กิตติพงษ์ บริบูรณ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งประมาณ 52 ล้านคน จะมีการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งประมาณ 57 ล้านใบ ซึ่งการแจกบัตรเลือกตั้ง ต้องแจกเต็มเล่ม ไม่มีการตัดหรือการแยก เนื่องจากการจ่ายบัตรเลือกตั้ง จะจ่ายตามจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งนั้นๆ ไม่ได้ อีกทั้งจะต้องสำรองบัตรบางส่วนไว้ แต่จะสำรองให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น หากสำรองมาก จะเกิดปัญหา
ส่วนมาตรการป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้งนั้น บัตรมีระบบรักษาความปลอดภัย สามารถตรวจสอบได้ว่าบัตรที่นำมาใช้เป็นบัตรจริงหรือปลอม มีกระบวนการตรวจสอบสี เนื้อกระดาษที่จัดพิมพ์ ป้องกันการแอบอ้างนำบัตรมาใช้ แต่ไม่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดกระบวนการตรวจสอบได้
รองเลขาธิการ กกต. ยังชี้แจงกรณีที่พรรคการเมืองได้มีการประชาสัมพันธ์ว่า บัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ เป็น ‘บัตรสีเขียว’ ว่า บัตรเลือกตั้งที่ กกต. มีการประชาสัมพันธ์ออกไปก่อนหน้านั้น เจตนาต้องการให้ประชาชนรับทราบถึงรูปแบบ ว่าบัตรเลือกตั้งแต่ละประเภทมีสาระสำคัญในบัตรอย่างไรบ้าง ไม่ได้ผูกโยงถึงเรื่องสีบัตรเลือกตั้ง ส่วนสีบัตรที่ประชาสัมพันธ์ออกไป ไม่ใช่สีที่ใช้สำหรับบัตรเลือกตั้งในครั้งนี้
“กกต.ยังไม่ได้มีการกำหนดสีบัตรเลือกตั้ง ซึ่งจะประชาสัมพันธ์เรื่องสีของบัตรเลือกตั้งแน่นอนหลังจากการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งแล้ว” กิตติพงษ์ ระบุ
ทั้งนี้ รูปแบบบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขต จะกำหนดช่องทำเครื่องหมาย กับหมายเลขของผู้สมัครเท่านั้น ส่วนบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ จะมีรายละเอียดหมายเลขประจำพรรค ชื่อพรรค โลโก้พรรค และช่องทำเครื่องหมาย ซึ่งแตกต่างจากการบัตรเลือกเมื่อเลือกตั้งเมื่อปี 2562 ที่มีบัตรเลือกตั้งใบเดียว จึงต้องออกเป็นการผสมผสานระหว่างบัตรแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ เพราะต้องนำคะแนนเขตไปคำนวณคะแนนบัญชีรายชื่อ จึงออกแบบให้โยงถึงพรรคการเมือง แต่ครั้งนี้ บัตร 2 ใบ ลักษณะคู่ขนาน
โดยบัตรแบ่งเขต การไม่กำหนดรายละเอียดคล้ายกับบัตรแบบบัญชีรายชื่อ ข้อดีจะไม่ทำให้ประชาชนเกิดความสับสน ครั้งนี้ผู้สมัครเขตสูงสุด 20 คน ไม่เกินขีดความสามารถของประชาชน ขนาดของบัตรเลือกตั้งแตกต่างกัน
แต่รายละเอียดของบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อจะมาก เพราะมีถึง 67 พรรค อีกทั้งหน้าหน่วยเลือกตั้งแต่ละพื้นที่ก็จะมีป้ายปิดประกาศผู้สมัครและพรรคการเมือง เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในการลงคะแนน พร้อมย้ำว่า บัตรเลือกตั้งต้องทำตามกฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด เพราะมาตรา 84 กำหนดไว้อย่างชัดเจน
ส่วนมาตรการป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้งนั้น บัตรมีระบบรักษาความปลอดภัย สามารถตรวจสอบได้ว่าบัตรที่นำมาใช้เป็นบัตรจริงหรือปลอม มีกระบวนการตรวจสอบสี เนื้อกระดาษที่จัดพิมพ์ ป้องกันการแอบอ้างนำบัตรมาใช้ แต่ไม่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดกระบวนการตรวจสอบได้
รองเลขาธิการ กกต. ยังชี้แจงกรณีที่พรรคการเมืองได้มีการประชาสัมพันธ์ว่า บัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ เป็น ‘บัตรสีเขียว’ ว่า บัตรเลือกตั้งที่ กกต. มีการประชาสัมพันธ์ออกไปก่อนหน้านั้น เจตนาต้องการให้ประชาชนรับทราบถึงรูปแบบ ว่าบัตรเลือกตั้งแต่ละประเภทมีสาระสำคัญในบัตรอย่างไรบ้าง ไม่ได้ผูกโยงถึงเรื่องสีบัตรเลือกตั้ง ส่วนสีบัตรที่ประชาสัมพันธ์ออกไป ไม่ใช่สีที่ใช้สำหรับบัตรเลือกตั้งในครั้งนี้
“กกต.ยังไม่ได้มีการกำหนดสีบัตรเลือกตั้ง ซึ่งจะประชาสัมพันธ์เรื่องสีของบัตรเลือกตั้งแน่นอนหลังจากการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งแล้ว” กิตติพงษ์ ระบุ
ทั้งนี้ รูปแบบบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขต จะกำหนดช่องทำเครื่องหมาย กับหมายเลขของผู้สมัครเท่านั้น ส่วนบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ จะมีรายละเอียดหมายเลขประจำพรรค ชื่อพรรค โลโก้พรรค และช่องทำเครื่องหมาย ซึ่งแตกต่างจากการบัตรเลือกเมื่อเลือกตั้งเมื่อปี 2562 ที่มีบัตรเลือกตั้งใบเดียว จึงต้องออกเป็นการผสมผสานระหว่างบัตรแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ เพราะต้องนำคะแนนเขตไปคำนวณคะแนนบัญชีรายชื่อ จึงออกแบบให้โยงถึงพรรคการเมือง แต่ครั้งนี้ บัตร 2 ใบ ลักษณะคู่ขนาน
โดยบัตรแบ่งเขต การไม่กำหนดรายละเอียดคล้ายกับบัตรแบบบัญชีรายชื่อ ข้อดีจะไม่ทำให้ประชาชนเกิดความสับสน ครั้งนี้ผู้สมัครเขตสูงสุด 20 คน ไม่เกินขีดความสามารถของประชาชน ขนาดของบัตรเลือกตั้งแตกต่างกัน
แต่รายละเอียดของบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อจะมาก เพราะมีถึง 67 พรรค อีกทั้งหน้าหน่วยเลือกตั้งแต่ละพื้นที่ก็จะมีป้ายปิดประกาศผู้สมัครและพรรคการเมือง เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในการลงคะแนน พร้อมย้ำว่า บัตรเลือกตั้งต้องทำตามกฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด เพราะมาตรา 84 กำหนดไว้อย่างชัดเจน




