‘กกต.’ ย้ำ เพียงเจ้าภาพการลงคะแนน แต่ผลเลือกตั้งเป็นของประชาชน

8 มิ.ย. 2569 - 11:21

  • ยกระบบเลือกตั้งไทยดีที่สุดออกแบบให้ประชาชนมีส่วนร่วมสังเกตการณ์ ย้ำต้องช่วยกันทักท้วง กปน.-ป้องกันการซื้อเสียง

  • ชี้ ประชาชนนับคะแนนกันเอง กกต. รู้คะแนนพร้อมสื่อ ความโปร่งใสเป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคน 

  • ขณะ 'ว่าที่ ร.ต.ภาสกร' แจงเงื่อนไขเลือกตั้ง กทม.-เมืองพัทยา ใช้บัตรสองสี ย้ำ คนกรุงฯ ต้องมีชื่อในทะเบียนบ้านครบ 1 ปี ถึงเลือก สก.ได้ ไม่เช่นนั้นต้องขอเพิ่มชื่อที่เขตเดิม ภายใน 17 มิ.ย.นี้

‘กกต.’ ย้ำ เพียงเจ้าภาพการลงคะแนน แต่ผลเลือกตั้งเป็นของประชาชน

แสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)กล่าวเปิดกิจกรรมสื่อมวลชนสัมพันธ์ ครั้งที่ 3 ในหัวข้อการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และการเลือกตั้งนายกเมืองพัทยา ซึ่งเป็นการเลือกตั้งท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ การเลือกตั้งท้องถิ่นไม่ว่ารูปแบบใดก็ถือว่า เป็นรากฐานสำคัญของการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมเลือกผู้บริหารท้องถิ่นโดยตรง และมีกำหนดวันเลือกตั้งทั้ง 2 รูปแบบในวันที่ 28 มิถุนายน 2569 

แสวงระบุว่า ไม่ว่าการเลือกตั้งใดทั้งประชาชนและ กกต. ต่างต้องการผลการเลือกตั้งที่ดี และเป็นที่ยอมรับ คือมีความสุจริต โปร่งใส เป็นกลาง และเที่ยงธรรม ซึ่งเป็นคำที่ถอดมาจากปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ ผลการเลือกตั้งที่ดีถ้าอยู่เฉยๆ หรือทำแบบเดิมก็คงไม่เกิดขึ้น ต้องมีองค์ประกอบ 2 ส่วน 

ส่วนแรกคือ ส่วนที่อยู่นอกหน่วย คือผู้สมัครรับเลือกตั้ง และผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ที่จะดูแลถ้วนถี่ได้ยาก เพราะมีพื้นที่กว้าง ให้ประชาชนมีข้อมูลและไปใช้สิทธิเลือกตั้งโดยอิสระ ไม่อยู่ภายใต้อำนาจหรืออามิสสินจ้างใดๆ  

ท่านไปโทษใครไม่ได้หรอก หากอยากได้การเลือกตั้งสุจริต เราต้องช่วยกันทั้งผู้สมัครรับเลือกตั้ง และผู้มีสิทธิเลือกตั้ง กกต. พยายามป้องปรามการทุจริตทุกครั้งแต่ก็มีเกิดขึ้นทุกครั้ง หาก กกต. ไม่ได้รับความร่วมมือจากผู้สมัครรับเลือกตั้ง และผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ก็ยากจะเห็นการเลือกตั้งที่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม

แสวงกล่าว 

ส่วนที่ 2 คือ ความสุจริตเที่ยงธรรมที่อยู่ภายในหน่วยเลือกตั้ง แบ่งได้เป็น คน กับ ระบบ สำหรับระบบการเลือกตั้งของประเทศไทย นายแสวงยืนยันว่า ดีที่สุด ระบบที่ดีต้องมีความโปร่งใส เราออกแบบให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งหรือสื่อมวลชนรู้เห็นตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน แต่สิ่งเหล่านี้จะไม่สำเร็จได้เลยหากขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน เราออกแบบการเลือกตั้งให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งเป็นหลักการทั่วไป   

