ร้อนระอุ ‘การเมือง-ฮั้ว สว.’ ลุ้นระทึก 14 ก.ย.

10 ก.ย. 2569 - 13:14

  • จับตา 14 ก.ย. กกต. ชี้ชะตาปม “ฮั้ว สว.”

  • ‘วันวิชิต’ ชี้ทุกทางออกล้วนสร้างแรงกระเพื่อม

  • หากหลักฐานลากถึงตัว “บุคคล” อาจเขย่าถึงรัฐบาล

ร้อนระอุ ‘การเมือง-ฮั้ว สว.’ ลุ้นระทึก 14 ก.ย.

การเมืองกำลังเดินเข้าสู่จังหวะเขม็งเกลียว ทั้งแรงกดดันนอกสภาฯ ปมฮั้ว สว. และคำถามต่อกระบวนการตรวจสอบ ขณะที่สายตาทั้งหมดกำลังจับไปยังวันที่ 14 กันยายน ซึ่ง กกต. ต้องแสดงท่าทีต่อคดีที่มีผู้ถูกพาดพิงจำนวนมาก ท่ามกลางคำถามสำคัญว่า หลักฐานที่มีอยู่จะพาเรื่องเดินไปไกลเพียงใด และปลายทางของกระบวนการครั้งนี้จะสะเทือนถึงใครบ้าง

ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต วิเคราะห์ผ่านรายการ “สนามข่าว 96” ถึงสถานการณ์การเมืองที่กำลังเข้าสู่ช่วงเข้มข้น ทั้งประเด็นการชุมนุม ปัญหาฮั้ว สว. และคดีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง โดยมองว่าหลายเรื่องจะเดินหน้าไปพร้อมกัน และจุดสำคัญที่ต้องจับตาอยู่ที่การทำหน้าที่ของรัฐบาล คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตลอดจนทิศทางของกระบวนการในชั้นศาล

รัฐบาลต้องพิสูจน์ตัวเอง ปมทุนเทา–ทุจริตสอบ

ผศ.ดร.วันวิชิตมองว่า ปัญหาหลายด้านที่เกิดขึ้นในขณะนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องดำเนินการภายใต้อำนาจหน้าที่ของตัวเอง โดยเฉพาะปัญหาทุนเทาและการทุจริตการสอบ หากรัฐบาลสามารถเร่งดำเนินการและแสดงให้เห็นถึงผลงานอย่างต่อเนื่อง ก็จะช่วยคลี่คลายแรงกดดันทางการเมืองและรักษาความชอบธรรมของรัฐบาลไว้ได้

ส่วนประเด็นฮั้ว สว. เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของ กกต. ว่าจะพิจารณาดำเนินการอย่างไร รวมถึงจะส่งรายชื่อหรือดำเนินคดีมากน้อยเพียงใด ซึ่งต้องประเมินทั้งข้อเท็จจริงและฉากทัศน์ทางการเมืองควบคู่กัน

ม็อบต้องระวังถูกนำไปใช้เป็นเกมการเมือง

สำหรับกระแสการชุมนุม วันวิชิตมองว่า การประกาศเคลื่อนไหวของ สนธิ ลิ้มทองกุล ที่ระบุว่าจะยื่นเอกสารและอาจไม่ใช้รูปแบบการชุมนุมแบบเดิม เป็นสถานการณ์ที่แตกต่างจากม็อบที่มุ่งขับไล่รัฐบาลโดยตรง

เขาเห็นว่า หากการเคลื่อนไหวถูกเปลี่ยนไปเป็นการขับไล่รัฐบาล อาจเปิดช่องให้อีกฝ่ายนำไปใช้เป็นประเด็นทางการเมืองได้ จึงควรระมัดระวังเรื่องอารมณ์และความรู้สึกของประชาชน โดยเฉพาะการหยิบยกปัญหาทุนเทา นักท่องเที่ยวที่ก่อเหตุ ความกร่าง การใช้พื้นที่ การบุกรุก หรือการข่มเหงคนไทย มาเป็นประเด็นหลัก

