'ฮั้ว สว.' เรื่องจริงที่ต้องรู้ ชำแหละ ‘กกต.’ วินิจฉัยคดี ชี้ช่องเอาผิดทางกฎหมาย

30 ก.ย. 2569 - 16:03

  • เปิดเบื้องหลัง 'เสียงข้างน้อย กกต.' คดีฮั้ว สว. ขอพูดแต่เรื่องจริงเท่านั้น 'โคทม' ซัด คดีอุฉกรรจ์การเมือง ถึงขั้นยึดรัฐ-อำนาจนิติบัญญัติ สงสัยการทำหน้าที่ ต้องช่วยดูสำนวน ไม่ใช่ตัดผู้ถูกกล่าวหา-เสนอพลิก 'วัส' ชำแหละดุลยพินิจ 'กกต.' ยังไม่เห็นเหตุผลรองรับมติ อยู่ในหลักมาตรฐาน 'ความเป็นกลาง' แค่ไหน ‘จรัญ’ ชี้ช่อง ร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน ชงเข้า 'ศาล รธน.' ล้มระบอบ 'สว.สีน้ำเงิน' มั่นใจ 6 เดือน พิจารณาเสร็จ 'วิชา' มอง 'ฮั้วทางการเมือง' เป็นพัฒนาการที่เลวร้าย เหตุรวมหัวกันล็อกผลลัพธ์ ใช้ช่องโหว่แทรกแซง กลายเป็นเกมของกลุ่มทุน

'ฮั้ว สว.' เรื่องจริงที่ต้องรู้ ชำแหละ ‘กกต.’ วินิจฉัยคดี ชี้ช่องเอาผิดทางกฎหมาย

สำนักงานราชบัณฑิตยสภา จัดโครงการราชบัณฑิตยสภานำความรู้สู่สังคม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 13 เรื่อง “คดีฮั้ว สว. : เรื่องจริงที่คนไทยทุกคนต้องรู้”

เปิดเบื้องหลัง 'เสียงข้างน้อย กกต.' คดีฮั้ว สว. ขอพูดแต่เรื่องจริงเท่านั้น

สิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสียงข้างน้อยในการลงมติคดีฮั้ว สว. และอดีตประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา กล่าวถึงคดีฮั้ว สว. ว่า ตั้งแต่การจะรับสมัครให้เข้า 20 กลุ่มอาชีพให้ถูกต้อง ก็ถือเป็นเรื่องน่าปวดหัวตั้งแต่เริ่มแรกแล้ว การบริหารจัดการเริ่มต้นก็ทุลักทุเลพอสมควร ส่วนตัวเชื่อว่า ผู้ที่ร่างกฎหมายนี้เห็นแล้วว่า กกต. ไม่สามารถทำได้เอง จึงไปอยู่ในความรับผิดชอบของฝ่ายปกครอง

สิทธิโชติ ระบุว่า เป็นหน้าที่ของ กกต. จะต้องวินิจฉัยว่า ผู้สมัครมีคุณสมบัติถูกต้องตามกลุ่มอาชีพหรือไม่ โดย กกต. มักอ้างแนวคำวินิจฉัยของศาลฎีกาในกรณีหนึ่งว่า หากระดับอำเภอรับสมัครมาแล้ว ก็ถือว่าชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งตนเองเป็นฝ่ายที่คัดค้านว่าควรมีการตั้งคณะกรรมการเพื่อไต่สวนว่าคุณสมบัติถูกต้องจริงหรือไม่

"ประชาชนอย่าเพิ่งเข้าใจผิดและสิ้นหวัง ประเด็นนี้ กกต. ยังสามารถวินิจฉัยได้อยู่ ตอนนี้เป็นกระบวนการเริ่มต้นกลไก" สิทธิโชติกล่าว

สำหรับกรณีโพยฮั้ว สิทธิโชติ เผยว่า เจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบโพยจำนวนมากในรอบการเลือกระดับประเทศ ในการเลือกรอบบ่ายจึงให้ดำเนินการจัดพิมพ์ใบแนะนำตัวหรือใบ สว. 3 ขึ้นมาใหม่ทั้งหมด เป็นการแก้ไขเฉพาะหน้า ตนเองก็เพิ่งมาเป็น กกต. ได้ 2 เดือน ณ เวลานั้น อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการในเวลานั้นไม่ค่อยดี เมื่อผู้สมัครรู้ตัวล่วงหน้า จึงเกิดความวุ่นวายดังที่ปรากฏในคลิปต่างๆ ซึ่งได้พยายามทำให้ดีที่สุดแล้ว แต่เรื่องนั้นก็ผ่านมาตามข้อเท็จจริงที่ได้รับทราบ

ส่วนเหตุผลในการตั้งคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 สิทธิโชติ ชี้แจงว่า เนื่องจากเดิม กกต. มีคณะกรรมการฯ ลักษณะดังกล่าวนี้อยู่แล้วจำนวน 25 คณะ แต่เนื่องจากคดีฮั้ว สว. มีเรื่องร้องเรียนจากทั่วประเทศ โดยเบื้องต้น กกต. ได้ยกคำร้องในระดับอำเภอทั้งหมด เนื่องจากพยานหลักฐานไปไม่ถึง

ผมได้หารือกับคณะกรรมการ กกต. ว่า เราจะปล่อยให้เรื่องเหล่านี้ผ่านเลยไป โดยที่คนทั้งประเทศรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้น แต่ กกต. ทำเป็นไม่รู้และยกคำร้องทั้งหมด กกต. จะให้ความเป็นธรรมกับแผ่นดินนี้ได้อย่างไร

— สิทธิโชติกล่าว

หลังจากการเลือก สว. แล้วเสร็จไป 6 เดือน กกต. จึงมีการขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่รัฐหลายหน่วยงาน เพราะมีความเห็นว่า หาก กกต. ลงพื้นที่สืบพยานหลักฐานหรือสอบปากคำเอง อาจไม่มีประสิทธิภาพเท่ากับเจ้าหน้าที่รัฐ ตำรวจ หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) จึงนำมาสู่การตั้งคณะกรรมการร่วมกัน เพื่อเป็นฝ่ายให้บริการด้านข้อมูลจากการสืบสวนในสำนวน

