แสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. ออกมาเปิดเผยข้อมูลผลสำรวจมีการซื้อเสียงกันดุเดือด ถึงขั้น “หัวละ 7,500 บาท” ว่า เป็นหน้าที่ของสำนักงาน กกต. จะต้องขยับตัวเพื่อตอบสนองต่อข้อมูลดังกล่าว โดย กกต. มุ่งเน้นไปที่การป้องปรามไม่ให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ผ่านกระบวนการและเครือข่ายที่เป็นรูปธรรม
ในส่วนของการข่าว กกต. รับรู้ข้อมูลอยู่แล้ว แต่ไม่ทราบถึงจำนวนเงินที่แน่นอนได้ว่ากี่บาท อาจเป็นการประเมินหรือความเห็นตามหลักวิชาการของทางเอกชนเอง แต่ว่าเรื่องนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้น เป็นหน้าที่ของ กกต. ที่จะต้องจัดการ ต้องทำให้เรื่องพวกนี้ไม่มีนัยยะสำคัญต่อการลงคะแนน หรือไม่เป็นเงื่อนไขที่จะทำให้คนชนะการเลือกตั้งได้
ส่วนจะมีการเชิญภาคเอกชนที่ไปทำผลสำรวจเข้ามาให้ข้อมูลหรือไม่นั้น แสวง กล่าวว่า ยืนยันว่าไม่จำเป็น เพราะ กกต. มีหน้าที่ป้องกันและรับทราบข้อมูลเพื่อสกัดกั้นไม่ให้เกิดขึ้น
เรื่องเล่าก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง อาจจะเป็นเรื่องของการเมืองหรือเกมอำนาจ แต่สิ่งที่เราทำคือการปฏิบัติ ช่วงนี้การป้องกันป้องปรามโดยการใช้ข่าวร่วมกับฝ่ายบ้านเมือง และใช้หน่วยเคลื่อนที่เร็วลงไปในพื้นที่ที่ได้แบ่งกันไว้ ไม่รู้จะเป็นสีแดง สีเหลือง หรือสีขาว ซึ่งเราทำแบบนี้ทุกครั้ง ทั้งนี้ข่าวกับเรื่องจริงมันอาจจะคนละเรื่อง
เมื่อถามว่าใน “พื้นที่สีแดง” ส่วนใหญ่อยู่ในภาคไหน? แสวง กล่าวว่า พื้นที่สีแดงมีอยู่ในทุกภาค ไม่ได้เจาะจงที่ภาคใดภาคหนึ่งเป็นพิเศษ ขึ้นอยู่กับรายละเอียดความรุนแรงหรือความเข้มข้นของการแข่งขันในแต่ละเขตเลือกตั้ง คำว่ารุนแรงไม่ได้หมายถึงการใช้กำลังเสมอไป แต่หมายถึงความเข้มข้นในการชิงชัยในพื้นที่เหล่านี้ “ทุกคนสามารถกระทำผิดได้หมด ไม่ว่าจะเป็นตัวผู้สมัครเอง ประชาชน หรือแม้แต่ตัวเจ้าหน้าที่ กกต. ในการจัดการเลือกตั้งเองก็ตาม เราก็ไม่อยากให้มันเกิด เพราะจะทำให้ผลการเลือกตั้งไม่เป็นที่ยอมรับ”
ส่วนกรณีที่ “ส่งข้อความถึงเจ้าหน้าที่ กกต. ให้ช่วยกันรณรงค์ไม่ให้เกิดการซื้อสิทธิขายเสียง” นั้น เลขาธิการ กกต. กล่าวว่า ส่วนตัวอยากให้การเลือกตั้งเป็นที่ยอมรับ อยู่บนพื้นฐานบรรยากาศที่ดี และเป็นคะแนนที่สุจริต เพราะสะท้อนถึงคุณภาพของการเลือกตั้ง ซึ่งเราต้องการ 2 อย่าง คือ ปริมาณคนไปใช้สิทธิเยอะ ซึ่งเรื่องนี้ไม่น่าเป็นห่วง เชื่อว่าจะผู้ไปใช้สิทธิจะมากกว่าครั้งที่แล้ว ที่อยู่ที่ 75% ซึ่งในส่วนคุณภาพคะแนนก็อยากให้เกิดจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ดูนโยบาย ว่าพรรคไหนหรือผู้สมัครคนไหนจะเป็นผู้แทนเขาได้ก็ควรจะเลือกตรงนั้น แต่ไม่ใช่เลือกด้วยเหตุผลอื่น จึงไม่อยากให้เกิดเงื่อนไขแบบนี้
พร้อมย้ำว่าอยากให้การเลือกตั้งเป็นที่ยอมรับ หรือเป็นจุดเริ่มต้นของการนำไปใช้พัฒนาประเทศตามศักยภาพที่เรามี
มั่นใจทุกพรรคส่ง ‘นโยบายใช้จ่ายเงิน’ ทันภายในวันนี้
เลขาธิการ กกต. ยังกล่าวถึงที่พรรคการเมืองต้องส่งนโยบายหาเสียงมาให้ กกต. ตรวจสอบ ว่า เบื้องต้นพรรคต้องส่งมาภายในวันนี้ (19 ม.ค.) ซึ่งก็คงส่งครบ ส่วนการตรวจสอบก็คงต้องตรวจได้ทัน เพราะคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นจะทำงานจากที่ฝ่ายเลขาฯ ของสำนักงานได้มีการตรวจสอบข้อมูลต่างๆ แล้ว โดยคณะกรรมการตรวจสอบเพียงแต่ให้ข้อสังเกตเท่านั้น นโยบายที่ไม่ถูกต้องคงไม่มี หากจะมีก็แค่อาจไม่ครบองค์ประกอบที่กฎหมายกำหนด 3 องค์ประกอบ คือ
- วงเงินที่ต้องใช้และที่มาของเงินที่ใช้ในการดำเนินการ
- ความคุ้มค่าและประโยชน์ในการดำเนินนโยบาย
- ผลกระทบและความเสี่ยงในการดำเนินนโยบาย
ส่วนคณะกรรมการก็จะพิจารณาและมีข้อสังเกตในแต่ละเงื่อนไข ไม่สามารถจะไปบอกได้ว่า ถูก-ผิด เพราะเราไม่ใช่คณะกรรมการที่จะไปอนุมัติโครงการต่างๆ
พร้อมกล่าวถึงการลงทะเบียนเพื่อร่วมแสดงความคิดเห็นการออกเสียงประชามติ ที่ กกต. จะจัดดีเบตในวันที่ 25 มกราคมนี้ ว่า ขณะนี้มีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมแล้วกว่า 40 คน เกินกว่าที่คาดไว้ โดยกว่า 30 คน เป็นฝ่ายเห็นชอบในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส่วนฝ่ายไม่เห็นชอบในการแก้ไขมีประมาณกว่า 10 คน ซึ่งหลังปิดการลงทะเบียนแล้ว กกต. ก็จะจัดให้มีการประชุมของแต่ละฝ่าย เพื่อให้คัดเลือกตัวแทนฝ่ายละ 2 คน เพื่อเป็นตัวแทนดีเบตในวันที่ 25 มกราคม โดยมีระยะเวลาในการออกอากาศประมาณ 1 ชั่วโมง




