ก่อนถึงสิ้นเดือน (31 ส.ค.) ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เคยคาดการณ์ไว้ว่าจะต้องพิจารณา 'คดีฮั้ว สว.' ให้แล้วเสร็จตามกรอบเวลา และจะมีการนัดประชุม เพื่อลงมติต่อไป ไม่ใช่วันที่ 28 ส.ค.อย่างที่มีรายงานข่าว
Spacebar พาตามดูพยานหลักฐานที่ 'iLaw-ฝ่ายค้าน-นักวิชาการ' ค่อยๆ เปิดเผยออกมาอย่างต่อเนื่อง และยิ่งเหมือนจะเร่งขึ้นแรงขึ้นเรื่อยๆ จากการเลือกโรงแรมมารวยการ์เด้น เยื้องกับที่ทำการพรรคภูมิใจไทย จัดงาน 'ชนกำแพงให้จบๆ ผ่าพิภพ สว.'
ภายหลัง ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการบริหารโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ขนเอกสารบางส่วนของข้อมูลสำนวนกว่า 90,000 หน้า พร้อมระบุว่าได้มาจากคนที่เกี่ยวข้องกับการสืบสวนสอบสวน
(ต่อมา พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ยืนยันว่าเอกสารดังกล่าวเป็นของจริง แต่ต้องตรวจสอบว่าได้มาโดยชอบหรือไม่ และ ศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะประธานคณะทำงานด้านกฎหมายพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยว่า คือคนในกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งมีส่วนร่วมอยู่ในคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26)
หาก กกต. ตัดสินใจไม่สั่งฟ้อง ก็จะจะเปิดเผยเนื้อหาในสำนวนฟ้องทั้งหมดให้ประชาชนได้รับรู้ และหาก กกต. เลือกสั่งฟ้องแค่บางคน เราจะดูว่าท่านปล่อยใครไป หรือยกคำร้องใคร เราจะเปิดข้อมูลของคนนั้น กกต. ไม่ฟ้องคนไหน เราเปิดคนนั้น
— ยิ่งชีพ ประกาศไว้
ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาเหล่านี้ ได้มีการอ้างอิงตั้งแต่สถิติ-ตัวเลข-ลำดับ-โพยฮั้ว-แพทเทิร์นคะแนน-เส้นเงิน-ศูนย์ทำโพย-เอกสาร สว.3-พยาน มุ่งเน้นไปที่ระดับ 'รัฐมนตรี' และ 'เครือข่ายอดีตแกนนำพรรคภูมิใจไทย'
เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน กลับดูเหมือนว่า 'ฝ่ายต่อต้านระบอบสีน้ำเงิน' ตั้งใจจะเปิดทุกหลักฐานที่สำคัญให้หมดก่อนจะถึงวันชี้ขาด โดยเฉพาะกับ 'รายชื่อที่มีเปอร์เซ็นสูงว่าอาจไม่โดนสั่งฟ้อง'
สัมพันธ์ 'ผู้สมัคร สว.' โทรศัพท์หา 'กลุ่มยังเติร์ก'
'สองพี่น้องอ่างทอง' ถูกเปิดเผยว่า พบข้อมูลประวัติการโทร (call log) กับ 'ผู้สมัคร สว.' ระหว่างการเลือก สว.ระดับประเทศ ในเวลาที่ผู้สมัครควรถูกเก็บโทรศัพท์ไป โดยทั้งต้นทางและปลายสาย มีพิกัดอยู่ที่อิมแพคอารีนา เมืองทองธานีเช่นกัน
คือ ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ได้ยื่นหนังสือถึง DSI เพื่อให้มีการตรวจสอบถึงแหล่งที่มาของชุดข้อมูลดังกล่าว และ กรวีร์ ปริศนานันทกุล วิปรัฐบาล ในฐานะกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย พร้อมเน้นย้ำว่า การพิจารณาเรื่องนี้ ควรแยกข้อกล่าวหา ข้อเท็จจริง และคำตัดสินออกจากกัน "ข้อกล่าวหาไม่ใช่ข้อเท็จจริง ข้อเท็จจริงไม่ใช่ข้อสรุปว่ามีความผิด และข้อกล่าวหาไม่ใช่คำตัดสิน"
ต่อเนื่องกับการนำข้อมูลมานำเสนอว่า ผู้เชี่ยวชาญประจำตัว ของ 'ชลัฐ รัชกิจประการ' สส.บัญชีรายชื่อ และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย ได้มีการโทรศัพท์หา สว. 19 คน ในช่วงคาบเกี่ยวกับการเลือก สว.
