ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถึงความคืบหน้าการไต่สวนคดีเกี่ยวกับการเลือก สว. หรือ “โกงเลือก สว.” โดยขณะนี้ยังเหลือ 3 สำนวนที่อยู่ระหว่างการดำเนินการของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 และยังไม่มีข้อสรุป
สำหรับ 3 สำนวนดังกล่าว ได้แก่
- กรณีการฮั้ว สว.ของพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองสีส้มในระดับจังหวัด
- กรณีการฮั้ว สว.ของพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองสีส้มในระดับประเทศ แ
- กรณีกลุ่มฮั้ว สว.อิสระ หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า “ฮั้ว สว.ส้ม”
รายงานเดิมชี้ส่ง กกต.ชุดใหญ่ แต่ยังต้องสอบเพิ่ม
ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน คณะที่ 26 ได้ส่งทั้ง 3 สำนวนไปยังที่ประชุม กกต.ชุดใหญ่แล้ว โดยที่ประชุมมีคำสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติม เนื่องจากเห็นว่าพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอสำหรับประกอบการพิจารณาเพื่อลงมติ
มีข้อมูลว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้พยานหลักฐานยังไม่เพียงพอ เนื่องจากพยานปากสำคัญขอเลื่อนการเข้าให้ปากคำต่อคณะกรรมการฯ คณะที่ 26 หลายครั้ง ส่งผลให้การรวบรวมข้อมูลยังไม่สามารถเชื่อมโยงไปถึงหลักฐานสำคัญ โดยเฉพาะ เส้นทางการเงิน ที่อาจเชื่อมโยงไปถึงตัวผู้สมัคร สว. และผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลัง รวมถึงประเด็นการจ่ายเงินค่าจัดประชุม
ข้อมูลล่าสุดยัน 3 สำนวนยังไม่ถึง กกต.ชุดปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม ต่อมามีรายงานอีกด้านระบุว่า ทั้ง 3 สำนวนยังอยู่ที่คณะอนุไต่สวนชุดที่ 26 และยังไม่ได้ถูกเสนอเข้าสู่การพิจารณาของ กกต.ชุดปัจจุบันแต่อย่างใด
ดังนั้น กกต.ชุดปัจจุบันจึงยังไม่ได้มีคำสั่งหรือสั่งการใดเพิ่มเติมเกี่ยวกับทั้ง 3 สำนวน ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลก่อนหน้านี้ โดยขณะนี้กระบวนการยังอยู่ในขั้นตอนการสืบสวนและไต่สวนของคณะที่ 26
สำนวนเริ่มตั้งแต่ยุค ‘อิทธิพร’ สำนักงาน กกต.เตรียมชี้แจง
ทั้งนี้ ทั้ง 3 สำนวนดังกล่าวมีการร้องเข้าสู่กระบวนการตั้งแต่ช่วงที่ อิทธิพร บุญประคอง ดำรงตำแหน่งประธาน กกต. โดย กกต.ชุดดังกล่าวได้มอบหมายให้คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน คณะที่ 26 ดำเนินการตรวจสอบ และปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการดำเนินการตามกระบวนการของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนที่เกี่ยวข้อง
ขณะเดียวกัน สำนักงาน กกต.เตรียมจัดทำเอกสารข่าวเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานะและรายละเอียดของสำนวนคดีที่เกี่ยวข้องกับการเลือก สว. เนื่องจากมีรายละเอียดของแต่ละสำนวนจำนวนมาก จึงอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลเพื่อจัดทำคำชี้แจงให้เกิดความชัดเจนต่อไป
‘พริษฐ์’ ชู “ช้าง 3 ตัว” ตั้งคำถามมติ กกต.
