การเมืองไทยเข้าสู่โหมดเลือกตั้งอย่างเต็มรูปแบบแล้ว หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เปิดรับสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ทั้งแบบแบ่งเขต และแบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) ในวันที่ 3 – 7 เมษายน 2566 โดยทั้งผู้สมัครและพรรคการเมืองต่างมีหมายเลข (เบอร์) ใช้ในการหาเสียง และเริ่มโหมโรงลงพื้นที่ให้ผู้สิทธิเลือกตั้งจดจำเบอร์ ก่อนเข้าคูหาเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 14 พฤษภาคมนี้
ขณะที่ กกต.กำหนดกติกาอะไรที่ทำได้และอะไรที่ไม่ควรทำ ออกมาเตือนแต่แรก อาทิ ไม่เสนอให้ผลประโยชน์ซึ่งเป็นทรัพย์สิน เงินทอง ไม่เสนอให้ผลประโยชน์ทางตรงหรือทางอ้อมแก่ชุมชน ไม่จัดมหรสพหรือจัดเลี้ยง ไม่หลอกลวง บังคับ หรือใช้อิทธิพลในการหาเสียง และไม่ใช้สื่อโฆษณาเพื่อเอื้อประโยชน์ในการหาเสียง เป็นต้น
สำหรับการหาเสียงของนักการเมืองในการใช้สื่อออนไลน์ในการแสดงวิสัยทัศน์ นโยบายต่างๆ รวมทั้งการขอเสียงสนับสนุน ถือเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ทำให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างดี ซึ่งสื่อออนไลน์ โซเชียลฯ เป็นสื่อที่เข้ามามีบทบาทและอิทธิพลสูงมากในยุคปัจจุบัน
ในส่วนของ กกต.เอง ก็ได้ใช้สื่อช่องทางนี้ เพื่อดูแลการเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยเช่นกัน โดย กกต.ได้ตั้ง ‘ศูนย์บริหารการหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์’ (E-War Room) ขึ้นที่ศูนย์บริหารการหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ ชั้น 6 สำนักงาน กกต. ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ
สำหรับหน้าที่หลักของศูนย์ E-War Room คือ 1.ติดตาม ควบคุม ดูแล และตรวจสอบ เกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งทางอิเล็กทรอนิกส์ตามระเบียบ กกต.ว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้ง ส.ส. 2.วิเคราะห์และเสนอความเห็นกรณีการกระทำผิดเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งทางอิเล็กทรอนิกส์แล้วเสนอต่อ กกต. เพื่อสั่งให้แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือลบข้อมูล
3.เพื่อแจ้งไปยังส่วนงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ปฏิบัติตามคำสั่ง กกต.ภายในระยะเวลาที่ กกต.กำหนด 4.แจ้งคำสั่ง กกต. ไปยังส่วนงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสืบสวน ไต่สวน ต่อไป และ 5.ดำเนินการอื่นตามที่ กกต. มอบหมาย
แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. กล่าวว่า ศูนย์แห่งนี้ทำหน้าที่ดูแลการกระทำผิดซื้อสิทธิขายเสียง การใช้ตำแหน่งของเจ้าหน้าที่รัฐ คุ้มครองผู้สมัคร และพรรคการเมืองที่ถูกกระทำและละเมิดตามที่กฎหมายเลือกตั้ง ส่วนมากจะเป็นเรื่องการใส่ร้าย โดย กกต.ร่วมมือกับทางศูนย์ไซเบอร์ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) หากพบมีการกระทำในลักษณะดังกล่าวเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดีย ก็จะแจ้งเจ้าหน้าที่ให้นำข้อความนั้นออก ส่วนผู้กระทำผิดก็ต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย
เลขาธิการ กกต. ยังกล่าวให้ข้อมูลเพิ่มเติม ถึงการใช้รถแห่หาเสียงของผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ว่า สามารถใช้หาเสียงได้ เมื่อมีผู้สมัคร หรือสมาชิกพรรค ตลอดจนแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคอยู่บนรถ และสามารถเปิดเพลงหรือร้องเพลงของพรรคได้เท่านั้น แต่รถแห่ที่มีการแสดงรื่นเริงบนรถทำไม่ได้ ดังนั้น หากมีการร้องเรียนมาที่ กกต.จะต้องพิจารณาเป็นกรณี
ส่วนผู้ช่วยหาเสียงของพรรคการเมือง สามารถทำได้ทุกอย่างเหมือนกับผู้สมัคร แต่อย่าทำอะไรที่ผิดกฎหมาย และสามารถขึ้นเวทีดีเบตได้ หากพรรคส่งเป็นตัวแทน และอยากให้สื่อให้โอกาสกับทุกพรรคการเมืองได้ประชันนโยบายเวทีดีเบต ซึ่งการทำกิจกรรมของผู้ช่วยหาเสียงจะต้องคิดเป็นค่าใช้จ่ายของพรรคทั้งหมด ยกเว้นกรณีที่เป็นสามีหรือภรรยาของผู้สมัครจะถือเป็นคนเดียวกันตามกฎหมาย จึงไม่ต้องคิดรวมเป็นค่าใช้จ่ายหาเสียง ดังนั้นแม้คู่สมรสจะเป็นดารานักร้อง หรือนักแสดงก็สามารถช่วยหาเสียงได้โดยไม่คิดเป็นค่าใช้จ่าย
