ผู้สื่อข่าวรายานความคืบหน้าของกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ (DSI) โดยคณะพนักงานสืบสวน กองกิจการอำนวยความยุติธรรม เรื่องสืบสวนที่ 134/2568 ได้มีการกำหนดแนวทางการสืบสวนเครือข่ายของ เฉิน จื้อ (CHEN ZHI) หรือ วินเซนต์ (Vincent) ผู้ก่อตั้งกลุ่มปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป เครือข่ายของบริษัทปรินซ์ฯ และรายชื่อชาวต่างชาติทั้ง 43 คน ที่ทางการสหรัฐอเมริกาได้ขึ้นบัญชีให้เป็นบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติและการหลอกลวงออนไลน์ อาทิ ยิม เลียก (Yim Leak), เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ (Benjamin Mauerberger) และ ก๊ก อาน (Kok An)เป็นต้น
โดยตรวจสอบว่าในบรรดา 43 รายชื่อดังกล่าวมีใครเกี่ยวพันเชื่อมโยงมาถึงบุคคลและนิติบุคคล การประกอบกิจการในประเทศไทยหรือไม่
ซึ่งดีเอสไอได้มีการประสานขอรายงานข้อมูลไปยังหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการขอข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เพื่อดูการยื่นจดทะเบียนประกอบธุรกิจ การขอข้อมูลจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อดูธุรกรรมทางการเงิน การเปิดบัญชีธนาคาร เป็นต้น และถ้ามีความชัดเจนว่านิติบุคคลใดในไทยเป็นเครือข่ายของทุนนอก หรือเป็นนอมินี ก็จะขยายผลเป็นคดีพิเศษในความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 หรือ “นอมินี” ซึ่งเป็นความผิดตามบัญชีแนบท้าย พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547
เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. รายงานข่าวจากดีเอสอ ระบุว่า ภายหลังจากที่คณะพนักงานสืบสวนดีเอสไอ ได้มีการตรวจสอบข้อมูลการประกอบธุรกิจ กิจการในไทยของ ก๊ก อาน สัญชาติกัมพูชามีตำแหน่งเป็นสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ของประเทศกัมพูชา และลูกทั้ง 3 คน ได้แก่
- จุรี คล่องกิจกล
- ภูเฌอหลิน คล่องกิจกล (ยุไล่)
- กิตติศักดิ์ คล่องกิจกล
โดยเฉพาะการประสานข้อมูลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบข้อมูลเบื้องต้นก่อนหน้านี้ว่า ลูกทั้ง 3 คนของก๊ก อาน มีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจประเภทการให้บริการประมาณ 5 แห่งในไทย โดยมีสถานะเป็นกรรมการของบริษัทฯ จึงได้ขยายผลตรวจสอบรายละเอียดเชิงลึก กระทั่งทราบว่าส่วนใหญ่ไม่ได้มีการดำเนินธุรกิจแล้ว คล้ายลักษณะเป็น “Paper Company” กล่าวคือ สถานที่ที่จดทะเบียนไว้ไม่ได้มีการประกอบธุรกิจ ณ ที่นั้น ๆ เช่น อ้างว่าบริษัทอยู่ในอาคารแห่งหนึ่ง แต่ไม่มีพนักงานทำงานจริง กลับใช้ชื่อที่อยู่ดังกล่าวอ้างเป็นที่ตั้งของบริษัท
อย่างไรก็ตาม ในบรรดา 5 บริษัทนี้ พบว่าก่อนหน้านี้ยังพอมี 1 บริษัทในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่อาจมีการดำเนินธุรกิจจริง แต่ปัจจุบันได้เลิกกิจการแล้ว และยังมีอีกบริษัทที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการหางาน การจัดหางานออนไลน์ ดีเอสไอพบข้อมูลว่าไปแจ้งจดที่อยู่ในพื้นที่เขตสาทร กรุงเทพมหานคร แต่เมื่อตรวจสอบกลับพบว่าเป็นการขอใช้พื้นที่ของนิติบุคคลแห่งหนึ่ง และไม่มีการดำเนินธุรกิจจริงเช่นกัน