อย่างไรก็ตาม ไม่กี่เดือนหลังจากตั้งคณะกรรมการฯ มา ได้มีผู้ใหญ่จากฝั่งตำรวจโทรมาถามตนเองว่า คณะกรรมการฯ นี้จะทำงานจริงหรือไม่ เพราะตั้งแต่นัดประชุมครั้งแรกแล้วก็ไม่มีการนัดประชุมอีกเลย และไม่มีการใช้บริการด้านข้อมูลแต่อย่างใด จนเวลาล่วงเลยมาเป็นปี

"เรียนตรงๆ ว่า DSI ในเวลานั้นก็อยู่ภายใต้พรรคการเมืองอีกพรรคหนึ่ง ผู้ถูกกล่าวหาก็เป็นอีกพรรคหนึ่ง จึงเป็นปัญหาทางการเมืองที่ยุ่งไปหมด ในเวลานั้น หาก กกต. กระโดดเข้าไปรับลูก จะเหมือนกับเลือกฝั่ง ไม่มีความเป็นกลาง เราควรนั่งฟังก่อนว่าต้นสายปลายเหตุเป็นอย่างไร เราไม่อยากให้คนสงสัยว่าเราเข้าไปอยู่ฝ่ายไหน กระบวนการจึงล่าช้าไประยะหนึ่ง" สิทธิโชติ ระบุ

ต่อมา เมื่อยังไม่มีความคืบหน้าทางสำนวนที่จะทำงานได้ กกต. จึงตั้งคณะกรรมการไต่สวนฯ ชุดที่ 26 ขึ้นมา เพื่อดำเนินการในฝ่าย กกต. โดยมีการเรียกข้อมูล หลักฐาน และพยานจาก DSI มาสอบใหม่ทั้งหมดเพื่อยืนยัน แม้กระทั่งพยานที่ 16/26 ที่กลับให้การ ก็เคยมาให้การยืนยันกับคณะกรรมการฯ ชุดที่ 26 อีกเป็นครั้งที่ 3 จึงเป็นเหตุให้ตนเองมีข้อสงสัยดังกล่าว และมีความเห็นเป็นเสียงข้างน้อย

จากนั้น เมื่อมีการตั้งอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาด ชุดที่ 36 ตนเองได้ทราบว่า ประธานอนุกรรมการดังกล่าวซึ่ง กกต. ท่านหนึ่งตั้งมา ไม่มีการเรียกประชุมเลยถึง 45 วันตั้งแต่ตั้งอนุกรรมการฯ โดยอ้างว่าติดภารกิจต่างประเทศ เมื่อการพิจารณาล่าช้าจึงมีผลกระทบว่า กกต. บางคนหมดวาระแล้ว จึงมีการแต่งตั้ง กกต. ใหม่มาแทน ซึ่งตนเองจะไม่ก้าวล่วงความเห็น เพราะแต่ละคนก็มีดุลยพินิจ

สิทธิโชติ ชี้แจงถึงกรณีที่ กกต. ออกเอกสารข่าวชี้แจงพาดพิงตนเอง กรณีที่อ้างว่า กกต. มีมติ 4:3 เสียง ไม่รับสำนวนและเอกสารหลักฐานเส้นทางการเงินจาก DSI โดยระบุว่า ระหว่างที่พิจารณาอยู่ ทาง DSI มีหนังสือแจ้งมาว่า ในสำนวนคดีฟอกเงินมีทั้งภาพถ่าย เส้นทางการเงิน และเส้นทางการโทรศัพท์ซึ่งเกี่ยวพันกับผู้ถูกกล่าวหาประมาณ 8 คน หาก กกต. ต้องการพยานหลักฐานในสำนวนนี้ ก็ขอให้มีมติให้ส่งมา จึงเป็นที่มาของมติ 4:3 เสียง ว่าไม่รับ โดยเสียงข้างมากให้เหตุผลว่า สำนวนยังอยู่ที่อนุกรรมการฯ ชุดที่ 36 ยังมาไม่ถึง กกต.

สิทธิโชติ กล่าวว่า ตนเองได้คัดค้านด้วยเหตุผลคือ กกต. มีหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐาน เมื่อหน่วยงานของรัฐแจ้งมาเช่นนี้ ก็เห็นว่าเป็นประโยชน์ อีกทั้ง ร.ต.อ. ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต. ในฐานะประธานคณะกรรมการฯ ชุดที่ 26 เอง ก็เคยทำเอกสารแจ้งว่า ต้องการนำสำนวนนี้มาศึกษาวิเคราะห์ไว้ก่อน ซึ่งตนก็มองว่า เป็นผลดีต่อ กกต. ทั้งสิ้น แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ในการลงมติ

"ผมจะไม่พูดโกหก ผมจะพูดแต่เรื่องจริงที่เกิดขึ้นเท่านั้น ก็จะนำไปสู่สิ่งที่ผมเคยให้สัมภาษณ์ไป และจะไม่กล่าวซ้ำอีก" สิทธิโชติกล่าว

'โคทม' ซัด คดีอุฉกรรจ์การเมือง ถึงขั้นยึดรัฐ-อำนาจนิติบัญญัติ สงสัยการทำหน้าที่ ต้องช่วยดูสำนวน ไม่ใช่ตัดผู้ถูกกล่าวหา-เสนอพลิก

รศ.โคทม อารียา อดีตกรรมการการเลือกตั้ง กล่าวโดยสรุปว่า กระบวนการล่าช้า มองข้ามหลายประเด็นที่สำคัญ ที่สำคัญคือมองไม่เห็นระบบที่มีขบวนการจัดการ โดยตนในฐานะอดีต กกต. ยอมรับว่า วันนี้ลำบากใจที่จะพูดสมัยตนเองทำอะไรบ้าง เพราะคนละบริบทกัน แต่จะขอย้อนไปในสมัยที่ตนเองเป็น กกต. ซึ่งถือเป็น กกต.ชุดแรก มีการแยกคดีเลือกตั้ง ออกจากคดีอาญาชัดเจน