ด้าน พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กแสดงความคิดเห็นต่อมติ กกต.ในคดีฮั้ว สว. โดยตั้งข้อสังเกตว่า ท่ามกลางพยานหลักฐานจำนวนมาก กกต.เสียงข้างมากกลับมีมติส่งคำร้องต่อศาลฎีกาเพียง 77 คน ขณะที่คณะไต่สวนชุดที่ 26 เสนอให้ดำเนินการกับ 229 คน และเลขาธิการ กกต.มีความเห็นเสนอในช่วง 140-200 คน
พริษฐ์ระบุว่า ใน 77 คนดังกล่าว เป็น สว.เพียง 26 คน และมีบุคคลที่เป็นแกนนำพรรคภูมิใจไทย ทั้งรัฐมนตรี สส. หรือกรรมการบริหารพรรคเพียง 1 คน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่ามติดังกล่าวไม่สอดคล้องกับหลักการ หลักกฎหมาย และหลักฐานตามที่เขาเห็น
ทั้งนี้ ตัวเลข 229 คนเป็นจำนวนผู้ถูกกล่าวหาที่ปรากฏในสำนวนของคณะไต่สวนชุดที่ 26 ก่อนการพิจารณาของ กกต.ชุดใหญ่ ขณะที่ผลการลงมติของ กกต.เมื่อวันที่ 14 กันยายน มีผู้ถูกส่งศาลฎีกา 77 คน
พริษฐ์เปรียบประเด็นที่เขาตั้งคำถามว่าเป็น “ช้าง 3 ตัว” ที่ กกต.ไม่ควรมองข้าม
“ช้างตัวที่ 1” ปมขบวนการและรูปแบบการลงคะแนน
พริษฐ์ตั้งข้อสังเกตถึงสิ่งที่เขามองว่าเป็นความเป็น “ขบวนการ” ของการทุจริตเลือก สว. โดยระบุว่า กกต.เสียงข้างมากพยายามแยกพิจารณาเหตุการณ์และบุคคลออกจากกัน ทั้งที่หลักฐานหลายส่วนอาจสะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างกัน
หนึ่งในหลักฐานที่เขายกขึ้นมา ได้แก่ โพยที่มีหมายเลขผู้สมัครมากกว่า 130 คน รูปแบบสถิติการลงคะแนนที่ใกล้เคียงกันใน 19 จาก 20 กลุ่ม รวมถึงการรวมตัวตามสถานที่ที่ถูกระบุว่าเป็นศูนย์จัดทำโพย และการรวมตัวของ สว.หลายสิบคนเพื่อ “ปฐมนิเทศ” ที่โรงแรมพูลแมนหลังได้รับเลือก
พริษฐ์ยังอ้างข้อมูลสัญญาณโทรศัพท์ว่า มี สว.อย่างน้อย 40 คนอยู่บริเวณโรงแรมพูลแมนในวันดังกล่าว และในจำนวนนี้มี 10 คนจาก 26 คนที่ กกต.มีมติส่งฟ้อง พร้อมตั้งคำถามถึงเหตุผลของการรวมตัวก่อนเริ่มปฏิบัติหน้าที่
“ช้างตัวที่ 2” ปมความเชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทย
ประเด็นที่สอง พริษฐ์กล่าวถึงความเชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทย โดยระบุว่า แม้ กกต.เสียงข้างมากจะไม่ได้มีมติส่งฟ้องแกนนำพรรค แต่ในกลุ่ม 77 คนยังมีบุคคลหลายรายที่มีความเกี่ยวข้องกับพรรคในหลายสถานะ
พริษฐ์ยังกล่าวถึงคำให้การของ เอกราช ช่างเหลา พยานรหัส 16/26 รวมถึงข้อมูลประวัติการติดต่อทางโทรศัพท์ของบุคคลที่เขาระบุว่าเกี่ยวข้องกับทีมงานของผู้บริหารพรรค โดยอ้างว่ามีการติดต่อกับ สว.อย่างน้อย 19 คน รวมไม่น้อยกว่า 62 ครั้ง ในช่วง 80 วัน ระหว่างวันที่ 21 มิถุนายน-9 กันยายน 2567