รายล่าสุด 'เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์' รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และรองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ก็พบประวัติการโทรหากัน ช่วงเลือก สว. กับ 'สว.ปัจจุบัน' และบางรายยังโทรหาบิดา 'ชาดา ไทยเศรษฐ์' สส.อุทัยธานีพรรคภูมืใจไทย รวมไปถึงการตั้งข้อสังเกตในความสัมพันธ์กับเจ้าของโรงแรม ซึ่งถูกกล่าวอ้างว่า เป็นการประชุม เพื่อจัดทำโพย ในวันก่อนเลือก สว. ด้วย
ความเห็น 'เลขาฯ กกต.' สั่งฟ้อง 136 สว.-17 เครือข่ายการเมือง
iLaw เริ่มเผยแพร่ เอกสารสรุปความเห็น ของ ครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ปฏิบัติหน้าที่แทนแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ที่ทำไว้ เมื่อ 15 กันยายน 2568
โดยเสนอให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของ สว. อย่างน้อย 136 คน ที่มีชื่อปรากฏในโพย และยังพบเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายผู้สมัคร สว. อีกอย่างน้อย 17 กรณีทั่วประเทศ ครอบคลุมทั้งอดีตนักการเมือง สส. และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยบางส่วน
ทั้งนี้ จะเปิดข้อมูล 'ความเห็นเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง' เรื่องสำนวนคดีโกงเลือก สว. 2567 ทุกวัน ในเวลา 15.00 น. จนกว่า กกต. จะ #สั่งฟ้อง229
คำให้การ 'ประธานสโมสร-คนในที่ประชุมพรรค' ?
ลอย ชุนพงษ์ทอง นักคณิตศาสตร์ ได้ทยอยเปิดเผยข้อมูลอีกส่วนหนึ่ง ที่อ้างว่า คือคำให้การของผู้ถูกกล่าวหา อาทิ
ผู้ถูกกล่าวหาที่ 228 บางช่วงบางตอน ระบุว่า ขอปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดโดยสิ้นเชิง เนื่องจากข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น อีกทั้งข้าพเจ้าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ไม่ว่าจะในฐานะตัวการ ผู้สนับสนุน หรือผู้มีส่วนร่วมรับรู้ในการกระทำ โดๆ ตามที่ถูกกล่าวหา
ในช่วงเวลาที่ถูกกล่าวหา ตั้งแต่ประมาณเดือนเมษายน 25687 จนถึงปัจจุบัน ข้าพเจ้ามีสถานะเป็นเพียงสมาชิกสามัญของพรรค___มิได้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือมีบทบาทในการกำหนดนโยบาย หรือบริหารงานใด ๆ ภายในพรรคมาเป็นเวลานานหลายปีแล้ว ดังนั้น จึงไม่มีเหตุผลหรือความจำเป็นใดที่ข้าพเจ้าจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการบริหาร หรือการดำเนินกิจกรรมของพรรค___
อนึ่ง ข้อเท็จจริงเดียวที่ข้าพเจ้าสามารถนำมากล่าวเพื่อแก้ข้อกล่าวหาได้ คือข้าพเจ้าประกอบอาชีพเป็นนักธุรกิจที่มีบทบาทสำคัญในหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการบริหารกิจการของบริษัท___จำกัด ในฐานะประธานสโมสร___และการบริหาร ___ในฐานะประธานบริหาร
ผู้ถูกกล่าวหาที่ 187 ซึ่งลอยเห็นว่า คือคนสำคัญอันดับ 2 บางช่วงบางตอน ระบุ ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สังกัดพรรค___และ___พรรค___ขอปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
ยืนยันว่า ไม่ได้กระทำหรือร่วมกันกระทำ ก่อ สนับสนุน รู้เห็นเป็นใจ กับผู้ใด ในการวางแผนให้ได้มาซึ่ง สว. โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในทุกกรณี ไม่ได้กระทำ หรือร่วมกันกระทำ ก่อ สนับสนุน รู้เห็นเป็นใจกับผู้ใด ในการกระทำการอันเป็นการช่วยเหลือโดยวิธีใด ๆ ให้ผู้สมัคร หรือผู้มีสิทธิเลือก สว.ใด ได้รับเลือกเป็น สว. หรือทำให้ผู้สมัคร หรือผู้มีสิทธิเลือก สว.ใด ไม่ได้รับเลือกเป็น สว. และยืนยันว่า ในการประชุมพรรคภูมิใจไทยทุกครั้ง ไม่มีผู้ใดกระทำความผิดตามข้อกล่าวหาแต่อย่างใด
'ปชน.' จัดอีเวนท์ใหญ่ โรงแรมพลูแมน ก่อนวันออกมติ
เวทีผู้นำฝ่ายค้านฯ 'การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น ความจริงที่สังคมต้องการคำตอบ' ซึ่งจะจัดขึ้นที่โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพ (รางน้ำ) ในวันที่ 29 ส.ค.นี้ ถูกคาดหมายว่า น่าจะมีการเปิดข้อมูลชุดใหญ่ทิ้งท้าย หรือนำหลายความเห็นมาร่วมกดดัน ก่อนห้วงวันที่ กกต.จะออกมติ