คดีเลือกตั้งต้องทำให้เสร็จเร็ว และต้องการเพียงแค่สอบสวนเบื้องต้น ด้วยการใช้หลักฐานที่เป็นวัตถุพยาน และพยานบุคคล เมื่อไต่สวน สอบสวนแล้วก็มาพิจารณากันว่า หลักฐานดังกล่าวพอเชื่อได้หรือไม่ ซึ่งในการเลือกตั้ง หากมีการซื้อเสียงแม้เพียงน้อยร้าย สันนิษฐานได้ว่า เขาไม่หยุดอยู่อย่างงั้น เพราะการซื้อเสียงโดยสามัญสำนึก คือต้องการชนะเลือกตั้ง ถ้าหากพบจับได้บางราย ก็สันนิษฐานได้ว่า เบื้องหลังมีระบบการซื้อเสียง มีการจัดตั้งระบบหัวคะแนนให้มาซื้อเสียง และเมื่อเป็นแบบนี้ก็แสดงว่า การเลือกตั้งไม่สุจริต

รศ.โคทม กล่าวว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ เรามองตัวบุคคล ในคดีอาญาไว้ที่หลัง เพราะในคดีเพราะทุกคดีเลือกตั้ง จะมีเส้นตายว่า หลังวันเลือกตั้ง จึงต้องรีบเร่งทำ ในขณะที่คนกระทำผิดทางอาญาอาญา เรามีเวลา และต้องหาหลักฐานเพิ่มเติม ซึ่งกระบวนการทำงานนั้น แยกกันอย่างชัดเจน

รศ.โคทม ชี้ให้เห็นถึงระบบการเลือกตั้ง สว. ในปัจจุบันมีปัญหาคือ 1.ซับซ้อน ยอกย้อนเกินไป เพราะเจตนาป้องกันการฮั้ว แต่ต้องยอมรับว่า คนที่ฮั้วเขาเก่ง 2.มีความพยายามที่จะชวนคนที่มีวุฒิ มีประสบการณ์ที่ผู้มีความรู้ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ซึ่งในความเป็นจริงมีน้อยมาก ก็เลยเป็นประตูไปสู่การจัดตั้ง และ 3.ไม่ได้มีการจับตา หรือสงสัยว่า จะมีการจัดตั้ง หรือขนคนไปสมัคร หรือคนไปสมัครปรึกษาหารือกันที่ไหน เพื่อเตรียมการ แต่การปล่อยไว้ ก็ทำให้การรรวบรวมพยานหลักฐานทีหลังได้ยาก

รศ.โคทม ยังระบุถึงอีกความบกพร่อง เมื่อเปิดทางให้มีการฮั้ว ก็ไม่ได้ระมัดระวังเท่าที่ควรในการจัดทำโพยต่างๆ ซึ่งตนเองไม่ทราบว่ามีการรวบรวมโพยเหล่านี้มาวิเคราะห์หรือไม่ เพราะถ้าหากนับคะแนน ก็จะต้องรู้ว่าในโพยมีชื่อใครบ้าง หากโพย 10 ชื่อตรงกันหมด สันนิษฐานตามหลักสถิติ มีโอกาสเป็นการจัดตั้งแน่นอน เพราะฉะนั้น การระมัดระวัง ก่อนการจะเลือก สว. จนถึงการเลือกระดับประเทศ ความระมัดระวังค่อนข้างน้อย

นอกจากนี้ ยังยกตัวอย่างบทความที่เคยเขียนว่า การเลือกตั้ง สว. เป็น “คดีอุกฉกรรจ์การเมือง“ เพราะ 2 วันหลัง หลังเลือกตั้ง มีการพาดหัวข่าวเช่น น้ำเงินยึดสภาสูง 61 % หรือ อหังการนายใหญ่บุรีรัมย์ แสดงว่า รู้กันแล้วว่าอะไรเกิดขึ้น ตรงกับสำนวนภาษาอังกฤษว่า “มีช้างอยู่ในห้อง” หรือสำนวนภาษาไทย “ช้างตายทั้งตัว เอาใบบัวมาปิดไม่มิด” เรื่องใหญ่โตมโหฬาร จึงเปรียบเลยว่า การเลือก สว.เป็นคดีอุกฉกรรจ์ทางการเมือง เป็นคดีที่ต้องมองให้กว้าง ไกล และลึก

รศ.โคทม อธิบายว่า การมองให้กว้าง คือต้องมองเห็นตัวผู้แสดง ตัวละครว่าเกี่ยวกับใครบ้าง การมองไกล ไม่ใช่ผลของคำวินิจฉัย ที่ไม่ได้มองแค่ว่าลงโทษใครกี่คน แต่กระทบถึงหน้าตากติกาการเมืองในอนาคต ส่งผลให้เกิดการกดดันในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะอยากลดทอนอำนาจขององค์กรอิสระ และปรับเปลี่ยนอำนาจของ สว. เนื่องจากถูกมองว่า การเมืองถูกกินรวบทางอำนาจ ส่วนทองให้ลึก คือ จะเห็นวัฒนธรรมอำนาจที่เป็นรากเหง้าของปัญหา วัฒนธรรมบ้านใหญ่ การซื้อเสียง ที่เป็นแก่นของชัยชนะการเลือกตั้ง และระบบอุปถัมภ์เครือข่ายผลประโยชน์ ที่หยั่งรากลึกแทรกซึมทำให้กติกาที่ออกแบบมาเพื่อป้องกัน แต่กลับแทรกซึมได้สำเร็จ แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของวัฒนธรรมเดิม

“วันนี้ผมอยากถาม กกต. ว่าทำไมไม่มองให้กว้าง ไกล และลึก ทำไมไม่รู้สึกว่า การฮั้ว สว. ในครั้งนี้ เป็นการยึดรัฐไปส่วนหนึ่ง ยึดอำนาจนิติบัญญัติไปส่วนหนึ่ง ซึ่งทั้งหมดนี้ ทำได้โดยไม่มีขบวนการเลยหรือไม่” รศ.โคทม กล่าว

รศ.โคทม กล่าวอีกว่า กกต.ต้องมีความซื่อสัตย์ สุจริต เป็นที่ประจักษ์ ตามที่รัฐธรรมนูญระบุ ซึ่งประชาชนก็ตั้งความหวังว่า ขอให้ดำเนินการตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้เป็นที่ประจักษณ์ ขณะเดียวกันในรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่า สว.จะต้องเป็นกลุ่มตัวแทนอาชีพ 20 กลุ่มเพื่อเป็นปากเสียง แต่วันนี้ไม่แน่ใจว่า ได้ผลออกมาตามเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่