อย่างไรก็ตาม พริษฐ์ระบุเองว่า ประวัติการโทรศัพท์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถสรุปได้ว่าบุคคลดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการทุจริตเลือก สว.หรือไม่ แต่เห็นว่า กกต.ควรชี้แจงข้อสงสัยเกี่ยวกับการติดต่อดังกล่าว
“ช้างตัวที่ 3” มาตรฐาน กกต.ในคดีที่ผ่านมา
ส่วน “ช้างตัวที่ 3” พริษฐ์หยิบยกมาตรฐานการพิจารณาของ กกต.ในอดีตมาเปรียบเทียบ โดยกล่าวถึงกรณีที่ กกต.เคยมีมติส่งฟ้องคดีซึ่งมีหลักฐานเป็นแชตไลน์ระหว่างผู้สมัคร 2 คนที่จับคู่แลกคะแนนกัน
เมื่อเทียบกับกรณีปัจจุบัน ซึ่งพริษฐ์ระบุว่ามีผู้สมัครมากกว่า 130 คนปรากฏอยู่ในโพย เขาจึงตั้งคำถามว่าทำไมบุคคลทั้งหมดจึงไม่ได้ถูกดำเนินการในลักษณะเดียวกัน
พริษฐ์เสนอให้ กกต.ดำเนินการอย่างน้อย 4 เรื่อง ได้แก่ เปิดเผยมติในทุกข้อกล่าวหา พร้อมรายละเอียดการลงคะแนนและความเห็นของ กกต.แต่ละคน, ส่งสำนวนทั้งหมดของคณะไต่สวนชุดที่ 26 ความเห็นของเลขาธิการ กกต. และคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 ให้ศาลฎีกา, เดินหน้าสืบสวนหลักฐานที่ปรากฏต่อสาธารณะแล้วแต่ยังอยู่นอกสำนวน และหากการไต่สวนของศาลพบหลักฐานใหม่ที่เชื่อมโยงถึงบุคคลอื่น ก็ควรพิจารณารื้อฟื้นการสืบสวนเพื่อดำเนินการเพิ่มเติม
พริษฐ์ยังตั้งข้อสังเกตต่อกรณีแกนนำพรรคภูมิใจไทย 12 คน ซึ่งระบุว่า กกต.มีมติ 5 ต่อ 2 ไม่ส่งฟ้อง พร้อมตั้งคำถามถึงที่มาของ กกต.บางราย รวมถึงประเด็นความขัดกันแห่งผลประโยชน์ ความเป็นอิสระ และความเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่
iLaw เปิดคำให้การ ‘ขจรศักดิ์’ สวนคำชี้แจงประธาน กกต.
ขณะที่ iLaw ยังคงเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับคดีฮั้ว สว.ผ่านโซเชียลมีเดียอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดเปิดเผยคำให้การในคดีพิเศษที่ 24/2568 ของ ขจรศักดิ์ ศรีวิราช พยานรหัส 22/26 ซึ่งเป็นหนึ่งในพยานที่ประธาน กกต.กล่าวถึงในการแถลงผลการพิจารณาคดีเมื่อวันที่ 14 กันยายน
ตามข้อมูลที่ iLaw นำเสนอ ขจรศักดิ์ให้การว่า ได้รวบรวมผู้สมัครที่มีสิทธิเลือก สว.ระดับประเทศประมาณ 30 คน ก่อนนำไปรวมกับกลุ่มของ เอกราช ช่างเหลา พยานรหัส 16/26 โดยกลุ่มดังกล่าวสนับสนุนผู้สมัคร สว. 2 คน ได้แก่ ขจรศักดิ์ และ อัษฎางค์ แสวงการ ผ่านการจัดทำโพยระบุหมายเลขประจำตัวผู้สมัคร
ขจรศักดิ์ยังให้การว่า เอกราชได้ส่งข้อมูลให้ สุขสมรวย วันทนียกุล สส.อำนาจเจริญ พรรคภูมิใจไทย และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลอนุทิน 2 โดย iLaw ระบุว่าประเด็นดังกล่าวสอดคล้องกับคำให้การเดิมของเอกราชที่เคยกล่าวถึงแผนการเลือก สว.
