเท็จจริงต่อประเทศและองค์การระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง 

จากนั้นเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนสอบถาม โดยผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่มีรายงานว่าในวันพรุ่งนี้ ‘ภูมิธรรม เวชยชัย’ รักษาการนายกรัฐมนตรี จะมีการพูดคุยกับ ‘ฮุน มาเนต’ นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่ประเทศมาเลเซีย ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร นิกรเดช เปิดเผยว่า การพูดคุยได้เริ่มต้นขึ้น โดยฝ่ายไทย ได้มีการประสานการหารือหลังจากที่ได้พูดคุยกับ ‘โดนัล ทรัมป์’ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา สามารถให้ข้อมูลตามที่ปรากฏเป็นข่าวได้เท่านั้น หากมากกว่านั้นก็จะไปเกี่ยวข้องกับความละเอียดอ่อนของการหารือ 

เมื่อถามย้ำว่ากระทรวงการต่างประเทศได้รับทราบรายงานที่มีการหารือแล้วหรือยัง นิกรเดช กล่าวว่า ได้มีการรับทราบแล้ว ให้ข้อมูลได้ประมาณนี้ 

ส่วนที่มีข่าวว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยและกัมพูชามีการพูดคุยกัน เมื่อช่วงเที่ยงที่ผ่านมา นิกรเดช กล่าวว่า มีการหารือผ่านทางสหรัฐอเมริกา เป็นสิ่งที่ยืนยันได้ ซึ่งมีความพยายามโดยสหรัฐ และมีหลายประเทศที่พยายามช่วยในเรื่องนี้ แต่เมื่อคืนที่ผ่านมาที่นายโดนัล ทรัมป์ ได้พยายามให้ทั้ง 2 ฝ่ายพูดคุยกัน กระทรวงการต่างประเทศก็ได้พยายามประสาน หาช่องทางที่จะพูดคุย แต่รัฐมนตรียังไม่ได้มีการพูดคุยกัน 

เมื่อถามย้ำว่าภูมิธรรมพยายามให้รัฐมนตรีทั้ง 2 ประเทศพูดคุยกันมีความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะให้เกิดการหยุดยิง นิกรเดช ย้ำท่าทีว่าทุกอย่างเป็นไปได้แต่มีข้อแม้อยู่ 1 ข้อ คือความจริงใจของกัมพูชา ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขแรก ที่สร้างความไว้ใจให้กับฝ่ายไทยได้ การพูดคุยเกิดขึ้นได้ ซึ่งไทยพูดมาโดยตลอดว่าต้องการหาข้อยุติโดยสันติวิธีผ่านการพูดคุย แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้นฝ่ายกัมพูชาต้องแสดงความจริงใจ ความสุจริตใจ และการกระทำที่ทำให้ฝ่ายไทยไว้ใจได้ 

ส่วนบรรยากาศการพูดคุยกันระหว่างภูมิธรรมและโดนัล ทรัมป์ นายนิกรเดช กล่าวว่า ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ แต่เท่าที่ได้รับทราบมาก็เป็นการพูดคุยที่ประธานาธิบดีทรัมป์พูดคุยด้วยความหวังดี ที่อยู่ในการเจรจาภาษีระหว่าง 2 ประเทศ และได้พูดตรงๆ ว่าจะไม่สามารถเจรจาภาษีได้ หากยังมีความไม่สงบเกิดขึ้นทั้ง 2 ประเทศอยู่ เรื่องนี้ไม่ใช่ครั้งแรกประเทศจีนก็เคยเสนอที่จะช่วย มาเลเซียก็เช่นกัน แต่กรณีนี้ก็มีเรื่องภาษีตอบโต้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายจะต้องต้องใช้ความพยายามในการพูดคุยกัน พร้อมย้ำว่าฝ่ายไทยมีความพร้อมมานานแล้ว แต่มีข้อแม้อยู่ เราไว้ใจกัมพูชาได้แค่ไหน ความสุจริตใจจากฝ่ายกัมพูชาแค่ไหน ซึ่งบรรยากาศการพูดคุยระหว่างภูมิธรรมและโดนัล ทรัมป์ ก็เป็นการคุยที่มิตรประเทศ ประเทศหนึ่งหวังดี 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์