แต่ประประเด็นสำคัญคือ กกต. ได้วางกฎระเบียบวิธีการการเลือกผู้สมัคร หรือการเลือก สว. เป็นไปตามเจตนารมย์ของกฎหมายมากน้อยอย่างไร เพราะการจะได้มาบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อที่จะมาดูแลผลประโยชน์ทั้งของวิชาชีพ และของส่วนรวมได้มากน้อยอย่างไร

รศ.โคทม กล่าวถึงการแถลงข่าววันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา รองเลขาธิการ กกต. ไม่ได้พูดถึงพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2567 มาตรา 62 เลย ทั้งที่มีการเขียนว่า ไว้ชัดเจนว่า หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ผู้สมัครหรือผู้ใดทำกระทำอันเป็นการทุจริต หรือรู้เห็นเป็นใจในการเลือกให้ กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อวินิจฉัยเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง ซึ่งเรื่องนี้คือประเด็นหลัก หากแยกคดีอาญา ออกจากคดีเลือกตั้ง ก็จะเป็นจุดที่ดำเนินการได้รวดเร็ว

อีกประเด็นที่ตนเองข้องใจเรื่องอนุกรรมการชุดที่ 26 กับ 36 โดยชุด 26 ดึงกันไปดึงกันมาล่าช้าไปบ้าง แต่สุดท้ายก็ผลการไต่สวนออกมา ให้ส่งเรื่องศาลฎีกาวินิจฉัย 229 คน แล้วทำไมจึงต้องอนุกรรมการชุดที่ 36 รองเลขาธิการบอกว่า งานมันเยอะ เลยต้องตั้ง ฟังแล้วย้อนแย้ง ก็คุณมี 35 ชุดอยู่แล้ว แล้วหน้าที่ไม่ได้มาวินิจฉัยข้อกฎหมายกลั่นกรองแบบตัดออก เพราะผิดข้อกฎหมายอาญา ไม่ใช่ อันนั้นไม่ใช่หน้าที่ของอนุชุดที่ 36

แต่ที่ต้องทำคือ อนุชุด 36 ต้องตรวจความเรียบร้อยร้อยสำนวนว่า ขาดตกบกพร่องหรือเปล่า พยายามช่วยสำนวนของอนุชุด 26 ไม่ใช่ตัดออก ก็ไม่เข้าใจ เพราะการตัดออกเป็นหน้าที่ศาลวินิจฉัยหรือไม่ ตนเองไม่เห็นความจำเป็นของอนุชุด 36 ยกตัวอย่างหากมีสำนวน 300 ชุด ก็แบ่งกันไปอนุละ 10 ชุด ก็พิจารณาได้อย่างว่องไว ถี่ถ้วน และจะไม่ถูกข้อครหาด้วยว่า อนุชุด 36 ถอดแบบ กกต. 7 คน เสมือนว่าแต่ละคนตั้งอนุกรรมการหนึ่งคน ให้ผู้กระทำการคือเอเยนต์ แบบนี้ดูแปลกๆ ที่จะทำเช่นนี้

รศ.โคทม เสนอว่า ต้องเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส ต้องพิจารณาการปฏิรูปการได้มาซึ่ง สว. ซึ่งต้องขอความร่วมมือจาก สว. ชุดนี้ด้วย และเมื่อมีการครอบคลุมอำนาจอย่างกว้างขวาง ถึงมีการตั้งชื่อว่า เป็นระบอบสีน้ำเงิน ตนเองก็อยากจะเสนอว่า เรามีภัยคุกคามเยอะแยะ แต่อำนาจไม่สามารถทำได้ทั้งหมดคุณมีอำนาจ คนอื่นที่ลดทอนด้วยอำนาจ เขาก็จะต่อต้านคุณโดยปริยาย

"วันนี้ถึงเวลาแล้ว จะต้องปฏิรูปวุฒิสภา กรุณาพิจารณาถึงระบอบสีน้ำเงินด้วย จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ถ้าหากทำได้ ก็จะทำร่วมกัน ไม่ใช่ให้ท่านทำแต่ลำพัง" รศ.โคทม กล่าว

'วัส' ชำแหละดุลยพินิจ 'กกต.' ยังไม่เห็นเหตุผลรองรับมติ อยู่ในหลักมาตรฐาน 'ความเป็นกลาง' แค่ไหน

วัส ติงสมิตร อดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวถึงการใช้ดุลยพินิจของ กกต. ใน วินิจฉัยกรณีฮั้ว สว.ว่า ว่าสำหรับการใช้อำนาจของ กกต. ว่า คำถามสำคัญคือ กกต. มีอำนาจ ในการใช้ดุลยพินิจแค่ไหน แล้วจะเท่ากับการตามอำเภอใจหรือไม่ ว่าขึ้นอยู่กับว่าใช้ภายใต้กรกรอบของวัตถุประสงค์และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด เท่านั้นหากเกินกว่านั้นคือตามอำเภอใจ ซึ่งหลักดังกล่าวเปิดให้ตัดสินใจได้หลายช่องทางตามความเหมาะสม เมื่อนำมาใช้กับการได้มาซึ่ง สว. ตามมาตรา 62 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ได้กำหนดเงื่อนไขให้ตัดสินใจได้เพียงทางเดียวคือ หากมีหลักฐานที่เชื่อได้ว่า ก็ไม่สามารถเลือกเป็นอย่างอื่นได้ต้องส่งศาลฎีกาเท่านั้น

แต่ปัญหาคือสิ่งที่เกิดขึ้นเข้าข่ายตามมาตรา 62 หรือไม่นั้น ต้องเกิดจากการประเมินน้ำหนักของพยานหลักฐานทั้งหมด และปัญหาต่อมาคือในการใช้อำนาจของ กกต. กฎหมายกำหนดไว้ว่า กกต. จะต้องใช้มาตรฐานความเป็นกลางสี่ประการ คือ สุจริต เที่ยงธรรม กล้าหาญ และปราศจากอคติ พร้อมตั้งคำถามว่า กกต. ใช้มาตรฐานดังกล่าวหรือยัง