iLaw ยังระบุว่า โพยดังกล่าวมีส่วนทำให้ขจรศักดิ์ได้รับคะแนน 70 คะแนนในรอบเลือกไขว้ระดับประเทศ เป็นรองจากอดีต สว.เกศกมล เปลี่ยนสมัย และขจรศักดิ์ยังให้การว่าได้ลงนามในหนังสือขอลาออกจากตำแหน่ง สว.โดยไม่ระบุวันที่ไว้ล่วงหน้า พร้อมระบุว่าเอกราชเป็นผู้ให้จัดทำหนังสือดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ประธาน กกต. ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ระบุว่า คำให้การของขจรศักดิ์ รวมถึงเอกราชและอัษฎางค์ ไม่สอดคล้องกัน โดยเฉพาะคำให้การของเอกราชที่ประธาน กกต.ระบุว่าไม่มีถ้อยคำตอนใดกล่าวถึงขจรศักดิ์
เปิดประวัติโทรศัพท์ ‘เอกราช’ โยงหลายบุคคลในสำนวน
อีกประเด็นที่ iLaw เปิดเผยคือเอกสารประวัติการโทรศัพท์ของ เอกราช โดยระบุว่า พบการติดต่อกับ สุขสมรวย วันทนียกุล, รัตนา บ่อถ้ำ และ ทรงศักดิ์ ทองศรี รวมถึงบุคคลอื่นที่ปรากฏชื่อเกี่ยวข้องกับคดีเลือก สว.
ข้อมูลที่ iLaw นำเสนอระบุว่า นอกจากเอกราชจะมีประวัติการติดต่อกับ เนวิน ชิดชอบ แล้ว ยังมีประวัติการติดต่อกับขจรศักดิ์ ศรีวิราช พยานรหัส 22/26, อัษฎางค์ แสวงการ พยานรหัส 21/26 และจิรเดช ศรีวิราช สส.พะเยา เขต 3 พรรคกล้าธรรม ซึ่งเป็นน้องชายของขจรศักดิ์
iLaw ยังอ้างถึงคำกล่าวของประธาน กกต.ก่อนหน้านี้ว่า เอกราชและขจรศักดิ์เคยให้การพาดพิงถึงกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยเกี่ยวกับการวางแผนเพื่อให้ได้มาซึ่ง สว. ก่อนจะมีการเปลี่ยนแปลงคำให้การในภายหลัง
อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวยังมีข้อโต้แย้งเรื่องความสอดคล้องของคำให้การแต่ละปาก โดย กกต.ระบุถึงความแตกต่างของรายละเอียดในคำให้การ ขณะที่ iLaw นำเอกสารและคำให้การบางส่วนมาเปรียบเทียบและเสนอว่า มีจุดที่สอดคล้องกัน
ทวี ตั้งคำถาม มติ กกต. ต้องไม่ใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ
อีกด้าน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “มติจบ แต่เรื่องยังไม่จบ” พร้อมตั้งคำถามต่อมติ กกต. 5 ต่อ 2 เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ที่ให้ยกข้อกล่าวหาในคดี “ฮั้ว สว.” โดยเฉพาะกรณีสมาชิกวุฒิสภา 2 คนที่ กกต.มีมติกันไว้เป็นพยาน
พ.ต.อ.ทวีย้ำว่า กกต.อาจกันผู้มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดไว้เป็นพยานในคดีอาญาได้ แต่ไม่สามารถกันบุคคลดังกล่าวออกจากอำนาจตรวจสอบของศาลฎีกาได้ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า มติดังกล่าวธำรงไว้ซึ่งความสูงสุดของรัฐธรรมนูญหรือไม่
เปิดปม 2 สว. ถูกกันเป็นพยาน แต่พบ “เลขชุด”