ผศ.ดร.วันวิชิตมองว่า แนวทางดังกล่าวเป็นการสะสมกำลังและบ่มเพาะสถานการณ์มากกว่าการมุ่งเล่นประเด็นฮั้ว สว. โดยตรง เพราะเรื่องทุนเทาและการจัดการปัญหาที่อยู่ในอำนาจรัฐบาลถือเป็นบททดสอบโดยตรงว่า รัฐบาลจะสามารถจัดการปัญหาที่อยู่ในมือของตัวเองได้จริงหรือไม่

จับตา 14 ก.ย. กกต. ต้องเปิดข้อมูลให้รอบด้าน

ผศ.ดร.วันวิชิตระบุว่า หลังจากสถานการณ์เดินทางมาถึงจุดนี้ ความสนใจจะมุ่งไปที่วันที่ 14 กันยายน ซึ่งเป็นช่วงที่ กกต. จะมีบทบาทสำคัญ ขณะที่ทุกฝ่ายควรเปิดข้อมูลให้รอบด้าน เพราะหากนำเสนอข้อมูลเพียงด้านเดียว อาจทำให้สังคมรับรู้ข้อเท็จจริงผ่านชุดความเชื่อเพียงด้านใดด้านหนึ่ง

กรณี “อนุกรรมการชุด 26” ซึ่งมีผู้ถูกพาดพิงนั้น ฝ่ายที่ถูกกล่าวถึง โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยและ สว. ที่เกี่ยวข้อง ยืนยันว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงรัฐบาลก่อนที่พรรคภูมิใจไทยจะเข้ามามีอำนาจ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความเร่งรีบและความไม่สมบูรณ์ของกระบวนการไต่สวน เนื่องจาก สว. ที่ถูกพาดพิงบางส่วนไม่ได้ถูกเชิญมาให้ปากคำหรือชี้แจงข้อมูล

ผศ.ดร.วันวิชิตเห็นว่า แม้เส้นเรื่องบางส่วนอาจมีข้อมูลที่ทำให้เชื่อได้ แต่ในทางกฎหมายยังต้องเปิดโอกาสให้มีการต่อสู้และหักล้างข้อกล่าวหา ขณะเดียวกัน หาก “อนุกรรมการชุด 36” ถูกมองว่าเป็นลักษณะ “ชงเอง กินเอง” ก็อาจนำไปสู่ข้อกังวลเรื่องความเป็นธรรมได้ ดังนั้น กกต. จำเป็นต้องใช้ดุลพินิจอย่างระมัดระวัง

“ฮั้ว สว.” อยู่ที่น้ำหนักหลักฐาน ใครเกี่ยวข้องต้องแยกเป็นรายกรณี

ผศ.ดร.วันวิชิตมองว่า กกต. ต้องพิจารณาเป็นรายกรณีว่า หลักฐานสามารถเชื่อมโยงไปถึงบุคคลใดได้มากน้อยเพียงใด หากมีหลักฐานเกี่ยวกับเส้นเรื่องหรือเส้นเงินที่ชัดเจนจนไปถึงตัวบุคคล หรือพบว่ามีการสั่งการตั้งแต่ต้นจนจบ ก็ย่อมเป็นประเด็นที่ยากจะหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ

แต่หากพบเพียงกระบวนการโดยยังไม่สามารถเชื่อมโยงไปถึงตัวบุคคลได้ ก็อาจมีเหตุให้พิจารณาแตกต่างกันไป รวมถึงกรณีที่มีการนำชื่อบุคคลไปแอบอ้างเพื่อแสวงหาประโยชน์ ซึ่งต้องแยกข้อเท็จจริงและความเกี่ยวข้องออกจากกัน

ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การพิจารณาคดีในกลุ่มผู้ถูกกล่าวหาหลักพันคน ว่าจะสามารถคลี่คลายไปถึง “กลุ่ม 229 คน” หรือ “136 สว.” หรือจำนวนอื่นมากน้อยเพียงใด ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้แน่ชัด

สำหรับประเด็นดังกล่าว ผู้ดำเนินรายการได้ข้อสังเกตถึงประเด็น 13 จังหวัดไม่มี สว. เลยแม้แต่คนเดียว

หากคดีถึงศาล ผลจะขึ้นอยู่กับดุลพินิจเรื่องการหยุดปฏิบัติหน้าที่

ผศ.ดร.วันวิชิตประเมินว่า หาก กกต. ส่งเรื่องต่อศาลและศาลรับคำร้องแล้ว ขั้นตอนต่อไปยังขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลว่าจะมีคำสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ หรือจะให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อจนกว่าจะมีคำวินิจฉัยถึงที่สุด