ในส่วนของการวินิจฉัยขึ้นอยู่กับว่า ในขั้นตอนการรวบรวมพยานหลักฐานที่มีเหตุอันควรสงสัยมีเพียงพอให้ตั้งข้อกล่าวหาหรือไม่ หลังจากนั้นก็จะนำไปสู่หลักฐานอันควรเชื่อเพื่อให้ กกต. ลงมติว่าเป็นหลักฐานอันควรเชื่อได้ส่งไปยังศาลฎีกา จึงนำไปสู่คำถามว่าเป็นหลักฐานอันควรเชื่อได้หรือไม่ซึ่งมาจากบรรทัดฐานที่ กกต. ลงมติ เสียงข้างมาก ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลรองรับยืดยาว แต่มีหลักเพียงว่า เอาเปรียบผู้อื่นและเป็นธรรมหรือไม่ แต่เหตุผลของ กกต. เมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา กลับพบว่ายังไม่มีเหตุผลประกอบว่าดำเนินการต่อหรือยุติเพราะเหตุใด

สำหรับทางเลือกที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ วัส เห็นว่ามี 6 ช่องทางที่จะไปต่อได้ ช่องทางแรก คือการส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาซึ่งเป็นอำนาจของ กกต. ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิ์เลือกสามารถร้องเองได้หรือไม่ ตามรัฐธรรมนูญยังไม่พบว่าสามารถทำได้ แต่ก็ปรากฏบางกรณี ที่ศาลฎีกานับไปพิจารณา เช่น กรณีการจัดกลุ่มก็มีการนัดที่จะไต่สวนแล้ว ตน จึงเชื่อว่า หากผู้มีสิทธิ์เลือก สว. ส่งคำร้องไปยังศาลฎีกาก็สามารถทำได้

ช่องทางที่สองคือศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตรงสามารถที่จะยื่นฟ้องเอาผิดกับ กกต. แต่จะเข้าข่ายความผิดทางอาญาหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของศาล ซึ่งที่ผ่านมีแนวทางไม่แน่นอน

ช่องทางที่สามคือการร้องต่อ ป.ป.ช ซึ่งก็จะมีการไต่สวน ส่งเรื่องไปยังอัยการสูงสุดแล้วจึงจะเข้าสู่การพิจารณาของศาลได้ ส่วนจะไปถึงขั้นถอดถอน กกต. เนื่องจากมาตรฐานทางจริยธรรม ได้หรือไม่นั้น วัสประเมินไว้ในระดับต่ำ เนื่องจากใช้เวลานาน เพราะแม้แต่กรณี ศักดิ์สยาม ชิด ชอบ ที่ทั้ง สว. และ สส. ได้ยื่นคำร้องไปยังประธานรัฐสภา เพื่อให้แต่งตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ ตรวจสอบ ป.ป.ช. ในคดีดังกล่าว ผ่านมาสามเดือนกว่าแล้ว ก็ยังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด ซึ่งกรณีนี้ วัสตั้งข้อสังเกตว่า เข้าข่ายคดีอาญาแล้วหรือไม่

ช่องทางที่สี่ คือศาลอาญา และศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ในการเอาผิดต่อ กกต. ในทางอาญา อาจมีส่วนเกี่ยวข้องเพียงเล็กน้อยในกรณีที่มีการเปิดเผยข้อมูลผู้สมัครในระดับอำเภอ แต่ผลกระทบส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับตัวผู้สมัคร สว. มากกว่า และไม่ได้มีผลต่อ การลงมติของ กกต. เมื่อวันที่ 14 กันยายน ที่ผ่านมาแต่ อย่างใดอีกทั้งยังต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการกว่าสามชั้นศาล ได้แก่ ศาลชั้นต้น ศาลอุธรณ์ และศาลฎีกาฎี

ช่องทางที่ห้า คือช่องทางการร้องต่อศาลปกครองก็ใช้เวลานานเช่นเดียวกัน และช่องทางที่หก คือการร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การเลือกตั้ง สว. เป็นโมฆะ วัส มองว่าไกลเกินไป เพราะในรัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุ ถึงความลับในการลงคะแนนของ สว. ในอยู่ใน พ.ร.ป การได้มาซึ่ง สว. ซึ่งเป็นกฎหมายระดับรอง จึงไม่ใช่อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ

‘จรัญ’ ชี้ช่อง ร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน ชงเข้า 'ศาล รธน.' ล้มระบอบ 'สว.สีน้ำเงิน' มั่นใจ 6 เดือน พิจารณาเสร็จ

ศ.พิเศษ จรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และอดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า กระบวนการที่ประชาชนเห็นตรงกันว่า ไม่สุจริต ไม่เที่ยงธรรม ขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ผิดกันมาตั้งแต่การวางระบบการได้มาซึ่ง สว.ประกอบกับได้ กกต. ชุดใหม่ที่ไม่เคยทำระบบนี้มาก่อน จึงไม่กระชับรัดกุม ปล่อยไปอย่างนี้ไม่ได้ เพราะกลุ่มไหนสีไหนฮั้วเก่งกว่ากันเท่านั้น คนที่ฮั้วไม่เก่งก็ได้น้อย คนที่ฮั้วเก่งก็ได้เยอะหน่อย ฉะนั้นจึงต้องมีการเปลี่ยนระบบ แก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม แต่อีก 5 ปีก็คงไม่สำเร็จ

หากใช้กระบวนการอย่างในปัจจุบัน คงไม่มีทางที่จะล้มระบบ สว.สีน้ำเงินได้ หากศาลฎีกาเฮี้ยนหนักใช้อำนาจเรียกพยานหลักฐานที่ยังขาดวิ่นเข้าไปดู จะเห็นว่าผู้ที่ถูก กกต.ชี้มูล 77 คน ผิดหมด ก็ต้องเพิกถอนสิทธิ์รับสมัครเลือกตั้งของ 77 คนนี้ เท่ากับจบอย่างนั้น ไม่กระเทือนระบบ เพราะกว่าศาลฎีกาจะตรวจดูแต่ละคนครบ คาดว่าอาจใช้เวลา 3 ปี เว้นแต่ศาลเฮี้ยนมากพิจารณาทุกวันอาจจะเสร็จภายใน 1 ปี หลักฐานที่เรียกมาเส้นทางการเงินก็ดี พยานกลับคำสองตลบสามตลบก็ดี เอาเครื่องจับเท็จเข้ามาใช้ก็ดี ถือเป็นอำนาจตามกฎหมายที่สามารถทำได้ เพราะเป็นพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชนิดหนึ่ง