พ.ต.อ.ทวียกกรณีพยานรหัส 21/26 ซึ่งเป็นผู้สมัครกลุ่มที่ 3 กลุ่มการศึกษา หมายเลข 150 ได้ 30 คะแนนในรอบเลือกกันเอง และ 69 คะแนนในรอบเลือกไขว้ เป็นอันดับ 1 ของกลุ่ม
ผลการตรวจสอบพบการลงคะแนนที่มีชุดหมายเลขเดียวกันเรียงตรงกันทั้ง 10 หมายเลข จำนวน 16 ใบ โดยมีหมายเลข 150 รวมอยู่ด้วย
ตามบันทึกการไต่สวนที่เผยแพร่ พยานให้ถ้อยคำว่า หมายเลขของตนถูกบรรจุไว้ในโพยทั้งรอบเลือกกันเองและรอบเลือกไขว้ และเข้าใจว่าคะแนนสูงสุดที่ได้รับมาจาก “โพยฮั้วหรือเลขชุด” ซึ่งจัดทำขึ้นที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ วิทยาเขตหันตรา จ.พระนครศรีอยุธยา
ส่วนพยานรหัส 22/26 เป็นผู้สมัครกลุ่มที่ 19 กลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระ หมายเลข 5 ได้ 39 คะแนนในรอบเลือกกันเอง และ 70 คะแนนในรอบเลือกไขว้ เป็นอันดับ 2 ของกลุ่ม
ผลการตรวจสอบพบการลงคะแนนชุดหมายเลขเดียวกันเรียงตรงกันทั้ง 10 หมายเลข จำนวน 19 ใบ โดยมีหมายเลข 5 รวมอยู่ด้วย
ตามเอกสารที่เผยแพร่ทางสื่อ พยานให้ถ้อยคำว่า เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2567 ได้เข้าร่วมประชุมกับผู้มีสิทธิเลือกระดับประเทศประมาณ 30 กว่าคน ณ โรงแรมแคนทารี จ.พระนครศรีอยุธยา มีการอธิบายวิธีลงคะแนนและแจกเอกสารแนะนำตัว สว.3 ซึ่งกรอกหมายเลขไว้ล่วงหน้า
แม้พยานระบุว่าไม่ได้ร่วมจัดทำโพย แต่ยอมรับว่าหมายเลขของตนอยู่ในเลขชุด และเข้าใจว่าคะแนนจำนวนมากที่ได้รับมาจาก “โพยฮั้วหรือเลขชุดที่จัดทำขึ้น”
ชี้หลักฐานเชื่อมโยง ไม่ใช่แค่ข้อสงสัย
พ.ต.อ.ทวีระบุว่า ถ้อยคำของพยานทั้งสองเชื่อมโยงตนเองกับโพยหรือเลขชุด และอธิบายที่มาของคะแนนโดยตรง เมื่อประกอบกับผลคะแนนและรูปแบบการลงคะแนนที่ตรงกัน จึงมิใช่เพียงข้อสงสัยลอย ๆ
พร้อมอ้างถึงมาตรา 65 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งกำหนดให้ กกต.สามารถกัน “บุคคลซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีส่วนร่วมในการกระทำความผิด” ไว้เป็นพยานได้ หากข้อมูล การชี้เบาะแส หรือคำให้การของบุคคลนั้นเป็นประโยชน์ต่อการพิสูจน์ความผิดของผู้กระทำผิดคนอื่นที่เป็นตัวการสำคัญ
พ.ต.อ.ทวีจึงมองว่า การที่ กกต.กันบุคคลทั้งสองไว้เป็นพยาน ย่อมสะท้อนว่า กกต.เห็นว่าบุคคลทั้งสองมีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีส่วนร่วมในการกระทำความผิด และยังมีผู้กระทำผิดรายอื่นที่เป็น “ตัวการสำคัญ” ซึ่งต้องพิสูจน์ต่อไป
หากพิสูจน์ได้ อาจไม่ใช่แค่ทุจริตรายบุคคล
