การเมืองกำลังเดินเข้าสู่จังหวะเขม็งเกลียว ทั้งแรงกดดันนอกสภาฯ ปมฮั้ว สว. และคำถามต่อกระบวนการตรวจสอบ ขณะที่สายตาทั้งหมดกำลังจับไปยังวันที่ 14 กันยายน ซึ่ง กกต. ต้องแสดงท่าทีต่อคดีที่มีผู้ถูกพาดพิงจำนวนมาก ท่ามกลางคำถามสำคัญว่า หลักฐานที่มีอยู่จะพาเรื่องเดินไปไกลเพียงใด และปลายทางของกระบวนการครั้งนี้จะสะเทือนถึงใครบ้าง
ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต วิเคราะห์ผ่านรายการ “สนามข่าว 96” ถึงสถานการณ์การเมืองที่กำลังเข้าสู่ช่วงเข้มข้น ทั้งประเด็นการชุมนุม ปัญหาฮั้ว สว. และคดีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง โดยมองว่าหลายเรื่องจะเดินหน้าไปพร้อมกัน และจุดสำคัญที่ต้องจับตาอยู่ที่การทำหน้าที่ของรัฐบาล คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตลอดจนทิศทางของกระบวนการในชั้นศาล
รัฐบาลต้องพิสูจน์ตัวเอง ปมทุนเทา–ทุจริตสอบ
ผศ.ดร.วันวิชิตมองว่า ปัญหาหลายด้านที่เกิดขึ้นในขณะนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องดำเนินการภายใต้อำนาจหน้าที่ของตัวเอง โดยเฉพาะปัญหาทุนเทาและการทุจริตการสอบ หากรัฐบาลสามารถเร่งดำเนินการและแสดงให้เห็นถึงผลงานอย่างต่อเนื่อง ก็จะช่วยคลี่คลายแรงกดดันทางการเมืองและรักษาความชอบธรรมของรัฐบาลไว้ได้
ส่วนประเด็นฮั้ว สว. เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของ กกต. ว่าจะพิจารณาดำเนินการอย่างไร รวมถึงจะส่งรายชื่อหรือดำเนินคดีมากน้อยเพียงใด ซึ่งต้องประเมินทั้งข้อเท็จจริงและฉากทัศน์ทางการเมืองควบคู่กัน
ม็อบต้องระวังถูกนำไปใช้เป็นเกมการเมือง
สำหรับกระแสการชุมนุม วันวิชิตมองว่า การประกาศเคลื่อนไหวของ สนธิ ลิ้มทองกุล ที่ระบุว่าจะยื่นเอกสารและอาจไม่ใช้รูปแบบการชุมนุมแบบเดิม เป็นสถานการณ์ที่แตกต่างจากม็อบที่มุ่งขับไล่รัฐบาลโดยตรง
เขาเห็นว่า หากการเคลื่อนไหวถูกเปลี่ยนไปเป็นการขับไล่รัฐบาล อาจเปิดช่องให้อีกฝ่ายนำไปใช้เป็นประเด็นทางการเมืองได้ จึงควรระมัดระวังเรื่องอารมณ์และความรู้สึกของประชาชน โดยเฉพาะการหยิบยกปัญหาทุนเทา นักท่องเที่ยวที่ก่อเหตุ ความกร่าง การใช้พื้นที่ การบุกรุก หรือการข่มเหงคนไทย มาเป็นประเด็นหลัก
ผศ.ดร.วันวิชิตมองว่า แนวทางดังกล่าวเป็นการสะสมกำลังและบ่มเพาะสถานการณ์มากกว่าการมุ่งเล่นประเด็นฮั้ว สว. โดยตรง เพราะเรื่องทุนเทาและการจัดการปัญหาที่อยู่ในอำนาจรัฐบาลถือเป็นบททดสอบโดยตรงว่า รัฐบาลจะสามารถจัดการปัญหาที่อยู่ในมือของตัวเองได้จริงหรือไม่
จับตา 14 ก.ย. กกต. ต้องเปิดข้อมูลให้รอบด้าน