อย่างไรก็ดีหากมี สว.หลุดออกจากตำแหน่งจากคดีนี้ก็ไม่กระเทือน เพราะมี สว.สำรองที่เลื่อนมา หากมีการดำเนินคดีอาญาอย่างเร็วที่สุดคงใช้เวลา 5 ปี เขาก็ไปเลือกแบบใหม่กันแล้ว ช่องทางศาลฎีกา ศาลปกครอง และศาลอาญา แม้จะมีอำนาจเอาผิดระบบการเลือก สว.ปี 67 ได้ แต่ไม่มีโอกาสที่จะล้มระบบที่เรียกว่าเป็นจุดเสื่อมของระบอบประชาธิปไตย

ดังนั้น การจะไปให้เร็วคือ ใช้ช่องทางศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีหน้าที่และอำนาจตรวจสอบระบบการจัดเลือกตั้งว่า ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ หากขัดแย้งก็ไม่สามารถใช้บังคับได้ ต้องเลือกใหม่ล้มทั้งสภาฯ ซึ่งใช้กับระบบเลือก สว.ด้วย

— ศ.พิเศษ จรัญ ชี้ช่อง

ยกตัวอย่าง คดีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ที่ใช้ช่องทางศาลรัฐธรรมนูญ หากศาลเฮี้ยนอาจทำให้ สส. 500 คนที่เลือกมาตกงานกันหมด ซึ่งตนเองเห็นด้วยกับคำวินิจฉัยว่า การเลือกตั้งไม่ถึงขนาดเป็นเรื่องไม่ลับ ไม่มีประเทศใดที่ล้มการเลือก สส.จากเหตุใช้บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด ซึ่งหากคดีฮั้ว สว.เดินแนวทางเดียวกันกับคดีดังกล่าว ก็ใช้เวลาพิจารณาประมาณ 9 เดือน

ศ.พิเศษ จรัญ กล่าวถึงกรณีการเลือก สว.มีผู้ร้องศาลรัฐธรรมนูญแล้ว 3 ราย แต่ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้อง เพราะพิจารณาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องให้ผู้เสียหายฟ้องตรงได้ แต่คดีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ที่ศาลรัฐธรรมนูญลงมติ 6:3 รับคำร้องไว้พิจารณา เพราะผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นผู้ร้องเอง เช่นเดียวกับคดีฮั้ว สว. ถ้าผู้ตรวจการแผ่นดินรับคำร้องผู้เสียหายที่มีเป็นร้อยเป็นพัน ส่วนตัวก็เห็นหลักฐานตั้งแต่วันประกาศผลการเลือกในระดับประเทศใหม่ ๆ เช่น โพยที่ทิ้งอยู่ในห้องน้ำ ฉะนั้น ผู้ตรวจการแผ่นดินไม่อาจจะตีตกเรื่องนี้ได้

ศ.พิเศษ จรัญ มั่นใจว่าศาลฎีกาจะใช้อำนาจเรียกพยานหลักฐาน เช่น การติดต่อสื่อสารทางโทรศัพท์ แอปพลิเคชั่นไลน์ และเส้นทางการเงินที่ กกต.ตีตก ซึ่งตนเองยังสงสัยว่าใช้เหตุผลอะไรในการตีตก เพราะคดีนี้เป็นคดีรวมหัวกันทุจริตรายใหญ่ หากไม่รับหลักฐานเกี่ยวกับเส้นทางการเงินก็จบ ตนเองจึงสนับสนุนคนที่เสนอขอให้ศาลฎีกาใช้เครื่องจับเท็จ เรียกพยานที่กลับคำสามตลบไปเบิกความอีกครั้ง และแม้จะไม่ใช้เครื่องจับเท็จคดีพยานกลับคำให้การ พนักงานสอบสวนก็จะต้องรวมคำให้การนั้นไว้ในสำนวน และอัยการจะนำสืบต่อศาลแทบทุกคดี กลายเป็นพยานปรปักษ์ ซึ่งศาลฎีกาก็วางบรรทัดฐานมาตั้งแต่โบราณให้ช่างน้ำหนักในสิ่งพยานให้การ ท่านวินิจฉัยได้ตามหลักเกณฑ์ พร้อมกับพยานห

ศ.พิเศษ จรัญ มองว่า คดีฮั้ว สว.หากมีผู้เสียหายไปร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ผู้ตรวจการแผ่นดินจะตีตกไม่ได้ เพราะมีหลักฐานค่อนข้างชัดเจน เชื่อได้ว่าฮั้วกันทั้งระบบ มีการจัดตั้งมาจากแหล่งใหญ่และจัดตั้งระบบย่อย หากส่งเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ ตนเองมั่นใจว่าศาลรัฐธรรมนูญจะรับคำร้อง เชื่อว่าจะวินิจฉัยได้เร็วภายใน 1 ปี หากเอาจริง 6 เดือนก็ทำเสร็จแล้วเพราะพยานหลักฐานมีการตกผลึกมาแล้ว

ส่วนศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่า ขัดหรือแย้งรัฐธรรมนูญหรือไม่ หากพิจารณารัฐธรรมนูญมาตรา 107 ระบุไว้ว่า การจัดเลือกตั้ง สส.และ สว.ของ กกต.ต้องสุจริตเที่ยงธรรม เมื่อหลักฐานชัดเจนว่าไม่สุจริต ไม่เที่ยงธรรม การเลือก สว.ปี 67 ก็จะขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญ อีกทั้งรัฐธรรมนูญ มาตรา 215 วรรค 1 และวรรค 2 ยังระบุว่า กกต.และองค์กรอิสระต้องปฏิบัติหน้าที่อิสระ ไม่อยู่ ใต้อาณัติคำสั่งใคร ไม่ตอบแทนบุญคุณใคร และต้องปฏิบัติหน้าซื่อสัตย์ สุจริต เป็นธรรม โดยมาตรา 224 (1) (2) กกต.จัดการเลือก สว.ไม่สุจริต ไม่เที่ยงธรรม ขัดแย้งรัฐธรรมนูญ ดังนั้นกรณีดังกล่าว กกต.ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง สว.ทั้ง 200 คนอาจตกได้