พ.ต.อ.ทวียังระบุว่า หากข้อกล่าวหาเรื่องการจัดตั้งขบวนการ การจัดทำโพยหรือเลขชุด และการกำหนดการลงคะแนนไว้ล่วงหน้าสามารถพิสูจน์ได้ การกระทำดังกล่าวอาจไม่ใช่เพียงการทุจริตเพื่อให้บุคคลสองคนได้รับเลือก แต่เป็นการกระทำอย่างเป็นขบวนการ ซึ่งอาจมีลักษณะเป็นองค์กรอาชญากรรมที่มุ่งยึดกุมและบิดเบือนกระบวนการได้มาซึ่งวุฒิสภา และกระทบต่ออำนาจอธิปไตยฝ่ายนิติบัญญัติ
“กันเป็นพยาน” ไม่ได้แปลว่าพ้นการตรวจสอบ
พ.ต.อ.ทวีอธิบายว่า ผลของการกันเป็นพยานตามมาตรา 65 มีเพียง “ให้สิทธิในการดำเนินคดีอาญาเป็นอันระงับไป” ไม่ได้ทำให้ข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานระงับไปด้วย และไม่ได้ยกเว้นบุคคลนั้นจากการตรวจสอบว่าการได้มาซึ่งตำแหน่ง สว.เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมหรือไม่
ขณะเดียวกัน รัฐธรรมนูญมาตรา 226 ประกอบมาตรา 62 แห่งกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา กำหนดว่า เมื่อมี “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” ผู้สมัครหรือบุคคลใดกระทำการทุจริตในการเลือก หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่นจนทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม กกต.ต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อให้ศาลไต่สวนและวินิจฉัยต่อไป
ย้ำ กกต.ต้องส่งศาลฎีกา หากถึงเกณฑ์หลักฐาน
พ.ต.อ.ทวีเห็นว่า เมื่อ กกต.มีมติกัน สว.ทั้งสองคนไว้เป็นพยาน ประกอบกับถ้อยคำที่เชื่อมโยงตนเองกับโพยหรือเลขชุด รวมถึงผลคะแนนที่สอดคล้องกับรูปแบบการลงคะแนน พยานหลักฐานโดยรวมจึงมีน้ำหนักอย่างน้อยถึงระดับ “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า”
ด้วยเหตุนี้ พ.ต.อ.ทวีจึงระบุว่า กกต.ควรยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสมาชิกวุฒิสภาทั้งสองคน เพราะ กกต.สามารถกันบุคคลไว้เป็นพยานในคดีอาญาได้ แต่ไม่มีอำนาจกันความจริง กันพยานหลักฐาน หรือกันบุคคลนั้นออกจากอำนาจไต่สวนของศาลฎีกา
“กันเป็นพยานได้ แต่กันความจริงไม่ได้ กันคดีอาญาได้ แต่กันอำนาจศาลฎีกาไม่ได้ มติ กกต. 5 ต่อ 2 ต้องอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ ไม่ใช่อยู่เหนือรัฐธรรมนูญ”
คดี “ฮั้ว สว.” ไม่ว่าจะฝั่งไหน กำลังกลายเป็นเกมลากยาว ขณะที่ข้อโต้แย้งต่อมติ กกต. ยังคงเดินหน้าผ่านทั้งคำให้การ เอกสาร และหลักฐานที่ถูกนำมาเปิดเผยต่อสาธารณะ ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงจำนวนผู้ถูกส่งศาลฎีกา แต่อยู่ที่การตรวจสอบว่าหลักฐานที่ปรากฏสามารถเชื่อมโยงไปถึงบุคคลหรือขบวนการอื่นได้มากน้อยเพียงใด
และท้ายที่สุดกระบวนการตรวจสอบจะนำไปสู่ข้อสรุปอย่างไรต่อความสุจริตและเที่ยงธรรมของการได้มาซึ่ง สว. ชุดปัจจุบัน




