‘สิทธิโชติ อินทรวิเศษ’ กกต. 1 ใน 2 เสียงข้างน้อยในคดีฮั้ว สว. แถลงชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการไต่สวนและการลงมติของ กกต. เมื่อวันที่ 14 ก.ย. โดยยืนยันว่า มติในข้อกล่าวหาสำคัญไม่ได้เป็นเอกฉันท์ตามที่สังคมอาจเข้าใจ แต่มีทั้งมติเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย โดยบางรายมีมติ 5 ต่อ 2 ให้ยกคำร้อง ขณะที่บางรายเป็น 6 ต่อ 1 ส่วนผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาอย่างชัดเจนจึงมีมติเอกฉันท์
สิทธิโชติระบุว่า ก่อนการแถลงข่าวได้มีการหารือกันแล้วว่า ควรชี้แจงเป็นรายข้อกล่าวหาให้ชัดเจนว่า กกต.มีมติเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยจำนวนเท่าใด เพราะแม้จะไม่จำเป็นต้องเปิดเผยว่าใครอยู่ฝ่ายใด แต่ควรทำให้ประชาชนทราบว่าแต่ละข้อกล่าวหาไม่ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ทั้งหมด พร้อมย้ำว่า “เราเคารพเสียงข้างมาก” แต่เสียงข้างน้อยก็ควรได้รับการเปิดเผยด้วย
สำหรับข้อกล่าวหาที่ 1 และ 2 ซึ่งเกี่ยวพันกับกรรมการบริหารพรรคและ สส. สิทธิโชติกล่าวว่า ส่วนตัวกับ กกต.อีกคนเป็นเสียงข้างน้อย และเห็นว่าพยานหลักฐานที่ปรากฏมีน้ำหนักค่อนข้างน่าเชื่อถือ
โดยต้องพิจารณาบริบทของการกระทำที่ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจุดเดียว แต่กระจายไปในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ เช่น นครศรีธรรมราช ภูเก็ต หนองบัวลำภู อุทัยธานี นครสวรรค์ และสุโขทัย พบการรวมกลุ่มประชุมตามโรงแรมเพื่อจัดทำโพย โดยมีโพยฮั้ว 12 โพย และหมายเลขของผู้ที่ได้อันดับ 1-7 ปรากฏอยู่ในโพยดังกล่าว ซึ่งกลุ่มที่จัดทำโพยก็ถูกลงโทษไปแล้ว จึงสะท้อนว่าการจัดทำโพยเป็นการกระทำที่ทุจริตในการเลือกตั้ง และอาจเข้าข่ายความผิดอาญาได้ หากฟังได้ว่าเกี่ยวข้องกับการให้ทรัพย์สินตามกฎหมาย
ที่พบพฤติการณ์ล้วนเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองเดียวกัน โดยมีทั้งสมาชิกพรรค กรรมการบริหารพรรค หรือบุคลากรของพรรคเข้ามาเกี่ยวข้อง อีกทั้งยังสอดคล้องกับพยานที่กลับคำให้การ ซึ่งเคยให้การว่า ก่อนการดำเนินการมีการมอบหมายให้ สส.ในพื้นที่หรือบุคลากรของพรรคเป็นผู้ดำเนินการ และต่อมาก็พบว่ามีการกระทำตามที่ให้การจริง
“ผมไม่ได้เชื่อว่าคนคนนี้พูดแล้วจะมีน้ำหนักให้เชื่อถือหรือไม่ แต่ผมเชื่อถือว่าคำพูดของเขาได้รับการปฏิบัติแล้ว มันเกิดขึ้นจริงตามคำพูดไหม ถ้าพิสูจน์ได้ว่ามันเกิดขึ้นจริง คำพูดนั้นก็น่าเชื่อถือ”
