‘วุฒิสภา’ คาใจโอนคดี ‘ดิไอคอน’ ให้ ‘DSI’ ดูแล หวั่นคดีล่าช้า-ผู้ต้องหารอดคุก

28 ต.ค. 2567 - 14:25

  • ‘วุฒิสภา’ คาใจโอนคดี ‘ดิไอคอน’ ให้ ‘DSI’ ดูแล หวั่นคดีล่าช้า-ผู้ต้องหารอดคุก

  • จี้ ‘กสทช.’ เอาผิดใช้คนมีชื่อเสียงมาสร้างความน่าเชื่อถือ

  • ‘รมว.ดิจิทัล’ ยันมีมาตรการคุมเข้มโฆษณาเกินจริง-จัดการแชร์ลูกโซ่

  • ย้ำหากพบใครร่วมขบวนการจะดำเนินการอย่างเด็ดขาด

dsi_the_icon_group_28_oct_2024_SPACEBAR_Hero_26c847272c.jpg

การประชุมวุฒิสภา วันนี้ (28 ต.ค.) ชิบ จิตนิยม สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้ตั้งกระทู้ถามสดด้วยวาจา โดยถาม แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี  ถึงมาตรการจัดการความเสียหายที่เกิดขึ้นจากเครือข่ายธุรกิจ ดิ ไอคอน กรุ๊ป ที่มีผู้เสียหายเกือบ 10,000 คน 

สว.ชิบ อภิปรายว่า ให้เห็นว่าความเสียหายจากเครือข่ายธุรกิจดังกล่าว ยังลุกลามบานปลายไม่หยุด ตัวเลขจากสำนักงานตำรวจสอบสวนกลาง เมื่อวันที่ 27 ต.ค. สรุปว่าระหว่างวันที่ 10-27 ต.ค. มีผู้เสียหายเข้าแจ้งความแล้ว 9,472 คน  ความเสียหายเกือบ 3,000 ล้านบาท อีกทั้งเครือข่ายธุรกิจดังกล่าว ได้กระจายไปแล้วเกือบ 20 ประเทศ ทั้งเอเชียและยุโรป 

ผู้เสียหายส่วนใหญ่เป็นคนไทยที่แต่งงานกับชาวต่างชาติ และพำนักอยู่ที่นั่น นอกจากลงทุนด้วยตัวเองแล้วยังชักชวนญาติชาวต่างชาติให้มาร่วมเปิดบิลลงทุนกับ ดิ ไอคอน รวมความเสียหายตรงนี้อีกกว่า 20 ล้านบาท 

พร้อมตั้งคำถามว่า การส่งคดีให้กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นการดำเนินการที่ถูกต้องหรือไม่  เพราะกังวลว่าหากดำเนินการไม่เสร็จทันตามกรอบเวลา อาจต้องปล่อยตัวผู้ต้องหาจากการคุมขัง ทำให้ผู้ต้องหารอดคดี 

นอกจากนี้ ยังถามถึงมาตรการควบคุมป้องกันเรื่องการโฆษณาหลอกลวงประชาชนให้ไปร่วมลงทุนกับธุรกิจขายตรง โดยใช้บุคคลที่มีชื่อเสียงมาสร้างความน่าเชื่อถือ รวมถึงแนวทางช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับความเสียหาย ให้ได้รับความยุติธรรม

ด้าน ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี ให้มาชี้แจงแทน ยืนยัน รัฐบาลมีมาตรการป้องกันการใช้สื่อออนไลน์และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่มีการโฆษณาหลอกลวงประชาชนผ่านธุรกิจขายตรง 

ส่วนการใช้สื่อออนไลน์ในการโฆษณามีหลายหน่วยงานเข้าไปเกี่ยวข้องและได้กำกับดูแลอยู่ เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) , สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) , กระทรวงสาธารณสุข , กระทรวงการคลัง เข้าไปตรวจสอบในเรื่องของการกำหนดมาตรฐานสินค้า และป้องกันไม่ให้เกิดการทำธุรกิจที่เรียกว่าแชร์ลูกโซ่

ส่วนกรณีของดาราหรืออินฟลูเอนเซอร์ต่างๆ ทางสมาคมโฆษณา และผู้ประกอบการธุรกิจบันเทิง รวมทั้งองค์กรที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการจัดการโฆษณาและตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียด

ประเสริฐ ย้ำว่า ภารกิจของ กสทช. เป็นการเฝ้าระวังเชิงรุก และเป็นการตรวจสอบการกำกับในการออกอากาศ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับข้อมูลและข่าวสารที่มีความถูกต้อง ทั้งรายการวิทยุหรือรายการโทรทัศน์ และแจ้งแนวทางในการปฏิบัติให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้ เพื่อให้เกิดความระมัดระวังอย่างยิ่งในการนำเสนอเนื้อหาที่สุ่มเสี่ยงในเรื่องของการผิดกฎหมายและป้องกันการโฆษณาที่ไม่เป็นธรรมกับประชาชน

“วันนี้ข้อมูลที่ทราบ มีผู้ประกอบการธุรกิจขายตรง 693 ราย ผู้ประกอบการธุรกิจแบบตรง 935 ราย และรัฐบาลได้มีการดำเนินการในการควบคุมเรื่องการโฆษณาที่เกินความเป็นจริง เสนอให้มีการกำหนดมาตรการให้ชัดเจนยิ่งขึ้นและสร้างมาตรฐานในการโฆษณา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเอาเปรียบผู้บริโภค”

ประเสริฐ กล่าว

ประเสริฐ ยังระบุว่า วันนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะโอนคดีหลักเข้าสู่ ดีเอสไอ เป็นคดีพิเศษ เพราะเห็นว่าอาจเข้าข่ายความผิดฐานฟอกเงิน ส่วนเรื่องการเยียวยา สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง. )จะปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไป 

นอกจากนี้ กระทรวงดิจิทัลฯ ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของสคบ.มีอนุกรรมการของคณะ 2 ชุด ประกอบด้วย ชุดนำสืบค้นหาข้อมูลทั้งหมดเพื่อประกอบการพิจารณา และอนุกรรมการชุดที่ 2 ดำเนินการแก้ไขเรื่องนี้ในอนาคต 

วันนี้(28 ต.ค.) อนุกรรมการทั้ง2 คณะ จะเข้ามารายงานกับคณะทำงานชุดใหญ่ เพื่อดำเนินการ อย่างเข้มงวดในเรื่องนี้ต่อไป หากพบว่าใครมีส่วนเกี่ยวข้องก็จะดำเนินการอย่างเด็ดขาด ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ และให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เพราะเห็นว่ากระทบต่อประชาชนในวงกว้าง หรืออาจจะมีเรื่องในลักษณะเดียวกันนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์