“ขออย่าไปกังวลเรื่องการเล่นงาน กกต. อย่าปลุกระดมมวลชนลงถนนเพราะไม่ได้ช่วยอะไรเลย มันทำร้ายระบอบประชาธิปไตยด้วยซ้ำ ม็อบไม่ใช่ประชาธิปไตย ผมไม่เห็นด้วยกับการปลุกระดมมวลชนเป็นม็อบ” ศ.พิเศษ จรัญ กล่าว

'วิชา' มอง 'ฮั้วทางการเมือง' เป็นพัฒนาการที่เลวร้าย เหตุรวมหัวกันล็อกผลลัพธ์ ใช้ช่องโหว่แทรกแซง กลายเป็นเกมของกลุ่มทุน

ศาสตราจารย์พิเศษ วิชา มหาคุณ คณบดีและผู้อำนวยการหลักสูตรนิติศาสตรดุษฎีบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต อดีตกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และอดีตประธานแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลฎีกา ระบุว่า เราไม่ค่อยได้ใช้ระบอบประชาธิปไตยเท่าไหร่นัก เพราะไม่ทันใจมีปัญหาเยอะแยะ มีการแสวงหาผลประโยชน์จากองค์กรทางการเมือง หรือผู้ที่ดํารงตําแหน่งทางการเมืองบางส่วน เราต้องช่วยกันประคับประคองระบอบประชาธิปไตย ให้ประชาชนใช้สิทธิเสรีภาพอย่างสุจริตเที่ยงธรรมตามรัฐธรรมนูญต้องการ

"คนเราโดยมากเข้าใจผิด โดยเฉพาะผู้รับเหมาว่า ฮั้วกันเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่เป็นไร ติดคุกตลอดชีวิตนะครับ แต่ราชทัณฑ์จะเปลี่ยนเป็นอะไรก็อีกเรื่องหนึ่ง ไม่เกี่ยวกับศาล เพราะศาลถือว่ารุนแรงมาก เช่น คดีจํานําข้าวที่ตนเองเคยทํา เป็นการยึดกลุ่มอํานาจในการเสนอราคา ทําให้ได้ไปโดยปราศจากการมีคู่แข่งขัน" ศ.พิเศษวิชา ย้ำ

ศ.พิเศษวิชา กล่าวถึงการฮั้วทางการเมืองว่า อาจเรียกเป็นพัฒนาการที่เลวร้ายมาก เพราะเป็นเรื่องกลุ่มบุคคลหรือนักการเมือง รวมกันวางแผนจัดตั้ง หรือเลือกตั้ง ล็อกผลลัพธ์ทางการเมือง เพื่อให้เป็นไปตามความมุ่งหมายของฝ่ายตนเอง รวมหัวกันเพื่อเอาเปรียบคนอื่น ให้ตัวเองได้รับประโยชน์

ศ.พิเศษวิชา ระบุว่า ตนเองยังคิดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งจําเป็น ไม่ควรปิดช่องทางเสียเลย เราสามารถทําไปพร้อมกันได้ หรือการนำเข้าศาลอื่น แม้บางอย่างจะหวังไม่ค่อยได้ หรือมีความหวังต่ำ หรือระดับปานกลาง แต่ดูแล้วไม่มีอะไรสูงเลย

สำหรับการนำกระบวนการฮั้วเลือก สว. จะเข้าไปสู่กระบวนการที่อาจขัดหรือไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ภายใต้อํานาจของศาลรัฐธรรมนูญนั้น อย่างไรเสีย สิ่งที่เราจะต้องพิจารณาคือการไต่สวนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าเป็นสิ่งที่ไม่สุจริตและไม่เป็นธรรมหรือไม่ เพื่อให้การเลือกตั้งนั้น นําไปสู่การเรียกสํานวน เพื่อจุดมุ่งหมายอันเดียวกัน คือ ให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เป็นผู้ดำเนินการ

แต่การต้องถือสำนวนของ กกต.เป็นหลัก ก็ยังสามารถเรียกพยานหลักฐานเพิ่มเติมในส่วนที่ยังสงสัยได้หมด เหมือนศาลอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง และคดีทุจริต ซึ่งจะเป็นระบบไต่สวน ถือสำนวนของ ป.ป.ช.เป็นหลัก สามารถไต่สวนจนสิ้นสงสัย ไม่มีระบบสงสัย แล้วยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย เหมือนคดีอาญา

"ถ้า กกต. ท่าน ใดชุดใด หรือศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งชุดใด ไปคิดว่า ตนเองจะต้องพิสูจน์จนกว่าจะสิ้นสงสัย และถ้าสงสัย แล้วให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้กับจําเลย ผิดอย่างมหันต์ ผิดอย่างถอนรากถอนโคน มันเป็นไปไม่ได้ ในระบบการพิจารณาคดีทางการเมือง" ศ.พิเศษวิชา

ศ.พิเศษวิชา เน้นย้ำว่า คดีนี้ไม่ใช่คดีอาญา แต่เป็นการวางระบบทางการเมือง ที่ต้องสุจริตและเที่ยงธรรม ในการกลั่นกรองของ กกต. จึงไม่ได้ใช้หลักต้องพิสูจน์จนที่สงสัย แต่ใช้การพิสูจน์ มีพยานหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ซึ่งต้องส่งไปให้ศาลฎีกาพิจารณา ใช้ดุลยพินิจว่า จะให้เพิกถอนสิทธิ์การเลือกตั้งหรือไม่

"กฎหมายไทยเป็นระบบผสม หรือจะเรียกว่ายําใหญ่ก็ได้ เห็นอะไรของเขาดีก็เอามาหมด แล้วก็เอามาใช้กับกระบวนการที่ส่วนมากเราขี้เกียจจะพิสูจน์ จะพิสูจน์อะไรกัน วุ่นวาย ปวดหัว เพราะฉะนั้น จะมีผู้พิพากษาที่ขี้สงสัยมากๆ ยกฟ้องเยอะ" ศ.พิเศษวิชา มอง