หากกระบวนการยังเดินหน้าต่อและศาลรับเรื่องไว้ การเมืองอาจต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งกว่าคดีจะมีข้อยุติ ซึ่งระหว่างนั้นกระบวนการทำงานของสภายังสามารถเดินหน้าต่อไปได้ และแรงกดดันทางการเมืองอาจค่อย ๆ คลี่คลาย

อย่างไรก็ตาม หากไปถึงกรณีที่ศาลมีคำวินิจฉัยว่ามีความผิดจริง และมีผลให้ต้องคืนเงินหรือยุติการปฏิบัติหน้าที่ ประเด็นดังกล่าวอาจขยายผลไปถึงพรรคภูมิใจไทย กรรมการบริหารพรรค หรือบุคคลอื่นที่ถูกพาดพิงว่าเกี่ยวข้องมากน้อยเพียงใด

ผศ.ดร.วันวิชิตระบุว่า นี่คือ “worst case scenario” ที่อาจกระทบทั้งกลุ่ม สว. และรัฐบาล ขณะที่หากกระบวนการถูกตัดตอนไม่ไปถึงรัฐบาล ผลกระทบก็อาจยุติลงในระดับหนึ่ง แต่หากมี สว. พ้นจากตำแหน่ง ก็อาจนำไปสู่กระบวนการเลื่อนลำดับหรือการจัดสรรตำแหน่งใหม่ ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้กลุ่มอื่นเข้ามามีสัดส่วนในสภาสูงมากขึ้น และทำให้บรรยากาศทางการเมืองเปลี่ยนไป

“คดีบาร์โค้ด” ยังไม่ถึงขั้นโมฆะ ต้องดูเจตนาและบริบท

ส่วนคดีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด ผศ.ดร.วันวิชิตมองว่า ยังไม่ควรสรุปไปถึงขั้นทำให้ผลการเลือกตั้งเป็นโมฆะ เพราะประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าข้อมูลดังกล่าวถือเป็นความลับหรือถูกเปิดเผยแล้วหรือไม่

เขาตั้งข้อสังเกตว่า ในกรณีที่ผู้สมัครแต่ละคนเห็นบาร์โค้ดของตัวเอง อาจไม่ได้เกิดความรู้สึกว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นความลับ แต่หากมีการนำข้อมูลหลังการเลือกตั้งมาเชื่อมโยงจนสามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่า บุคคลหนึ่งเลือกผู้สมัครใดจำนวนกี่ใบ ก็อาจถือเป็นอีกระดับหนึ่งของการเปิดเผยข้อมูลที่ควรเป็นความลับ

ดังนั้น การวินิจฉัยจึงต้องพิจารณาทั้งเจตนาและบริบทประกอบกัน และอยู่ที่ดุลพินิจของศาลรัฐธรรมนูญ

ผศ.ดร.วันวิชิตมองว่า ศาลอาจไม่ได้วินิจฉัยให้ผลการเลือกตั้งเป็นโมฆะ แต่มีความเป็นไปได้ที่จะตั้งข้อสังเกตหรือเตือนเกี่ยวกับการออกแบบระบบในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อข้อมูลขนาดใหญ่ถูกจัดเก็บไว้ หากผู้ดูแลข้อมูลไม่สุจริต ข้อมูลที่ควรเป็นความลับอาจถูกนำไปใช้หรือเปิดเผยในอนาคตได้

ทั้งนี้ เขาประเมินว่า หากเปรียบเทียบกันแล้ว ประเด็นฮั้ว สว. มี “อุณหภูมิ” ทางการเมืองที่ร้อนแรงกว่าคดีบาร์โค้ดอย่างชัดเจน

สภาฯ ยื้อรายงาน กกต. อาจยิ่งเร่งอุณหภูมิการเมือง

สำหรับบรรยากาศในสภาที่มีความพยายามยื้อไม่ให้รายงานของ กกต. เข้าสู่การพิจารณา ผศ.ดร.วันวิชิตเห็นว่า การดำเนินการลักษณะดังกล่าวอาจทำให้อุณหภูมิทางการเมืองร้อนแรงขึ้นโดยไม่จำเป็น เพราะเมื่อกระบวนการบางส่วนเดินหน้าไปแล้ว การเปิดเวทีให้มีการอภิปรายและชี้แจงอย่างเต็มที่อาจเป็นทางออกที่เหมาะสมกว่า

