แสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงความพร้อมในการจัดการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สมาชิกสภากทม. นายกเมืองพัทยา และสมาชิกสภาเมืองพัทยา ว่า ในส่วนของสำนักงาน กกต. ก็เป็นไปตามแผนที่วางไว้อยู่แล้ว
แต่ที่มุ่งเน้นเป็นพิเศษก็คือ การเตรียมพร้อมกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ให้ทำงานผิดพลาดน้อยที่สุด ทุกหน่วยเลือกตั้งอย่างเมืองพัทยาก็จะคัดเลือกผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่เราคิดว่ามีความพร้อมและสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ มาเข้ารับการอบรม ซึ่งมีเวลาพอสมควรเพราะจำนวนหน่วยเลือกตั้งในพัทยามีไม่มาก แต่ในส่วนของกทม.ที่มีจำนวนหน่วยมากถึงประมาณ 6,000 หน่วย ก็จะเน้นไปที่ตัวประธานกรรมการประจำหน่วย ให้สามารถดูแล กปน. คนอื่นๆ ให้ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างถูกต้องเป็นที่ยอมรับ
และอีกส่วนที่สำคัญที่สุดคือการให้ประชาชนได้มีส่วนร่วม ซึ่งเป็นมาเช่นเดียวกับทุกการเลือกตั้ง ซึ่งในส่วนของกทม.สำนักงานมีเจ้าหน้าที่ประมาณ 30 คน เราคงดูทั้งหมดไม่ได้ ก็ต้องให้ประชาชน หรือพรรคการเมืองเข้าไปช่วยดูว่า กปน. ปฏิบัติหน้าที่ได้ถูกต้องหรือไม่ หากพบว่าไม่ถูกต้องก็ต้องทักท้วง โดย กปน. จะบันทึกเหตุการณ์ที่มีการทักท้วงเอาไว้ หลังจากนั้น กกต.จะทำการตรวจสอบให้ทันที
นี่คือระบบการเลือกตั้งที่ถูกออกแบบให้เป็นของประชาชน เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างผู้สมัคร ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง และ กปน. ซึ่งทุกคนก็เป็นประชาชน กกต.เป็นเพียงผู้ตรวจสอบเมื่อมีเหตุที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย
แสวง ยังกล่าวถึงภาพรวมการแข่งขันใน กทม.ว่า “การแข่งขันในกทม.ทุกครั้ง ตนไม่ค่อยมีความหนักใจในเรื่องของแรงเสียดทาน ที่อาจจะทำให้เกินเลยในเรื่องของกฎหมาย เพราะอยู่ในพื้นที่เมือง จะมีอยู่บ้างก็ในเรื่องของคำพูด ซึ่งไม่ใช่ลักษณะของการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ยอมรับว่าการซื้อเสียงอาจมีบ้างในชุมชนแออัดแต่เราก็จะสอดส่องดูแล ผมคิดว่าการเลือกตั้งใน กทม.และพัทยา น่าจะเข้มข้นทั้ง 2 ที่ แต่ไม่มีความหนักใจว่าผู้สมัคร และผู้สนับสนุนจะทำเกินเลยกฎหมาย”
ส่วนนโยบายหาเสียง จะต้องมีการเน้นย้ำผู้สมัครว่าต้องไม่เกินเลยจากอำนาจของท้องถิ่นที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่ แสวง ระบุว่า “แต่ละท้องถิ่นจะมีอำนาจหน้าที่ของตัวเอง ตนคิดว่า ตัวผู้สมัครที่จะอาสามาทำงาน ก็ต้องศึกษาอำนาจหน้าที่ของท้องถิ่นนั้นๆ มาก่อนแล้วว่า ทำได้แค่ไหนอย่างไร ดังนั้นการหาเสียงเกินไปจากนั้น ก็จะเข้าข่ายจูงใจให้มีการหลอกลวง ซึ่งอาจมีคนมาร้องต่อ กกต. และเขาต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่เขาได้ทำ”
แต่ส่วนตัวยังคิดว่าผู้สมัครแต่ละคนมีความรู้ มีคุณวุฒิ และประสบการณ์ทางการเมือง คงได้ศึกษากฎหมายมาเป็นอย่างดีแล้ว
ขณะที่ในส่วนของผู้ช่วยหาเสียงนั้น ผมไม่เป็นห่วง เนื่องจากผู้สมัครต้องเป็นผู้แจ้งชื่อของผู้ช่วยหาเสียง แต่ในส่วนของคนที่รับมาช่วยโดยที่ตัวผู้สมัครไม่รู้ ซึ่งก็จะมีกฎเกณฑ์ในการดูแลอยู่ และทางสำนักงาน กกต. จะคอยจับตาดูว่าทำให้การแข่งขันมีความเที่ยงธรรมหรือไม่
สำหรับการรับมือกับการใช้ AI สร้างภาพในการหาเสียงหรือใส่ร้ายผู้สมัคร แสวง กล่าวว่า “หากมีการใส่ร้ายก็ถือว่าผิดอยู่แล้ว ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด ซึ่งสำนักงาน กกต. ก็จะคอยดูว่า มีการทำผิดกฎหมายอย่างไรหรือไม่ ตนยังเชื่อมั่นในตัวผู้สมัคร แต่สำหรับคนนอกที่ไม่ได้รับการแจ้งชื่อว่าเป็นผู้ช่วยหาเสียง อาจมีการทำเกินเลยได้ ตนมองว่าหากเป็นเทคโนโลยีทางดิจิทัลมันจะมีไว้เพื่อเผยแพร่ให้คนเห็น ไม่เหมือนการทำผิดกฎหมายอย่างอื่นที่จะไปแอบทำ อย่างไรก็ตามเจอ”