ขณะที่ กกต.กำหนดกติกาอะไรที่ทำได้และอะไรที่ไม่ควรทำ ออกมาเตือนแต่แรก อาทิ ไม่เสนอให้ผลประโยชน์ซึ่งเป็นทรัพย์สิน เงินทอง ไม่เสนอให้ผลประโยชน์ทางตรงหรือทางอ้อมแก่ชุมชน ไม่จัดมหรสพหรือจัดเลี้ยง ไม่หลอกลวง บังคับ หรือใช้อิทธิพลในการหาเสียง และไม่ใช้สื่อโฆษณาเพื่อเอื้อประโยชน์ในการหาเสียง เป็นต้น
สำหรับการหาเสียงของนักการเมืองในการใช้สื่อออนไลน์ในการแสดงวิสัยทัศน์ นโยบายต่างๆ รวมทั้งการขอเสียงสนับสนุน ถือเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ทำให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างดี ซึ่งสื่อออนไลน์ โซเชียลฯ เป็นสื่อที่เข้ามามีบทบาทและอิทธิพลสูงมากในยุคปัจจุบัน
ในส่วนของ กกต.เอง ก็ได้ใช้สื่อช่องทางนี้ เพื่อดูแลการเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยเช่นกัน โดย กกต.ได้ตั้ง ‘ศูนย์บริหารการหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์’ (E-War Room) ขึ้นที่ศูนย์บริหารการหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ ชั้น 6 สำนักงาน กกต. ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ
สำหรับหน้าที่หลักของศูนย์ E-War Room คือ 1.ติดตาม ควบคุม ดูแล และตรวจสอบ เกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งทางอิเล็กทรอนิกส์ตามระเบียบ กกต.ว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้ง ส.ส. 2.วิเคราะห์และเสนอความเห็นกรณีการกระทำผิดเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งทางอิเล็กทรอนิกส์แล้วเสนอต่อ กกต. เพื่อสั่งให้แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือลบข้อมูล
3.เพื่อแจ้งไปยังส่วนงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ปฏิบัติตามคำสั่ง กกต.ภายในระยะเวลาที่ กกต.กำหนด 4.แจ้งคำสั่ง กกต. ไปยังส่วนงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสืบสวน ไต่สวน ต่อไป และ 5.ดำเนินการอื่นตามที่ กกต. มอบหมาย
แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. กล่าวว่า ศูนย์แห่งนี้ทำหน้าที่ดูแลการกระทำผิดซื้อสิทธิขายเสียง การใช้ตำแหน่งของเจ้าหน้าที่รัฐ คุ้มครองผู้สมัคร และพรรคการเมืองที่ถูกกระทำและละเมิดตามที่กฎหมายเลือกตั้ง ส่วนมากจะเป็นเรื่องการใส่ร้าย โดย กกต.ร่วมมือกับทางศูนย์ไซเบอร์ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) หากพบมีการกระทำในลักษณะดังกล่าวเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดีย ก็จะแจ้งเจ้าหน้าที่ให้นำข้อความนั้นออก ส่วนผู้กระทำผิดก็ต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย
เลขาธิการ กกต. ยังกล่าวให้ข้อมูลเพิ่มเติม ถึงการใช้รถแห่หาเสียงของผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ว่า สามารถใช้หาเสียงได้ เมื่อมีผู้สมัคร หรือสมาชิกพรรค ตลอดจนแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคอยู่บนรถ และสามารถเปิดเพลงหรือร้องเพลงของพรรคได้เท่านั้น แต่รถแห่ที่มีการแสดงรื่นเริงบนรถทำไม่ได้ ดังนั้น หากมีการร้องเรียนมาที่ กกต.จะต้องพิจารณาเป็นกรณี
ส่วนผู้ช่วยหาเสียงของพรรคการเมือง สามารถทำได้ทุกอย่างเหมือนกับผู้สมัคร แต่อย่าทำอะไรที่ผิดกฎหมาย และสามารถขึ้นเวทีดีเบตได้ หากพรรคส่งเป็นตัวแทน และอยากให้สื่อให้โอกาสกับทุกพรรคการเมืองได้ประชันนโยบายเวทีดีเบต ซึ่งการทำกิจกรรมของผู้ช่วยหาเสียงจะต้องคิดเป็นค่าใช้จ่ายของพรรคทั้งหมด ยกเว้นกรณีที่เป็นสามีหรือภรรยาของผู้สมัครจะถือเป็นคนเดียวกันตามกฎหมาย จึงไม่ต้องคิดรวมเป็นค่าใช้จ่ายหาเสียง ดังนั้นแม้คู่สมรสจะเป็นดารานักร้อง หรือนักแสดงก็สามารถช่วยหาเสียงได้โดยไม่คิดเป็นค่าใช้จ่าย