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเบอร์โทรศัพท์และเส้นเงิน โดยพยานให้การถึงการติดต่อกับบุคคลในพรรคการเมือง ตั้งแต่สมาชิกพรรคไปจนถึงกรรมการบริหารพรรคและ สส. ซึ่งเมื่อตรวจสอบสำนวนแล้วพบว่ามีความเชื่อมโยงกันจริง รวมถึงกรณีการนัดประชุม สว.ที่ได้รับการประกาศผลแล้วในโรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 21 โดยมีการเก็บโทรศัพท์ และมีบุคคลสำคัญของพรรคเดินออกจากห้องประชุม
สิทธิโชติระบุว่า พฤติการณ์ดังกล่าว รวมถึงการติดต่อทางโทรศัพท์ของรัฐมนตรีบางคนในช่วงเวลาที่มีการเลือกตั้ง สอดคล้องกับพยานหลักฐานอื่น ทำให้เสียงข้างน้อยเห็นว่า อย่างน้อยถือเป็นการสนับสนุนหรือทำให้เกิดเหตุการณ์จัดทำโพยในแต่ละจังหวัดตามที่พยานให้การ
ส่วนกรณีพยานที่กลับคำให้การและอ้างว่าถูกข่มขู่ สิทธิโชติตั้งข้อสังเกตถึงสถานะของพยานว่าเป็นผู้มีบารมีและเป็น สส.ของพรรคการเมืองดังกล่าวในเวลานั้น รวมทั้งมีความเกี่ยวข้องกับบุคคลระดับสำคัญ จึงเห็นว่าข้ออ้างเรื่องการถูกข่มขู่ควรต้องพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานทั้งหมด
เขาย้ำว่า การพิจารณาไม่ได้ดูเพียงคำพูดของพยานคนใดคนหนึ่ง แต่ต้องนำพยานหลักฐานทั้งหมดมาประกอบกัน เปรียบเหมือนการมอง 'ช้างทั้งตัว' ไม่ใช่จับเพียงงวงหรือหูแล้วสรุปว่าไม่ใช่ช้าง โดยเสียงข้างน้อยจึงเห็นว่ามีความผิดตามข้อกล่าวหาที่ 1 และ 2 ซึ่งต้องพิจารณาไปด้วยกัน
สิทธิโชติยังยืนยันว่า มติในกลุ่มบุคคลสำคัญไม่ได้เป็น 5 ต่อ 2 ทั้งหมด แต่มีทั้ง 5 ต่อ 2 และ 6 ต่อ 1 ขึ้นอยู่กับแต่ละราย พร้อมระบุว่า สาเหตุที่ออกมาเปิดเผยรายละเอียด ไม่ใช่เพื่อป้องกันตัวเองจากการถูกฟ้องร้อง แต่ต้องการให้ประชาชนเข้าใจว่า กกต.ไม่ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ทั้งหมด
สำหรับประเด็นเส้นเงิน สิทธิโชติระบุว่า ในส่วนของนักการเมืองคนสำคัญยังไม่พบเส้นเงินออกจากตัวเองโดยตรง แต่ส่วนใหญ่ปรากฏจากบุคคลรอบข้างหรือผู้ที่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ขณะที่บางกรณีมีการกล่าวอ้างเรื่องการใช้เงินสด แต่ไม่มีพยานเห็นเหตุการณ์โดยตรง
เขากล่าวว่า ในบางกรณีมีความพยายามตรวจสอบว่าเงินที่โอนกันนั้นมีต้นทางมาจากใคร แต่ กกต.มีมติ 4 ต่อ 3 ไม่รับประเด็นเส้นเงินดังกล่าว ทำให้ไม่สามารถสืบต่อไปถึงแหล่งเงินต้นทางได้ แม้ตนยังเห็นว่าการโอนเงินดังกล่าวมีความผิด และควรตรวจสอบต่อว่ามีที่มาอย่างไร
อย่างไรก็ตาม สิทธิโชติย้ำว่า สำนวนคดีของ กกต.ถือว่าจบแล้ว มีเพียงประเด็นว่าจะส่งศาลฎีกาหรือไม่ และจะเห็นว่ามีความผิดหรือไม่ โดยพยานหลักฐานนอกเหนือจากที่มีอยู่ในสำนวนไม่ได้ถูกค้นหาเพิ่มเติมแล้ว เนื่องจากข้อจำกัดด้านเวลา
ส่วนบทบาทของกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI นั้น เขาระบุว่า ไม่ใช่การส่งไม้ต่อโดยตรง แต่ DSI ดำเนินการในประเด็นฟอกเงินอยู่แล้ว และความผิดเกี่ยวกับการเลือก สว.ถือเป็นความผิดมูลฐานของการฟอกเงิน ดังนั้น ผู้ที่รอดจากการพิจารณาของ กกต.อาจยังมีโอกาสถูกดำเนินคดีโดย DSI ได้ หากมีพยานหลักฐานเชื่อมโยงไปถึง