ผศ.ดร.วันวิชิตระบุว่า หลังจากสถานการณ์เดินทางมาถึงจุดนี้ ความสนใจจะมุ่งไปที่วันที่ 14 กันยายน ซึ่งเป็นช่วงที่ กกต. จะมีบทบาทสำคัญ ขณะที่ทุกฝ่ายควรเปิดข้อมูลให้รอบด้าน เพราะหากนำเสนอข้อมูลเพียงด้านเดียว อาจทำให้สังคมรับรู้ข้อเท็จจริงผ่านชุดความเชื่อเพียงด้านใดด้านหนึ่ง
กรณี “อนุกรรมการชุด 26” ซึ่งมีผู้ถูกพาดพิงนั้น ฝ่ายที่ถูกกล่าวถึง โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยและ สว. ที่เกี่ยวข้อง ยืนยันว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงรัฐบาลก่อนที่พรรคภูมิใจไทยจะเข้ามามีอำนาจ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความเร่งรีบและความไม่สมบูรณ์ของกระบวนการไต่สวน เนื่องจาก สว. ที่ถูกพาดพิงบางส่วนไม่ได้ถูกเชิญมาให้ปากคำหรือชี้แจงข้อมูล
ผศ.ดร.วันวิชิตเห็นว่า แม้เส้นเรื่องบางส่วนอาจมีข้อมูลที่ทำให้เชื่อได้ แต่ในทางกฎหมายยังต้องเปิดโอกาสให้มีการต่อสู้และหักล้างข้อกล่าวหา ขณะเดียวกัน หาก “อนุกรรมการชุด 36” ถูกมองว่าเป็นลักษณะ “ชงเอง กินเอง” ก็อาจนำไปสู่ข้อกังวลเรื่องความเป็นธรรมได้ ดังนั้น กกต. จำเป็นต้องใช้ดุลพินิจอย่างระมัดระวัง
“ฮั้ว สว.” อยู่ที่น้ำหนักหลักฐาน ใครเกี่ยวข้องต้องแยกเป็นรายกรณี
ผศ.ดร.วันวิชิตมองว่า กกต. ต้องพิจารณาเป็นรายกรณีว่า หลักฐานสามารถเชื่อมโยงไปถึงบุคคลใดได้มากน้อยเพียงใด หากมีหลักฐานเกี่ยวกับเส้นเรื่องหรือเส้นเงินที่ชัดเจนจนไปถึงตัวบุคคล หรือพบว่ามีการสั่งการตั้งแต่ต้นจนจบ ก็ย่อมเป็นประเด็นที่ยากจะหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ
แต่หากพบเพียงกระบวนการโดยยังไม่สามารถเชื่อมโยงไปถึงตัวบุคคลได้ ก็อาจมีเหตุให้พิจารณาแตกต่างกันไป รวมถึงกรณีที่มีการนำชื่อบุคคลไปแอบอ้างเพื่อแสวงหาประโยชน์ ซึ่งต้องแยกข้อเท็จจริงและความเกี่ยวข้องออกจากกัน
ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การพิจารณาคดีในกลุ่มผู้ถูกกล่าวหาหลักพันคน ว่าจะสามารถคลี่คลายไปถึง “กลุ่ม 229 คน” หรือ “136 สว.” หรือจำนวนอื่นมากน้อยเพียงใด ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้แน่ชัด
สำหรับประเด็นดังกล่าว ผู้ดำเนินรายการได้ข้อสังเกตถึงประเด็น 13 จังหวัดไม่มี สว. เลยแม้แต่คนเดียว
หากคดีถึงศาล ผลจะขึ้นอยู่กับดุลพินิจเรื่องการหยุดปฏิบัติหน้าที่
ผศ.ดร.วันวิชิตประเมินว่า หาก กกต. ส่งเรื่องต่อศาลและศาลรับคำร้องแล้ว ขั้นตอนต่อไปยังขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลว่าจะมีคำสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ หรือจะให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อจนกว่าจะมีคำวินิจฉัยถึงที่สุด