เฉพาะวันเลือกตั้ง ภายในหน่วยมีกรรมการประจำหน่วย (กปน.) กปน. 9 คน และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย (รปภ.) 2 คน ก็เป็นอาสาสมัครมาทำงาน กกต. มีหน้าที่อบรมสร้างความรู้ให้มีขั้นต่ำพอที่จะปฏิบัติหน้าที่ได้ และมอบสื่อให้ กปน. แต่ละคนทำงานได้อย่างถูกต้อง ซึ่งก็ปรากฏเป็นข่าวอยู่เนืองๆ ว่า กปน. ปฏิบัติหน้าที่ไม่เป็นไปตามระเบียบ เช่น ในการเลือกตั้ง สส. ที่ผ่านมา  

เนื่องจากในแต่ละครั้ง กปน. ก็เปลี่ยนหน้ากันเข้ามา แต่สิ่งที่จะทำให้การเลือกตั้งเกิดความโปร่งใสสุจริต คือผู้มีสิทธิเลือกตั้งเอง ไม่ใช่ กปน. ความคลางแคลงสงสัยในการเลือกตั้งจะหายไป หากประชาชนมีส่วนร่วมในการสังเกตการณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยังหายไปในทุกการเลือกตั้ง ประชาชนควรต้องสังเกตดูว่า กปน. ทำผิดพลาดหรือไม่ และสามารถทักท้วงหรือร้องในขณะนั้นได้เลย ซึ่งเป็นเพราะระบบที่ออกแบบมาให้ประชาชนสามารถมองเห็นได้ เพราะข้าราชการ พนักงานของ กกต. ทั่วประเทศมีอยู่ 2,500 คน ส่วนภูมิภาคไม่ถึง 1,000 หน่วยเลือกตั้ง 600,000 หน่วย กกต. เองไม่สามารถดูแลได้ครอบคลุม  

“กปน. เขาคงตั้งใจในการทำหน้าที่ แต่อาจมีความเคยชินหรือหลงลืมทำให้ทำผิดไปในบางหน่วย แต่เมื่อมีคนท้วงก็ต้องระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ว่าจะในหน่วยหรือนอกหน่วย การเลือกตั้งเป็นของประชาชน ทั้งผู้สมัคร ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง กปน. ก็คือประชาชน ผลการเลือกตั้งออกมาอย่างไรก็เป็นของประชาชน กกต. มีหน้าที่ตรวจสอบและป้องกันการซื้อสิทธิขายเสียง แต่ด้วยคุณค่าของตัวระบบจริงๆ คือประชาชนต้องช่วยกันดูแลไม่ให้มีการซื้อเสียง และสังเกตการณ์ทำหน้าที่ของ กปน. ตั้งแต่ 8.00 น. จนเลือกตั้งเสร็จ” แสวงกล่าว 

แสวงย้ำว่า การเลือกตั้งจริงๆ ไม่ใช่ของ กกต. แต่ กกต. คือเจ้าภาพในการให้ประชาชนมาพบกันและลงคะแนน คะแนนออกมาอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น ประชาชนต้องช่วยกันดูแลผลของการเลือกตั้ง คนรวมคะแนนไม่ใช่ กกต. แต่คือประชาชน ซึ่งคือกรรมการประจำเขต กกต. ไม่ได้ไปรวมคะแนนเอง ก็ทราบคะแนนพร้อมกับสื่อ จึงต้องการให้ประชาชนได้ดูแลร่วมกัน สิ่งที่จะทำให้การเลือกตั้งโปร่งใสคือหน้าที่ของคนไทยทุกคน กกต. เป็นเจ้าภาพอย่างไรก็ถูกตำหนิอยู่แล้ว แต่การตำหนิให้เห็นว่าปัญหาอยู่ตรง คือคนไทยทุกคนต้องดูแลการเลือกตั้งร่วมกัน กกต. รับผิดชอบแน่นอน แต่อยากให้ดูแลร่วมกันทั้งนอกและในหน่วยเลือกตั้ง 

แสวง กล่าวอีกว่า ในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. หรือนายกเมืองพัทยา แม้จะไม่ได้มีความผิดพลาดเป็นจำนวนมาก แต่ก็ไม่ใช่หลักประกันว่า การเลือกตั้งจะมีความโปร่งใสหรือชอบธรรม หรือข้อกล่าวหาว่ามีการโยกย้ายแต่งตั้งกรรมการประจำเขตเพื่อเอื้อใครหรือไม่ ก็ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสังเกตการณ์เพื่อให้เกิดความโปร่งใส 

