แสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นเสียงวิพากษ์วิจารณ์กรณี จาตุรนต์ ฉายแสง ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย โพสต์คลิปวิดีโอ“ทีมฟุตบอล ‘หมอนทอง’ เห็นชอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญ” ว่า ต้องดูข้อเท็จจริงกฎหมายการออกเสียงเลือกตั้งและออกเสียงประชามติ ว่าเข้าข่ายหลอกลวงใส่ร้ายหรือไม่ และต้องดูว่าเจตนาพิเศษอะไรหรือไม่ ซึ่งต้องเป็นไปตามองค์ประกอบกฎหมาย ตอนนี้ยังบอกอะไรไม่ได้ว่าพฤติกรรมที่เกิดขึ้นเป็นการสร้างความรื่นเริงที่ขัดต่อกฎหมายหรือไม่
ส่วนที่มีการระบุว่าเด็กแสดงความเห็นว่าเห็นชอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น เป็นเรื่องเสรีภาพการแสดงความเห็นหรือรณรงค์ให้เห็นชอบหรือไม่ก็ได้ แต่เบื้องหลังจะมีอะไรนั้นต้องไปตรวจสอบสอบสวนอีกที ตอนนี้ยังบอกอะไรไม่ได้ แต่เบื้องต้นยังเป็นสิทธิในการแสดงความเห็นรณรงค์ประชาสัมพันธ์ ซึ่งกฎหมายให้ประชาชนทำได้ ส่วนจะเป็นการถูกบังคับหรือหลอกให้พูดยังบอกไม่ได้ ต้องรอให้มีการตั้งสำนวนสอบสวนก่อน ตอนนี้มีแต่ข่าวและต่างคนต่างพูด ยังไม่มีการมาร้องต่อ กกต. เพื่อให้สอบสวน
เมื่อถามถึงกรณีที่ ศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติรักแผ่นดิน ยื่นคำร้องให้ กกต. สอบสวนกรณีดังกล่าวนั้นว่าเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2568 และพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 หรือไม่? แสวง กล่าวว่า ก็เป็นสิทธิของศรีสุวรรณ แต่ตอนนี้ยังไม่ทราบว่าความที่ปรากฏเป็นความผิดหรือไม่ เพราะทุกคนมีสิทธิที่จะพูด แต่หากใครรู้สึกว่าเป็นการหลอกลวง ก็ให้มาร้องเพื่อมีการสอบสวนหาข้อเท็จจริงต่อไป
ในวันเดียวกัน ศรีสุวรรณ ได้ยื่นร้องต่อ กกต. เกี่ยวกับกรณีดังกล่าว โดยระบุว่า สกล เกลี้ยงประเสริฐ โค้ชฟุตบอลทีมหมอนทองวิทยา ได้ชี้แจงว่าไม่รู้เรื่องการทำคอนเทนต์แต่อย่างใด เพราะโค้ชและนักเรียนไม่ได้ยุ่งเกี่ยวการเมืองหรือพรรคใดพรรคหนึ่ง หากแต่ถูกนักการเมืองมาจ้องหาประโยชน์ในยามที่มีชื่อเสียงเท่านั้น ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่ได้มีนักการเมืองหรือผู้ใดมาสนับสนุนแต่อย่างใด
จากคำสัมภาษณ์ดังกล่าว เห็นว่าการทำคอนเทนต์ตัดต่อทำคลิปวิดีโอมาเผยแพร่ในสื่อต่าง ๆ ของจาตุรนต์ ฉายแสง อาจถือได้ว่าเข้าข่ายหลอกลวงเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติอย่างหนึ่งอย่างใดหรือไม่ ซึ่งเป็นข้อห้ามตาม พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติฯ
น้อง ๆ ทีมฟุตบอลยังเป็นเด็กที่ไม่มีสิทธิเลือกตั้งหรือทำประชามติอย่างใด การถ่ายภาพมาทำคอนเทนต์ลงในสื่อออนไลน์ อาจเป็นการกระทำผิดกฎหมายคุ้มครองเด็กที่ห้ามให้มีการแสวงหาประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ แม้ จาตุรนต์ จะลบคลิปไปแล้ว แต่ทางกฎหมายถือว่าความผิดสำเร็จ จึงมาร้องเรียน กกต. เพื่อให้เอาผิดผู้ฝ่าฝืนกฎหมายถึงที่สุด
‘กกต.’ จัดอบรมการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์แก่พรรคการเมือง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (19 มกราคม 2569) สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นำโดย แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ร่วมกับ Meta และ Facebook ประเทศไทย จัดการอบรมให้ความรู้พรรคการเมืองในหัวข้อการใช้งานแพลตฟอร์มช่วงเลือกตั้ง และการแนะนำมาตรฐานการโฆษณา หลักเกณฑ์การอนุญาตโฆษณาที่เกี่ยวข้องกับประเด็นสังคมและการเลือกตั้ง
เลขาธิการ กกต. เน้นย้ำถึงความสำคัญของการใช้สื่อออนไลน์อย่างสร้างสรรค์ และเป็นไปตามกฎหมายเลือกตั้ง โดยระบุว่า “การอบรมครั้งนี้สร้างความรู้ ความเข้าใจ และแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องให้แก่พรรคการเมืองและผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. ในการสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ผ่านแพลตฟอร์ม Meta สำหรับการสื่อสารกับประชาชนให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และมาตรฐานของแพลตฟอร์ม ช่วยลดความเสี่ยงต่อการกระทำที่อาจเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง”
ขณะนี้ภารกิจหลักของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่สำคัญมีอยู่ 2 ประการ คือ การเลือกตั้ง สส. และการจัดทำประชามติที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนพัฒนาทุกภาคส่วน สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อยกระดับประสิทธิภาพในความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของการเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติทั้งกระบวนการ
— แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.