ศ.พิเศษวิชา มองกระบวนการดําเนินการ ที่ต้องทําให้ศาลเข้าใจในจุดแรก ว่าคดีฮั้ว สว.เกิดขึ้นได้อย่างไร ซึ่งจะเป็นตัวหลักของระบบเลือกตั้งกลไกตามรัฐธรรมนูญ ว่าให้เลือกกันเอง และเลือกไขว้ระหว่างกลุ่มอาชีพ คำนี้เป็นสิ่งที่แตกต่างจากการเลือก สส. ฟ้ากับเหว ไม่มีประชาชนทั่วไปมาลงคะแนน จึงเป็นช่องโหว่ที่ทําให้เกิดการฮั้ว เพราะมีการสมัครที่ไม่ลงคะแนนให้ตัวเอง ขัดต่อหลักการเลือกสมาชิกโดยสุจริต แต่นี่เข้าไปโดยไม่ต้องการให้เลือกใครเลย แต่ฉันจะเลือกคุณ และมีโพยไว้เรียบร้อยแล้ว มีข้อตกลงกันแล้ว

ดังนั้น จึงมีการจ้างสมัครบล็อกโหวต ผลประโยชน์ หรือการเกณฑ์คน เครือข่ายทางการเมือง และกลุ่มผลประโยชน์ เพื่อทําหน้าที่เป็นหัวคะแนน หรือมาลงคะแนนกับผู้สมัครที่ถูกวางตัวไว้ คนที่เป็นผู้สมัครไม่มีเจตนาจะเป็น สว.เลย ต้องการเข้ามาโหวตตามคําสั่ง นี่ต้องนํามาอยู่ในสํานวนให้ครบถ้วนบริบูรณ์ โดยเฉพาะโพยฮั้ว ที่ทําให้ผู้สมัครที่ตั้งใจเข้ามา ถูกตัดสิทธิ์ออกไป ถูกน็อคกลางอากาศ เข้าไปก็ได้เฉพาะคะแนนที่ตัวเองลงเท่านั้น เมื่อไม่มีคะแนนจัด ตั้งก็ไม่ได้คะแนนอะไรเลย และยังมีการจัดเลี้ยงและนัดแนะนอกรอบอีก

"สิ่งเหล่านี้ทําลายเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ที่ออกแบบระบบมาเพื่อให้ได้ สว. เป็นตัวแทนของกลุ่มอาชีพ ที่หลากหลาย และมีความบริสุทธิ์ใจ เป็นหัวใจของการออกแบบ ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อให้ฮั้วกันแบบนี้หรอก แต่เป็นช่องโหว่ ที่เกิดการแทรกแซง ทําการฮั้ว เป็นเกมของกลุ่มทุน และพรรคการเมืองบางพรรค ที่เข้ามากินรวบในสภาสูง เพราะเจตนารมณ์เขาต้องการให้มาเลือกคนในองค์กรอิสระ จึงทําให้อยู่ในมือ สว.จำนวนมาก แต่จะไม่พูดว่ากลุ่มของใคร เพราะท่านนายกฯ บอกว่าอย่าไปพูด ขอให้เข้าใจเอาเองแล้วกัน" ศ.พิเศษวิชา ระบุ

ศ.พิเศษวิชา มองว่า ขัดกับการคานอํานาจ เพราะวุฒิสภาควรทําหน้าที่เป็นสภาผู้ทรงคุณวุฒิ ตรวจสอบการทํางานของสภาผู้แทนราษฎร และรัฐบาล รวมถึงแต่งตั้งองค์กรอิสระ ถ้า สว. ได้มาเพราะการฮั้ว โดยเครือข่ายของกลุ่มการเมือง หรือพรรคการเมือง เท่ากับว่าพรรคการเมืองสามารถควบคุมกลไกการตรวจสอบทั้งหมดของประเทศไปโดยปริยาย

ศ.พิเศษวิชา ยังมองอีกว่า ขาดความยึดโยง และความชอบธรรมต่อประชาชน เพราะ สว. ที่เข้ามาโดยวิธีนี้ จะไม่ใช่ผู้แทนของปวงชนชาวไทย แต่เป็นตัวแทนของคนที่อยู่เบื้องหลัง "มาจากระบบกระซิบใช่ไหมท่านนายกฯ" กลายเป็นผู้แทนจากอํานาจเงิน และอิทธิพล ที่กําหนดตัวแทน ส่งผลต่อกฎหมาย หรือการตัดสินใจต่าง ๆ ในอนาคต ที่ขาดความเชื่อถือ ขัดต่อหลักความศรัทธา เชื่อถือ และไว้วางใจต่อองค์กรแห่งรัฐ ที่จะถูกทําลายในทันที

ศ.พิเศษวิชา ระบุด้วยว่า เมื่อขาดความไว้วางใจแล้ว ก็จะขาดจริยธรรม ขององค์กร หรือผู้ปฏิบัติหน้าที่ทางการเมือง ถ้าไม่ได้รับความไว้วางใจ ต้องถูกทําให้พ้นจากตําแหน่งในทันที ทําให้มีกระบวนการมาตรฐานทางจริยธรรมเข้ามา โดย ป.ป.ช.ส่งศาลฎีกา

ศ.พิเศษวิชา ยังเห็นว่า จะสร้างความเหลื่อมล้ํา และทําลายระบบนิติรัฐ ปล่อยให้ผู้ทําผิดกฎหมาย ใช้อํานาจเงิน และอิทธิพล เข้าสู่กระบวนการอำนาจรัฐ บ่อนทําลายหลักนิติธรรมอย่างรุนแรงที่สุด ซึ่งควรจะต้องทําโดยปราศจากอําเภอใจใช้ดุลพินิจ ไม่ทําอะไรที่ใช้อํานาจบาตรใหญ่ ยึดกุมอํานาจรัฐ คนดีที่ตั้งใจเข้ามาด้วยความรู้ความสามารถกลับไม่มีโอกาสเลย ขัดต่อรัฐธรรมนูญอย่างร้ายแรง ในระบอบประชาธิปไตย

"ถ้าเรายอมให้ระบอบอย่างนี้ ยังคงอยู่ ระบอบประชาธิปไตยจะถูกทําลาย และระบอบเผด็จการที่เราไม่ต้องการจะเข้ามา ต้องแก้ไข ท่านผู้ที่มีจิตใจเป็นธรรมทั้งหลาย ถ้าอยากให้ระบอบการปกครองประชาธิปไตยคงอยู่ เราต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหาให้เร็วที่สุด 6 เดือนก็ช้าไปแล้ว ต้องภายใน 3 เดือน" ศ.พิเศษวิชา ทิ้งท้าย

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์