แสวงยังกล่าวเพิ่มเติมถึงกระบวนการนับคะแนนเลือกตั้ง โดยยกตัวอย่างปัญหาการนับคะแนนที่จังหวัดชลบุรี หรือจังหวัดอื่นๆ ซึ่งเป็นเรื่องดีที่ประชาชนมีความตื่นตัว แต่ถือว่ามาช้า ความจริงต้องมาทักท้วงตั้งแต่ กปน. กำลังปฏิบัติหน้าที่ หรือเมื่อกำลังนับคะแนน แต่เมื่อมาหลังจากนับคะแนนแล้ว จึงไม่เข้าเงื่อนไขของการทักท้วงตามกฎหมาย และต้องใช้เวลาในการตรวจสอบข้อเท็จริง ซึ่งหลังจากมีการนับคะแนนเสร็จแล้ว อำนาจการนับคะแนนใหม่หรือเลือกตั้งใหม่เป็นของ กกต. ไม่ใช่ของ ผอ. ประจำเขต

ส่วนกรณีที่จังหวัดปทุมธานีซึ่งมีการนับใหม่ ก็เป็นการตัดสินใจของ กกต. ในการคลี่คลายสถานการณ์เฉพาะหน้า แต่เมื่อตั้งหลักได้แล้ว ก็ต้องดำเนินการตามหลักกฎหมาย พร้อมเน้นย้ำถึงการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสังเกตการณ์ ความผิดพลาดจะเกิดขึ้นได้มากสุดระหว่างการนับคะแนน ซึ่งปัญหาเหล่านี้หากมีคนไปสังเกตการณ์ทุกหน่วย และทักท้วง จะไม่มีเกิดขึ้นเลย แต่ทุกครั้งที่ผ่านมาเราปล่อยให้ กปน. ทำงาน แล้วจึงมาทักท้วงหลังจากเกิดเหตุไปแล้ว

ขณะที่ ว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง กล่าวว่า การเลือกตั้งกรุงเทพมหานครและเมืองพัทยาเป็นการเลือกตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ซึ่งประชาชนจะต้องเลือกทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติพร้อมกัน โดยกระบวนการรับสมัครผู้สมัครได้ดำเนินการไปแล้วระหว่างวันที่ 28 พ.ค. - 1 มิ.ย.ที่ผ่านมา และตามกฎหมายกำหนดให้ภายใน 7 วันนับจากวันสิ้นสุดการรับสมัคร จะต้องดำเนินการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครให้แล้วเสร็จ

ดังนั้น วันนี้จึงเป็นวันที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา จะต้องประกาศรายชื่อผู้สมัครอย่างเป็นทางการ ภายหลังผ่านกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติ โดยการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมีผู้สมัครจำนวน 18 คน ส่วนนายกเมืองพัทยามีผู้สมัคร 5 คน ขณะที่ตำแหน่งสมาชิกสภาทั้ง 2 แห่ง มีผู้สมัครจำนวนมากตามแต่ละเขตเลือกตั้ง

แม้จะมีการประกาศรายชื่อผู้สมัครแล้ว ไม่ได้หมายความว่าผู้สมัครรายดังกล่าวจะสิ้นสุดการตรวจสอบคุณสมบัติทันที เนื่องจากการตรวจสอบต้องอาศัยข้อมูลจากหน่วยงานภายนอกถึง 26 หน่วยงาน อาทิ ศาลยุติธรรม ป.ป.ช. กระทรวงพาณิชย์ และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หากหน่วยงานใดไม่สามารถส่งผลการตรวจสอบกลับมาได้ทันภายในกรอบเวลา 7 วัน ผู้อำนวยการการเลือกตั้งยังคงต้องประกาศรายชื่อผู้สมัครไปก่อนตามที่กฎหมายกำหนด หากภายหลังพบว่าผู้สมัครรายใดขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม ผู้อำนวยการการเลือกตั้งสามารถมีคำสั่งไม่รับสมัครได้ พร้อมแจ้งเหตุผลเป็นลายลักษณ์อักษรให้ผู้สมัครรับทราบ โดยผู้สมัครมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ภายใน 3 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง

เมื่อมีการอุทธรณ์ จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคำร้อง โดยเชิญทั้งผู้สมัครและผู้อำนวยการการเลือกตั้งมาแสดงพยานหลักฐานประกอบการพิจารณา หากเห็นว่าผู้สมัครมีคุณสมบัติครบถ้วน ก็สามารถมีคำสั่งให้รับสมัครและประกาศรายชื่อได้ แต่หากพบว่าขาดคุณสมบัติจริง ก็จะยืนตามคำสั่งไม่รับสมัครต่อไป

แม้จะประกาศรายชื่อผู้สมัครไปแล้ว หากภายหลังพบหลักฐานใหม่ที่ชี้ว่าผู้สมัครขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม ผู้อำนวยการการเลือกตั้งยังสามารถรายงานเรื่องมายัง กกต.เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนและมีคำสั่งถอนชื่อผู้สมัครได้เช่นกัน โดยอำนาจการตรวจสอบคุณสมบัติยังคงดำเนินต่อเนื่องได้ แม้หลังวันเลือกตั้ง และแม้ผู้สมัครจะได้รับเลือกตั้งแล้วก็ตาม ตราบใดที่ยังไม่มีการประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง โดยผู้สมัครคนใดสมัครรับเลือกตั้งทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าตนเองขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม จะมีความผิดตามมาตรา 120 ของกฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งมีบทลงโทษค่อนข้างรุนแรง

สำหรับข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร พบว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมีจำนวนกว่า 4 ล้านคน ขณะที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สก.มีจำนวนน้อยกว่าประมาณ 42,953 คน ซึ่งเกิดจากเงื่อนไขทางกฎหมายที่เกี่ยวกับระยะเวลาการมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สก.จะต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งนั้นติดต่อกันไม่น้อยกว่า 1 ปีนับถึงวันเลือกตั้ง หากประชาชนเพิ่งย้ายทะเบียนบ้านเข้ามาอยู่ในเขตใหม่และยังไม่ครบ 1 ปี จะมีสิทธิเลือกเฉพาะผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเท่านั้น ส่วนหากต้องการใช้สิทธิเลือก ส.ก. จะต้องไปขอเพิ่มชื่อในเขตเดิมที่เคยมีชื่ออยู่ติดต่อกันเกิน 1 ปี ภายในกำหนดเวลาไม่เกิน 10 วันก่อนวันเลือกตั้ง หรือภายในวันที่ 17 มิ.ย.69

กรณีดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในกรุงเทพมหานครเท่านั้น แต่ในเมืองพัทยาก็พบผู้มีสิทธิเลือกตั้งลักษณะเดียวกันจำนวน 251 คน จึงขอให้สื่อมวลชนช่วยสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชนเพื่อป้องกันความสับสนว่าเป็นเรื่องที่กฎหมายกำหนดไว้ ไม่ใช่ความผิดพลาดของระบบเลือกตั้ง

ว่าที่ ร.ต.ภาสกร กล่าวถึงบัตรเลือกตั้งที่กำหนดให้บัตรเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและนายกเมืองพัทยาใช้บัตรสีเขียว ส่วนบัตรเลือกตั้ง สก.และสมาชิกสภาเมืองพัทยาใช้บัตรสีชมพู โดยบัตรเลือกตั้งฝ่ายบริหาร จะพิมพ์หมายเลขผู้สมัครเท่ากับจำนวนผู้สมัครจริง เช่น ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมีผู้สมัคร 18 คน บัตรจะมีหมายเลข 1-18 ขณะที่นายกเมืองพัทยามีผู้สมัคร 5 คน บัตรก็จะมีเพียง 5 หมายเลข ส่วนบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภา จะใช้จำนวนหมายเลขตามเขตที่มีผู้สมัครมากที่สุดเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งพื้นที่ เพื่อให้สามารถใช้รูปแบบบัตรเดียวกันได้ทุกเขตเลือกตั้ง

