‘พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์’ รมว.ยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ถูกกล่าวหาว่าข่มขู่พยานในคดีฮั้ว สว. ว่า เรื่องดังกล่าวมีผู้มาร้องเรียนที่กระทรวงยุติธรรม โดยกล่าวหาพนักงานสอบสวนดีเอสไอ ซึ่งทำสำนวนมาตั้งแต่แรก ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 164
ทางกระทรวงจึงจะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ และให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย โดยจะตรวจสอบรายละเอียดตั้งแต่ขั้นตอนการทำสำนวน หลังพบว่าพยานบางปากกลับคำให้การ ส่วนการตรวจสอบครั้งนี้จะครอบคลุมเฉพาะเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ หรือรวมถึง ‘บิ๊กทางการเมือง’ ด้วยหรือไม่นั้น การตรวจสอบเกิดขึ้นจากการยื่นหนังสือร้องเรียนเมื่อวันที่ 14 ก.ย. โดยขอให้ดำเนินการกับพนักงานสอบสวนและข้าราชการ ทั้งในทางอาญาและทางวินัย
ส่วนกรณีดีเอสไอเตรียมประสานขอผลวินิจฉัยจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ในคดีฮั้ว สว. เพื่อประกอบสำนวนคดีอั้งยี่และฟอกเงิน คงต้องรอคำวินิจฉัยของ กกต. และขั้นตอนที่ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา จากนั้นดีเอสไอจึงจะดำเนินการต่อไป
พล.ต.ท.รุทธพล ระบุด้วยว่า เรื่องดังกล่าวจะดำเนินควบคู่กับการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีมีผู้ร้องเรียนว่าพนักงานสอบสวนของดีเอสไอไม่ให้ความเป็นธรรมและข่มขู่พยาน โดยเชื่อว่าระยะเวลาน่าจะสอดคล้องกัน
เมื่อถามย้ำว่า คดีอั้งยี่ซ่องโจรจะยึดฐานตามผลของ กกต. หรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า คงต้องรอคำวินิจฉัยของ กกต. รวมถึงคำร้องที่ กกต. ยื่นต่อศาลฎีกา โดยขอดูความชัดเจนก่อนว่ามีการกล่าวถึงใคร และมีพฤติกรรมอย่างไร
สำหรับกรณีการตัดพยาน ‘เอกราช ช่างเหลา’ ออกจากสำนวน ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) โดยแหล่งข่าวเปิดเผยว่า ‘เอกราช’ เคยให้ปากคำสอดคล้องกันทั้งในชั้น DSI ซึ่งมีอัยการร่วมรับฟัง และชั้นอนุกรรมการ กกต. แต่ภายหลังได้ส่งหนังสือขอแก้ไขคำให้การ
แหล่งข่าวระบุว่า พฤติการณ์กลับคำให้การไปมาจนทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิง อาจเข้าข่ายความผิดฐานให้การเท็จต่อเจ้าพนักงาน โดยต้องติดตามว่าพนักงานสอบสวนจะดำเนินคดีอาญาหรือไม่ อย่างไร
นอกจากนี้ แหล่งข่าวยังโต้แย้งกรณีประธาน กกต. ระบุว่า กกต. ไม่ใช่ ‘บุรุษไปรษณีย์’ ที่จะส่งทุกเรื่องให้ศาลโดยไม่กลั่นกรอง เพราะเกรงพยานไม่ยอมไปให้การในชั้นศาล โดยเห็นว่าแนวคิดดังกล่าวไม่ถูกต้อง เพราะ กกต. มีหน้าที่ติดตามพยานเข้าสู่กระบวนการ ส่วนศาลจะเชื่อหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
แหล่งข่าวยังระบุว่า หากพนักงานสอบสวนคดีอาญาทั่วไปใช้แนวทางเดียวกัน คือเกรงว่าพยานจะไม่ไปศาล แล้วไม่นำคำให้การเข้าสำนวน คดีอาญาก็คงไม่ต้องสั่งฟ้องใคร
ทั้งนี้ รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อตรวจสอบรายชื่อผู้ถูกกล่าวหาใน ‘คดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.’ ของดีเอสไอ ซึ่งก่อนหน้านี้มีการสั่งฟ้องต่อพนักงานอัยการคดีพิเศษ จำนวน 8 ราย เทียบกับรายชื่อที่ กกต. มีมติไต่สวนในคดีฮั้วเลือก สว.67 และมีมติส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง จำนวน 77 ราย พบว่ามี 6 รายที่ถูก กกต. ส่งดำเนินคดีด้วย ได้แก่
- 1. นิสิตา หมั่นชัย เครือข่ายของพรรคภูมิใจไทย
- 2. สุบิน ศักดา นักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดนครศรีธรรมราช
- 3. วรพจน์ ตั้งพันธุ์เพียร ผู้บริหาร
- 4. อัจฉราพรรณ หอมรส สมาชิกวุฒิสภาตัวจริง จังหวัดสุราษฎร์ธานี
- 5. วงศกร ชนะกิจ อดีตผู้สมัคร สส.พรรคภูมิใจไทย
- 6. มาเรีย เผ่าประธาน สมาชิกวุฒิสภาตัวจริง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์