เขามองว่า ประธานสภาฯ มีบทบาทสำคัญในการบริหารเวลาและควบคุมจังหวะการอภิปราย หากสามารถบริหารเวลาให้แต่ละมาตราหรือแต่ละประเด็นมีสัดส่วนที่เหมาะสม แม้จะมีการโต้เถียงหรือประท้วงระหว่างการอภิปราย ก็ยังสามารถควบคุมกรอบเวลาโดยรวมได้

ขณะเดียวกัน การประท้วงจากการพูดผิดหรือรายละเอียดเล็กน้อย หากปล่อยให้ยืดเยื้อ ก็สามารถทำให้เสียเวลาไปหลายชั่วโมงได้

ทั้งนี้ ผศ.ดร.วันวิชิตเห็นว่า ฝ่ายการเมืองจำเป็นต้องเข้าใจบริบทการเมืองที่เปลี่ยนไป รวมถึงรับรู้อารมณ์ของประชาชน การเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายพูดและชี้แจงอย่างเต็มที่ แล้วค่อยใช้เวทีเดียวกันในการหักล้างหรือชี้แจงประเด็นที่ถูกพาดพิง อาจช่วยลดความตึงเครียดได้มากกว่า

ทุกทางออกของ กกต. ล้วนสร้างแรงกระเพื่อม

ผศ.ดร.วันวิชิตระบุว่า ขณะนี้ความสนใจของสังคมไม่ได้อยู่ที่เหตุการณ์ในสัปดาห์นี้มากนัก แต่กำลังจับตาวันที่ 14 กันยายนเป็นหลัก ทั้งนี้ หาก กกต. เลือกดำเนินคดีในกรณีที่มีหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงเส้นเรื่องและเส้นเงินอย่างชัดเจน ก็จะสะท้อนว่าการดำเนินการอยู่บนพื้นฐานของหลักฐานและกฎหมาย แต่หากไม่ส่งฟ้องทั้งหมด ก็ย่อมเกิดคำถามตามมาว่า เหตุใดข้อมูลและหลักฐานที่ฝ่ายค้าน หรือของยิ่งชีพ อัชฌานนท์ และ iLaw นำเสนอมาก่อนหน้านี้ จึงไม่สามารถนำไปสู่การดำเนินคดีได้

ในมุมของผศ.ดร.วันวิชิต กรณีดังกล่าวอาจกลายเป็นแรงส่งให้เกิดการเคลื่อนไหวทางการเมืองนอกสภาฯ ในรูปแบบใหม่ ซึ่ง กกต. จำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

จุดชี้ขาดอยู่ที่ว่าเรื่องจะไปถึงใคร

ผศ.ดร.วันวิชิตย้ำว่า จุดสำคัญที่สุดไม่ได้อยู่เพียงจำนวนผู้ที่ถูกดำเนินคดี แต่อยู่ที่ว่า กระบวนการสอบสวนจะสามารถคลี่คลายไปถึงบุคคลระดับใด และสามารถพิสูจน์ความเชื่อมโยงได้มากน้อยเพียงใด

หากหลักฐานไปถึงตัวบุคคลและแสดงให้เห็นถึงการเกี่ยวข้องหรือการสั่งการอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นจนจบ ก็จะเป็นอีกระดับหนึ่งของคดี แต่หากไม่สามารถเชื่อมโยงไปถึงตัวบุคคลหรือผู้มีอำนาจในระดับที่สูงขึ้นได้ ผลทางการเมืองก็อาจจำกัดอยู่เฉพาะบางกลุ่ม

ดังนั้น วันที่ 14 กันยายนจึงไม่ได้เป็นเพียงวันตัดสินใจของ กกต. ในทางกระบวนการ แต่ยังเป็นจุดที่สามารถกำหนดทิศทางแรงกระเพื่อมทางการเมืองในระยะต่อไปได้ด้วย

View post on Facebook

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์