ขณะที่มาตรการป้องกันความผิดพลาดสำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มีสิทธิเลือกเพียงประเภทเดียว รายชื่อบุคคลกลุ่มดังกล่าวจะถูกระบุไว้ชัดเจนในบัญชีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง พร้อมมีเครื่องหมายกำกับในเอกสารประจำหน่วย เพื่อให้กรรมการประจำหน่วยสามารถตรวจสอบและจ่ายบัตรเลือกตั้งได้อย่างถูกต้อง ลดโอกาสเกิดความผิดพลาดในการรับบัตร กกต.ยังได้กำชับให้ทุกหน่วยเลือกตั้งอำนวยความสะดวกแก่ผู้พิการ ผู้สูงอายุ และผู้ทุพพลภาพเป็นพิเศษ โดยให้สามารถเข้ารับบริการก่อนผู้มีสิทธิเลือกตั้งรายอื่น เพื่อให้การใช้สิทธิเป็นไปอย่างสะดวกและเหมาะสม

สำหรับหลักฐานการแสดงตนในการใช้สิทธิเลือกตั้ง ยังคงใช้บัตรประจำตัวประชาชน หรือเอกสารราชการที่มีรูปถ่ายและเลขประจำตัวประชาชน รวมถึงเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ผ่านแอปพลิเคชันที่ทางราชการรับรอง เช่น แอปพลิเคชัน ThaiD ใบอนุญาตขับรถอิเล็กทรอนิกส์ และบัตรคนพิการอิเล็กทรอนิกส์ โดยผู้ใช้สิทธิจะต้องเปิดแอปพลิเคชันแสดงต่อหน้ากรรมการประจำหน่วย ไม่สามารถใช้ภาพแคปหน้าจอแทนได้ ส่วนการนับคะแนน หลังปิดหีบเลือกตั้งเวลา 17.00 น. จะเริ่มนับคะแนนพร้อมกันทุกประเภท จะมีการนับคะแนนผู้ว่าฯ กทม.นายกเมืองพัทยา ไปพร้อมกับการนับคะแนนสมาชิก

ทั้งนี้ การเลือกตั้งสมาชิกสภาเมืองพัทยามีลักษณะพิเศษ เนื่องจากผู้มีสิทธิสามารถเลือกผู้สมัครได้ไม่เกิน 6 คนในบัตรใบเดียว คล้ายกับการเลือกตั้งเทศบาล จึงมีกรณีที่เรียกว่า "บัตรดีบางส่วน" ซึ่งหมายถึงกรณีที่ผู้มีสิทธิลงคะแนนถูกต้องบางส่วน แต่มีการทำเครื่องหมายผิดในบางช่อง คะแนนของผู้สมัครที่ลงคะแนนถูกต้องยังคงนับได้ ส่วนคะแนนที่ผิดจะถูกตัดเฉพาะส่วนนั้น ไม่ถือเป็นบัตรเสียทั้งใบ

ว่าที่ ร.ต.ภาสกร อธิบายถึงกรณีที่จำนวนผู้มาใช้สิทธิ จำนวนบัตรที่จ่าย และจำนวนบัตรที่นับได้ไม่ตรงกันว่า กปน.ไม่มีอำนาจสั่งนับคะแนนใหม่ทันที แต่ต้องดำเนินการตรวจสอบตามขั้นตอนอย่างละเอียด ไล่ตรวจสอบบัตรดี บัตรเสีย และบัตรที่ไม่เลือกผู้สมัครรายใด เพื่อหาสาเหตุของความคลาดเคลื่อน โดยต้องดำเนินการต่อหน้าพยานและผู้สังเกตการณ์ทุกขั้นตอน หากตรวจสอบครบทุกกระบวนการแล้ว ยังไม่สามารถหาสาเหตุได้ จึงจะเข้าสู่การพิจารณาว่าจะเข้าข่ายต้องจัดให้มีการออกเสียงลงคะแนนใหม่ ซึ่งเป็นอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้งเท่านั้น

โดยหลังเสร็จสิ้นการนับคะแนนทุกหน่วย จะมีการติดประกาศผลการนับคะแนนไว้ที่หน่วยเลือกตั้งทันที เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ ก่อนนำหีบบัตรและเอกสารทั้งหมดส่งไปยังสถานที่รวบรวมของแต่ละเขต จากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนยุบรวมหีบบัตร ซึ่งเป็นการนำถุงบัตรที่นับคะแนนเสร็จแล้วจากหลายหน่วยมารวมจัดเก็บในหีบบัตรจำนวนที่เหมาะสม เพื่อสะดวกต่อการเก็บรักษาในที่ปลอดภัย ไม่ใช่การแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงผลคะแนนตามที่มีความเข้าใจผิดในบางกรณีที่ผ่านมา

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์