ทีมเศรษฐกิจ ‘ประชาธิปัตย์’ ชูนโยบายอัดฉีด 1 ล้านล้าน ดันฐานรากเข้มแข็ง

10 เม.ย. 2566 - 14:47

  • ทีมเศรษฐกิจ ‘ประชาธิปัตย์’ เปิดนโยบาย! ลั่นพร้อมอัดฉีดเงิน 1 ล้านล้านบาท

  • ดันเศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็ง กระจายรายได้ ไม่เพิ่มหนี้รัฐ ลดหนี้ครัวเรือน

Economic_team_Democrat_Party_revealing_policy_to_inject_one_trillion_baht_SPACEBAR_Hero_9e9bb4aa7a.jpeg
ทีมเศรษฐกิจพรรคประชาธิปัตย์ นำโดย พิสิฐ ลี้อาธรรม อดีต รมช.คลัง และประธานคณะกรรมการนโยบายพรรคประชาธิปัตย์, เกียรติ สิทธีอมร อดีตประธานผู้แทนการค้าไทยประธานคณะกรรมการต่างประเทศ พรรคประชาธิปัตย์, สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. ผู้เชี่ยวชาญด้านคมนาคมขนส่งโครงสร้างพื้นฐานและโครงการขนาดใหญ่ และ หม่อมราชวงศ์ศศิพฤนท์ จันทรทัต อดีตผู้บริหารธนาคารเอกชน พร้อมด้วย ดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงแคมเปญ ‘ประชาธิปัตย์ อัดฉีดเศรษฐกิจ 1 ล้านล้านบาท ใครได้อะไร’ เปิดนโยบายเศรษฐกิจมหภาคและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยเงิน 1 ล้านล้านบาท โดยมีเป้าหมายสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงกว่า 5% ต่อปี พร้อมลดช่องว่างระหว่างประชากร โดยไม่สร้างหนี้สาธารณะ หรือบั่นทอนการทำงานของระบบการเงิน และลดหนี้ครัวเรือน เพื่อให้เศรษฐกิจเข้มแข็งมีเสถียรภาพและยั่งยืน ผ่าน 16 นโยบาย  

โดยในระยะสั้น จะมีการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเพิ่มสภาพคล่องแก้ข้อจำกัดเงินทุนหมุนเวียน โดยแบ่งเป็นระดับฐานราก ด้วยการจัดตั้งธนาคารหมู่บ้านและชุมชน แห่งละ 2 ล้านบาท ตาม พ.ร.บ.สถาบันการเงินประชาชน พ.ศ.2562 วงเงิน 1.8 แสนล้านบาท  

ส่วนระดับกลาง จะปลดล็อกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ให้ข้าราชการในวงเงิน 1 แสนล้านบาท และปลดล็อกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้พนักงานบริษัท ในวงเงิน 2 แสนล้านบาท สามารถนำเงินกองทุนทั้งสองรวม 300,000 ล้านบาท ไปซื้อบ้านหรือลดหนี้ที่อยู่อาศัย

และระดับ SME โดยการเพิ่มทุน SME และ START UP วงเงิน 3 แสนล้านบาท ให้ธุรกิจมีเงินใหม่เพื่อการลงทุน ซึ่งหากพรรคประชาธิปัตย์ ได้เป็นแกนนำรัฐบาล จะเริ่มทำทันทีภายใน 3 เดือน

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการระยะยาว ที่จะปรับโครงสร้างและปลดล็อกข้อจำกัดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการผลิต โดยแบ่งเป็นเรื่องของที่ดิน ออกโฉนด 1 ล้านแปลง ให้สิทธิทำกินในที่ดินรัฐ อุดหนุนเงิน 3 ล้านบาท สำหรับการรวมแปลงที่ดินใหญ่, เรื่องประมง ที่จะผ่อนคลายมาตรการา IUU, เรื่องแรงงานให้เรียนฟรีถึงปริญญาตรี สาขาที่ตลาดต้องการ และเรื่องอินเตอร์เน็ต 1 ล้านจุด

ส่วนอีก 6 มาตรการที่เหลือ จะมีผลในการลดความเหลื่อมล้ำและกระจายรายได้ คือ 1. ประกันรายได้สินค้าเกษตรหลัก 5 ตัว 2. ชาวนารับ 30,000 บาท จากที่ดิน ไร่ละ 2,000 บาท ไม่เกิน 15 ไร่ 3. ประมงพื้นบ้านกลุ่มละ 100,000 บาท 4. ด้านปศุสัตว์ผู้เลี้ยงโคนม จะได้ประโยชน์จากเรื่องนมโรงเรียน 365 วัน 5. ชมรมผู้สูงอายุ 30,000 บาทต่อปี และ 6. บัตรประชาชนใบเดียว รักษาพยาบาลและการตรวจโรคฟรี ซึ่งรวมแล้วคาดว่าจะใช้เงิน 2.2 แสนล้านบาท

พิสิฐ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ถือว่าล้มลุกคลุกคลาน จีดีพีโตช้าที่สุดในอาเซียน จากผลกระทบวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งจากเงินเฟ้อ การขาดดุลกับต่างประเทศ การขาดดุลการคลัง โดยเฉพาะรายได้ที่ขาดหายไปจากผลกระทบโควิด-19 ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา กว่า 3 ล้านล้านบาท ซึ่งรัฐได้มีมาตรการช่วยเหลือที่ได้ดำเนินการไปแล้ว คือ เงินกู้ตาม พ.ร.ก.โควิด-19 จำนวน 2 ฉบับ (2563-2565) รวมประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท รวมถึงรายได้ที่เก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ (2563-2565) ประมาณ 5 แสนล้านบาท เพราะฉะนั้น ยังมีหลุมรายได้ที่ขาดไปอีก 1 ล้านล้านบาท ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์จะอุดหลุมรายได้ตรงนี้ เพื่อให้เศรษฐกิจไทย มีการขับเคลื่อนอย่างแข็งแรง 

“จีดีพีเราตอนนี้ลดต่ำลง และยังมีขนาดต่ำกว่าก่อนที่จะเกิดวิกฤตโควิด-19 ประเทศไทยต้องทำอะไรบางอย่าง เพื่อให้พ้นจากบ่วงกรรมอันนี้ด้วยการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้น พรรคประชาธิปัตย์จะอัดฉีดเม็ดเงิน 1 ล้านล้านบาท เพื่อให้จีดีพี โตเกิน 5% ตามศักยภาพที่เรามีอยู่ ซึ่งถ้าโตต่ำกว่าระดับ 5% จะไม่เป็นที่สนใจจจากนักลงทุน โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือลดหนี้ครัวเรือนจากที่แตะ 90% ของจีดีพี และไม่สร้างหนี้สาธารณะจากที่ทะลุ 60% ของจีดีพี เราจะทำให้ระบบการเงินไทยแข็งแรง และมีเงินใหม่เข้ามา เศรษฐกิจหมุนเวียน โดยต้องทำภายใน 3-4 เดือน ซึ่งเรามีเงิน 8 แสนล้านบาท รออยู่แล้วในระบบการเงินการคลัง ส่วนอีก 2 แสนล้านบาท จากการปรับโครงสร้างระบบงบประมาณ และการบริหารการจัดเก็บรายได้และเงินนอกงบประมาณ” พิสิฐ กล่าว

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์