เมื่อถามถึงกรณีพยานกล่าวถึงบุคคลระดับรัฐมนตรีว่าเป็นคู่คิดหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการ สิทธิโชติยอมรับว่า มีพยาน 2 คนกล่าวถึงประเด็นดังกล่าว แต่ยังเป็นเพียงถ้อยคำ ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนโดยตรง จึงต้องพิจารณาว่าสิ่งที่พยานพูดนั้นเกิดขึ้นจริงหรือไม่
สิทธิโชติยังกล่าวถึงกรณีพยานให้การขัดแย้งกันว่า ความแตกต่างส่วนใหญ่เป็นรายละเอียด เช่น จำนวนบุคคลหรือโควตาที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่สาระสำคัญทั้งหมด และต้องเข้าใจว่าพยานถูกเรียกมาสอบสวนหลังเหตุการณ์ผ่านไปเกือบ 1 ปี ขณะที่พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการกระทำที่ปกปิด มีการเก็บโทรศัพท์และห้ามบันทึกภาพ ทำให้การหาพยานหลักฐานทำได้ยาก
เขายกกรณีภาพจากกล้องวงจรปิดและภาพโพยที่พบในโทรศัพท์ของพยานบางรายว่า เป็นหลักฐานที่ทำให้เห็นว่าโพยมีอยู่ก่อนการสอบสวนของคณะอนุกรรมการ ไม่ใช่เพิ่งถูกจัดทำขึ้นภายหลัง พร้อมย้ำว่าการพิจารณาต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าใครเป็นผู้กระทำผิดและมีส่วนเกี่ยวข้องมากน้อยเพียงใด
สำหรับความหมายของ 'โพย' สิทธิโชติอธิบายว่า หากเป็นเพียงบันทึกช่วยจำของผู้สมัครเพื่อเตือนว่าตนเองจะเลือกใคร ย่อมไม่ใช่ความผิด แต่หากตัวเลขหรือรายชื่อในโพยไม่ได้เกิดจากดุลพินิจของผู้ใช้สิทธิเอง หากมีผู้อื่นจัดทำให้และสั่งให้เลือกตามนั้น จะเข้าข่ายการทุจริตการเลือกตั้ง เพราะไม่ได้เกิดจากดุลพินิจอิสระของผู้ใช้สิทธิ
ส่วนการเปลี่ยนแปลงผลหลังจาก กกต.ลงมติแล้วนั้น สิทธิโชติระบุว่าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เพราะมติจบไปแล้ว เว้นแต่เมื่อคดีเข้าสู่ศาลฎีกาและศาลไต่สวนจนเห็นภาพรวมทั้งหมด ศาลจะพิจารณาแก้ปัญหาอย่างไรต่อไป
เขากล่าวว่า ศาลสามารถเรียกพยานหลักฐานในสำนวนทั้งหมดไปพิจารณาได้ แต่การดำเนินคดีกับบุคคลที่ กกต.ไม่ได้ร้องไปด้วยหรือไม่นั้น เป็นอำนาจที่ศาลจะต้องพิจารณาเอง ขณะที่ผู้เสียหายหรือผู้สมัครก็อาจมีช่องทางยื่นคำร้องต่อศาลได้เช่นกัน
ท้ายที่สุด สิทธิโชติย้ำว่า การที่ กกต.มีความเห็นแตกต่างกันไม่ได้หมายความว่าเป็นการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แต่เป็นการพิจารณาข้อเท็จจริงเฉพาะเรื่อง และแต่ละคนต่างมีเหตุผลของตัวเอง โดยขอให้สังคมพิจารณาจากเหตุผลและพยานหลักฐานมากกว่ามองว่าใครอยู่ฝ่ายใด พร้อมระบุว่า เจตนาที่ออกมาให้ข้อมูลครั้งนี้ เพียงต้องการให้เกิดความชัดเจนว่า มติในคดีดังกล่าวมีทั้งเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย ไม่ใช่มติเอกฉันท์ทั้งหมด