ซึ่งการขอใช้พื้นที่นิติบุคคลอื่นเพื่อจดทะเบียนเป็นสถานที่ตั้งของบริษัทนั้น ดีเอสไอพบข้อมูลอันน่าสนใจว่า จะมีลักษณะเป็นบริษัทเคลื่อนที่ อาทิ ประเภทธุรกิจสตาร์ทอัพ (Startup) ซึ่งบางครั้งไม่มีเงินในการจ้างพนักงานหรือเช่าสถานที่ แต่จำเป็นต้องมีที่อยู่เพื่อแจ้งจดทะเบียน และใช้เป็นที่อยู่ในการรับส่งจดหมาย เพื่อให้ดูมีความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะหากเป็นอาคารที่มีชื่อเสียงในย่านเศรษฐกิจ จึงทำให้เกิดบริษัทที่เช่าพื้นที่จริงแล้วแบ่งซอยห้องเป็นตัวเลขในระบบคอมพิวเตอร์ แต่ไม่มีห้องจริงให้ใช้งาน
ยกตัวอย่าง เอ (นามสมมติ) จดทะเบียนตั้งบริษัทขึ้นมา 1 แห่ง และไปขอเช่าชั้น 15 ในอาคารออฟฟิศแห่งหนึ่งกลางย่านเศรษฐกิจ จากนั้นกำหนดตัวเลขซอยห้องออกมาเป็น 15/1–15/100 เพื่อให้ผู้อื่นมาเช่าพื้นที่ต่อ ทั้งที่ไม่มีห้องจริง ไม่มีการจ้างพนักงาน แต่เมื่อมีจดหมายหรือสิ่งของมาส่ง ผู้ให้เช่าจะเป็นผู้รับแทน ดังนั้น บริษัทของลูกก๊ก อาน ที่อยู่ในตึกออฟฟิศย่านสาทร รวมถึงบริษัทอื่น ๆ รวม 5 บริษัท จึงไม่มีการประกอบธุรกิจจริง และไม่มีการจ้างพนักงานใด ๆ
รายงานข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ ระบุอีกว่า เมื่อมีการตรวจสอบการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทภายในประเทศไทยของลูก ๆ ก๊ก อาน แล้วไม่พบว่ามีการประกอบธุรกิจจริง หรือมีการเลิกประกอบธุรกิจไปแล้ว ขั้นตอนต่อไปจะขยายผลตรวจสอบเส้นทางการเงิน รวมถึงการส่งงบการเงิน การแจ้งบัญชีธนาคารนิติบุคคล เพื่อตรวจสอบเงินหมุนเวียน ซึ่งอาจทำให้เห็นธุรกรรมต้องสงสัยว่าบริษัททั้ง 5 แห่งนี้ เป็นเพียง “บริษัทที่เปิดขึ้นมาบังหน้าเพื่อการฟอกเงินหรือไม่”
รายงานระบุด้วยว่า สำหรับข้อสงสัยว่าทำไมลูก ๆ ก๊ก อาน จึงจดทะเบียนตั้งบริษัทและเสียค่าเช่าสถานที่ ทั้งที่ไม่มีการประกอบธุรกิจจริง ดีเอสไอพิจารณาได้หลายกรณี ทั้งอาจเคยประกอบธุรกิจจริงแต่ไม่ประสบความสำเร็จ หรือภายหลังเกิดปัญหาในช่วงต้นปี หลายคนเดินทางไปอยู่ต่างประเทศ ไม่มีผู้บริหารในไทย ทำให้กิจการหยุดดำเนินการ
ทั้งนี้ ดีเอสไอได้สอบถามเจ้าของอาคารที่ให้เช่า ซึ่งยืนยันว่าไม่เคยเห็นการประกอบกิจการจริง และไม่เคยเห็นพนักงานเข้ามาทำงาน
ในรายงานข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ ระบุอีกว่า สำหรับกรณีที่ ก๊ก อาน ไม่มีชื่อเป็นกรรมการบริษัทใด อาจเป็นเพราะยังไม่ได้แปลงสัญชาติไทย แม้จะได้ใบถิ่นที่อยู่ถาวรแล้ว ขณะที่ลูกทั้งสามคนได้สัญชาติไทยไปก่อน ทำให้การจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทต้องใช้ชื่อลูก ๆ แทน เพื่อให้ทำธุรกิจในไทยได้สะดวก อย่างไรก็ตาม ดีเอสไอไม่ตัดประเด็นความเป็นไปได้ที่ ก๊ก อาน อาจใช้ชื่อบุคคลอื่นจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทแทนในลักษณะนอมินี ซึ่งต้องขยายผลตรวจสอบอย่างละเอียดต่อไป ว่าจะเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 หรือไม่
นอกจากนี้ กรณีที่ดีเอสไอเคยเข้าบันทึกถ้อยคำพยานผู้ถือหุ้นชาวไทยของบริษัท ปรินซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (Prince International) ซึ่งตั้งอยู่ที่ชั้น 7 อาคารซิโน-ไทย ทาวเวอร์ ถนนสุขุมวิท 21 (ซอยอโศก) เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร เนื่องจากมีข้อมูลการใช้ตราสัญลักษณ์ ชื่อบริษัท และอีเมลที่สอดคล้องกับบริษัท ปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป (Prince Holding Group) ของ เฉิน จื้อ เบื้องต้นจากพยานหลักฐานยังไม่พบการทำธุรกรรมร่วมกัน นอกจากความพยายามประกอบธุรกิจร่วมกัน แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่านั้น