เริ่มต้นด้วยการปาฐกถาพิเศษ โดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร แล้วนำเหล่าอดีตผู้นำฝ่ายค้านฯ อย่าง ชัยธวัช ตุลาธน, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และชลน่าน ศรีแก้ว เสวนาหัวข้อ 'การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น และผลกระทบต่อกลไกตรวจสอบถ่วงดุล'
พร้อมเจาะลึกหลักฐานคดี โกง สว. และความจริงที่ (ยัง) ไม่ได้คำตอบ, การลุกขึ้นสู้ของภาคประชาชน ท่ามกลางเขาวงกตการเมืองไทย ผ่านการนำเสนอจากปาก 'พยานบุคคล' และ เบื้องหลังความพยายามในการร่วมกันค้นหาความจริง ของ ทีม iLaw และทีมพรรคประชาชน
3 ฉากทัศน์ ชี้ชะตา ‘คดีฮั้ว สว.’ ทางที่ ‘กกต.’ ต้องเลือก
หลักใหญ่ที่ต้องยึดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 226 ระบุชัดเจนว่า เมื่อมีการดำเนินการตามมาตรา 225 หรือภายหลังการประกาศผลการเลือกตั้ง หรือการเลือกแล้ว ‘มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า’ ผู้สมัครรับเลือกตั้ง หรือผู้สมัครรับเลือกผู้ใด 'กระทำการทุจริต' ในการเลือกตั้ง หรือการเลือก หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น
‘ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้น'
เมื่อนำมาประกอบกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา มาตรา 62 มีใจความเหมือนกัน แต่เพิ่มถ้อยคำ 'อันทําให้การเลือก มิได้เป็นไปโดยสุจริต หรือเที่ยงธรรม' เข้ามา
ในการพิจารณาของศาลฎีกา ให้นำสำนวนการสืบสวน หรือไต่สวนของ กกต.เป็นหลัก แต่ศาลมีอำนาจสั่งไต่สวนข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม
โดยการพิจารณาพิพากษา ให้เป็นไปตามระเบียบของที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกา ซึ่งต้องกำหนดใช้ระบบไต่สวน และดำเนินการโดยรวดเร็ว

'ส่งฟ้องทั้งหมด 229 คน-เลือกส่งฟ้อง แค่บางส่วน-ยกคำร้อง'
ฉากทัศน์ 1 ส่งฟ้องทั้งหมด 229 คน และ ฉากทัศน์ 2 เลือกส่งฟ้อง แค่บางส่วน
เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาแล้ว ผู้ถูกกล่าวหาที่เป็น สส.หรือ สว.ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ จนกว่าศาลฎีกาจะพิพากษาว่ามิได้กระทำความผิด
กรณีที่ศาลฎีกาพิพากษาว่า กระทำความผิดตามที่ถูกร้อง ให้สั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี ตาม พ.ร.ป.สส. และ พ.ร.ป.สว. แล้วแต่กรณี และให้สมาชิกภาพของ สส.หรือ สว.สิ้นสุดลง นับแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่
ฉากทัศน์ที่ 3 'ยกคำร้อง'
สว. หรือผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด ยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไป
ทั้งนี้ ในส่วนความผิด ยังไม่ได้รวมการฝ่าฝืน หรือขัดต่อมาตราอื่นๆ ตาม พ.ร.ป. สส.-พ.ร.ป.สว. ตามพฤติการณ์ที่อาจถูกกล่าวหา
'กกต.' ย้ำ 3 องค์ประกอบสำคัญ ต้องครบถึงจะส่ง 'ศาลฎีกา'
เลขาฯ แสวง กล่าวยืนยันถึงสิ่งที่ กกต.คำนึงในการตัดสินใจให้ความเห็น หรือลงมติ ถึงองค์ประกอบตามมาตรา 226 ของรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่ กกต.จะยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ภายหลังประกาศผลการเลือก สว.แล้ว มีองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ
ประการแรก ต้องเป็นการกระทำของผู้สมัครรับเลือก ที่กระทำการทุจริตในการเลือก หรือผู้สมัครรับเลือกรู้เห็นในการกระทำของผู้อื่น หากผู้สมัครไม่ได้กระทำการทุจริต หรือไม่ได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำของบุคคลอื่น ก็มีประเด็นว่ากรณีดังกล่าวจะอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 226 หรือไม่ ซึ่งต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานที่รวบรวมได้
ประการที่สอง ต้องมีการกระทำที่เข้าข่ายทุจริต เช่น การจ้างให้ลงสมัคร การจ้างให้ลงคะแนน การสมยอม การแลกคะแนน หรือการให้ประโยชน์อื่นใดเพื่อให้เลือกตนเอง เป็นต้น
และประการที่สาม ต้องมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริต และเที่ยงธรรม
หากครบองค์ประกอบทั้ง 3 ประการ กกต.ต้องส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณา ตามมาตรา 226 ของรัฐธรรมนูญ