หากกระบวนการยังเดินหน้าต่อและศาลรับเรื่องไว้ การเมืองอาจต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งกว่าคดีจะมีข้อยุติ ซึ่งระหว่างนั้นกระบวนการทำงานของสภายังสามารถเดินหน้าต่อไปได้ และแรงกดดันทางการเมืองอาจค่อย ๆ คลี่คลาย
อย่างไรก็ตาม หากไปถึงกรณีที่ศาลมีคำวินิจฉัยว่ามีความผิดจริง และมีผลให้ต้องคืนเงินหรือยุติการปฏิบัติหน้าที่ ประเด็นดังกล่าวอาจขยายผลไปถึงพรรคภูมิใจไทย กรรมการบริหารพรรค หรือบุคคลอื่นที่ถูกพาดพิงว่าเกี่ยวข้องมากน้อยเพียงใด
ผศ.ดร.วันวิชิตระบุว่า นี่คือ “worst case scenario” ที่อาจกระทบทั้งกลุ่ม สว. และรัฐบาล ขณะที่หากกระบวนการถูกตัดตอนไม่ไปถึงรัฐบาล ผลกระทบก็อาจยุติลงในระดับหนึ่ง แต่หากมี สว. พ้นจากตำแหน่ง ก็อาจนำไปสู่กระบวนการเลื่อนลำดับหรือการจัดสรรตำแหน่งใหม่ ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้กลุ่มอื่นเข้ามามีสัดส่วนในสภาสูงมากขึ้น และทำให้บรรยากาศทางการเมืองเปลี่ยนไป
“คดีบาร์โค้ด” ยังไม่ถึงขั้นโมฆะ ต้องดูเจตนาและบริบท
ส่วนคดีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด ผศ.ดร.วันวิชิตมองว่า ยังไม่ควรสรุปไปถึงขั้นทำให้ผลการเลือกตั้งเป็นโมฆะ เพราะประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าข้อมูลดังกล่าวถือเป็นความลับหรือถูกเปิดเผยแล้วหรือไม่
เขาตั้งข้อสังเกตว่า ในกรณีที่ผู้สมัครแต่ละคนเห็นบาร์โค้ดของตัวเอง อาจไม่ได้เกิดความรู้สึกว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นความลับ แต่หากมีการนำข้อมูลหลังการเลือกตั้งมาเชื่อมโยงจนสามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่า บุคคลหนึ่งเลือกผู้สมัครใดจำนวนกี่ใบ ก็อาจถือเป็นอีกระดับหนึ่งของการเปิดเผยข้อมูลที่ควรเป็นความลับ
ดังนั้น การวินิจฉัยจึงต้องพิจารณาทั้งเจตนาและบริบทประกอบกัน และอยู่ที่ดุลพินิจของศาลรัฐธรรมนูญ
ผศ.ดร.วันวิชิตมองว่า ศาลอาจไม่ได้วินิจฉัยให้ผลการเลือกตั้งเป็นโมฆะ แต่มีความเป็นไปได้ที่จะตั้งข้อสังเกตหรือเตือนเกี่ยวกับการออกแบบระบบในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อข้อมูลขนาดใหญ่ถูกจัดเก็บไว้ หากผู้ดูแลข้อมูลไม่สุจริต ข้อมูลที่ควรเป็นความลับอาจถูกนำไปใช้หรือเปิดเผยในอนาคตได้
ทั้งนี้ เขาประเมินว่า หากเปรียบเทียบกันแล้ว ประเด็นฮั้ว สว. มี “อุณหภูมิ” ทางการเมืองที่ร้อนแรงกว่าคดีบาร์โค้ดอย่างชัดเจน
สภาฯ ยื้อรายงาน กกต. อาจยิ่งเร่งอุณหภูมิการเมือง