กกต. จึงมุ่งมั่นที่จะนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อให้การทำงานด้านการสื่อสารประชาสัมพันธ์มีความถูกต้อง รวดเร็ว และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างทั่วถึง มีความต่อเนื่อง และที่สำคัญอย่างยิ่งคือการเพิ่มความสะดวกให้กับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้รับข้อมูลข่าวสารอย่างถูกต้อง ครบถ้วน และรวดเร็ว อีกทั้งปัจจัยสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ พรรคการเมืองโดยผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. จะต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบายที่เกี่ยวกับการโฆษณาทางการเมือง มาตรฐานความปลอดภัย และความมั่นคงของบัญชีผู้ใช้งาน รวมถึงแนวปฏิบัติที่ถูกต้องในการใช้แพลตฟอร์มเพื่อการสื่อสารทางการเมืองให้สอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ดังนั้น กกต. เชื่อมั่นว่า “การให้ความรู้ในการใช้แพลตฟอร์มจะเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติของประเทศไทยให้มีความทันสมัย ถูกต้อง และเป็นที่เชื่อมั่นของประชาชนในยุคดิจิทัลต่อไป” และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผลจากการอบรมในวันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมืออันทรงพลังเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนต่อไป
เลขาธิการ กกต. ยังชี้ให้เห็นถึงการหาเสียงในวันนี้ว่ามีหลายช่องทาง และที่นิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ คือทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะ Facebook ที่ใช้ในการแนะนำตัวเอง ทั้งในระบบ สส. แบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ เพื่อให้เกิดความเรียบร้อยและใช้ถ้อยคำให้ถูกต้องตามระเบียบของ Meta และ Facebook
ส่วนศูนย์บริหารการหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ (E–War Room) ได้มีการดำเนินการตรวจสอบการหาเสียงใส่ร้ายทางโซเชียลเป็นอย่างไรนั้น แสวง กล่าวว่า “ล่าสุดในส่วนของภาคเอกชนอย่าง Facebook ได้ดำเนินการคัดกรองข้อความการหาเสียงใส่ร้ายเป็นปกติอยู่แล้ว แม้จะไม่มีการเลือกตั้ง แต่ในช่วงเลือกตั้งบริษัทก็จะได้รับการสนับสนุนข้อมูลเกี่ยวกับข้อกฎหมายในการตรวจสอบข้อความต่าง ๆ ต่อไป ซึ่งได้มีการประสานงานกันมาโดยตลอด เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็ว ดูแลสนามแข่งขันให้บรรยากาศเป็นไปด้วยดี และคุ้มครองผู้สมัคร”
เลขาธิการ กกต. เผยด้วยว่า “ล่าสุด E–War Room กกต. ได้รับข้อมูลร้องเรียนเข้ามาจำนวน 34 ข้อความ 5 คลิป ซึ่งเจ้าหน้าที่ กกต. กำลังวิเคราะห์เพื่อเสนอว่าข้อความใดขัดต่อกฎหมาย โดยจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ขัดกับข้อกฎหมาย และขัดกับระเบียบการเลือกตั้ง เช่น การใช้ถ้อยคำก้าวร้าว รุนแรง หรือหยาบคาย”
ส่วนวิธีการจัดการตรวจสอบข้อมูลเท็จที่นำเข้าสู่ระบบนั้น เลขาธิการ กกต. ระบุว่า “จะมีหน่วยงานกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และตำรวจ พิจารณาว่าจะลบข้อความหรือไม่ เพราะบางครั้งแหล่งที่มาอยู่ต่างประเทศ บางครั้งอาจผิดกฎหมายไทยแต่ไม่ผิดกฎหมายต่างประเทศ ซึ่งในส่วนนี้จะมีการพูดคุยกัน แต่หากพบว่าจดทะเบียนในประเทศไทย ไม่ว่าจะอยู่ตรงจุดไหน ก็สามารถติดตามตัวมาดำเนินคดีได้อย่างแน่นอน”