สำหรับบรรยากาศในสภาที่มีความพยายามยื้อไม่ให้รายงานของ กกต. เข้าสู่การพิจารณา ผศ.ดร.วันวิชิตเห็นว่า การดำเนินการลักษณะดังกล่าวอาจทำให้อุณหภูมิทางการเมืองร้อนแรงขึ้นโดยไม่จำเป็น เพราะเมื่อกระบวนการบางส่วนเดินหน้าไปแล้ว การเปิดเวทีให้มีการอภิปรายและชี้แจงอย่างเต็มที่อาจเป็นทางออกที่เหมาะสมกว่า
เขามองว่า ประธานสภาฯ มีบทบาทสำคัญในการบริหารเวลาและควบคุมจังหวะการอภิปราย หากสามารถบริหารเวลาให้แต่ละมาตราหรือแต่ละประเด็นมีสัดส่วนที่เหมาะสม แม้จะมีการโต้เถียงหรือประท้วงระหว่างการอภิปราย ก็ยังสามารถควบคุมกรอบเวลาโดยรวมได้
ขณะเดียวกัน การประท้วงจากการพูดผิดหรือรายละเอียดเล็กน้อย หากปล่อยให้ยืดเยื้อ ก็สามารถทำให้เสียเวลาไปหลายชั่วโมงได้
ทั้งนี้ ผศ.ดร.วันวิชิตเห็นว่า ฝ่ายการเมืองจำเป็นต้องเข้าใจบริบทการเมืองที่เปลี่ยนไป รวมถึงรับรู้อารมณ์ของประชาชน การเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายพูดและชี้แจงอย่างเต็มที่ แล้วค่อยใช้เวทีเดียวกันในการหักล้างหรือชี้แจงประเด็นที่ถูกพาดพิง อาจช่วยลดความตึงเครียดได้มากกว่า
ทุกทางออกของ กกต. ล้วนสร้างแรงกระเพื่อม
ผศ.ดร.วันวิชิตระบุว่า ขณะนี้ความสนใจของสังคมไม่ได้อยู่ที่เหตุการณ์ในสัปดาห์นี้มากนัก แต่กำลังจับตาวันที่ 14 กันยายนเป็นหลัก ทั้งนี้ หาก กกต. เลือกดำเนินคดีในกรณีที่มีหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงเส้นเรื่องและเส้นเงินอย่างชัดเจน ก็จะสะท้อนว่าการดำเนินการอยู่บนพื้นฐานของหลักฐานและกฎหมาย แต่หากไม่ส่งฟ้องทั้งหมด ก็ย่อมเกิดคำถามตามมาว่า เหตุใดข้อมูลและหลักฐานที่ฝ่ายค้าน หรือของยิ่งชีพ อัชฌานนท์ และ iLaw นำเสนอมาก่อนหน้านี้ จึงไม่สามารถนำไปสู่การดำเนินคดีได้
ในมุมของผศ.ดร.วันวิชิต กรณีดังกล่าวอาจกลายเป็นแรงส่งให้เกิดการเคลื่อนไหวทางการเมืองนอกสภาฯ ในรูปแบบใหม่ ซึ่ง กกต. จำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
จุดชี้ขาดอยู่ที่ว่าเรื่องจะไปถึงใคร
ผศ.ดร.วันวิชิตย้ำว่า จุดสำคัญที่สุดไม่ได้อยู่เพียงจำนวนผู้ที่ถูกดำเนินคดี แต่อยู่ที่ว่า กระบวนการสอบสวนจะสามารถคลี่คลายไปถึงบุคคลระดับใด และสามารถพิสูจน์ความเชื่อมโยงได้มากน้อยเพียงใด
หากหลักฐานไปถึงตัวบุคคลและแสดงให้เห็นถึงการเกี่ยวข้องหรือการสั่งการอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นจนจบ ก็จะเป็นอีกระดับหนึ่งของคดี แต่หากไม่สามารถเชื่อมโยงไปถึงตัวบุคคลหรือผู้มีอำนาจในระดับที่สูงขึ้นได้ ผลทางการเมืองก็อาจจำกัดอยู่เฉพาะบางกลุ่ม
ดังนั้น วันที่ 14 กันยายนจึงไม่ได้เป็นเพียงวันตัดสินใจของ กกต. ในทางกระบวนการ แต่ยังเป็นจุดที่สามารถกำหนดทิศทางแรงกระเพื่อมทางการเมืองในระยะต่อไปได้ด้วย




