‘เอกนิติ’ ยันรัฐบาลมีแผนรับมือวิกฤตพลังงาน ชี้ ‘สงคราม’ ทำราคาน้ำมันไม่ถูกไปอีก 1-2 ปี

9 เม.ย. 2569 - 21:21

  • ‘เอกนิติ’ ยันรัฐบาลมีแผนรับมือวิกฤตทั้งระยะสั้น-ยาว

  • รับราคาน้ำมันจะไม่ถูกไปอีก 1-2 ปี จากผลกระทบสงคราม

  • เตรียมช่วยกลุ่มเปราะบาง แต่ไม่ใช้งบสรรพสามิตมาอุ้มราคา

‘เอกนิติ’ ยันรัฐบาลมีแผนรับมือวิกฤตพลังงาน ชี้ ‘สงคราม’ ทำราคาน้ำมันไม่ถูกไปอีก 1-2 ปี

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ลุกขึ้นชี้แจงในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา วาระแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 162 โดยขอบคุณสมาชิกที่ให้คำแนะนำในเรื่องของการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ในฐานะที่ผมดูแลภาพรวมของเศรษฐกิจไทย ผมอยากฉายภาพที่ได้มองเศรษฐกิจไทย ไม่ใช่แค่วันนี้แต่ยังรวมถึงวันข้างหน้าด้วย ซึ่งผมเข้าใจว่าทุกคนเป็นห่วงเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นทั้งโลก และมีความผันผวน รวมถึงหลายประเทศน้ำมันขาดแคลน

เอกนิติ กล่าวต่อไปว่า สภาพวิกฤตจากสงครามตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อทั้งโลก รวมถึงประเทศไทย ซึ่งวิกฤตในขณะนี้เป็นวิกฤตของโลก และจะไม่ส่งผลแค่ในระยะสั้น และอาจจะมีความยืดเยื้อซับซ้อน ซึ่งผลกระทบที่จะเกิดกับไทยนั้นมีหลายช่องทาง เริ่มที่สงครามไม่รู้จะสิ้นสุดเมื่อใด และลามไปจนถึงวิกฤตพลังงาน โดยช่องแคบฮอร์มูซ เป็นพื้นที่ส่งออกพลังงานทั้งก๊าซธรรมชาติและสินค้าหลายประเภท ซึ่งในอนาคตอาจทำให้ขาดแคลน ราคาสินค้าที่อาจจะปรับราคาขึ้น ไม่ใช่แค่พลังงาน เราต้องเตรียมพร้อมให้ดี และมีโอกาสที่จะเกิดเงินเฟ้อและเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก

พร้อมย้ำในฐานะที่ดูเศรษฐกิจภาพรวมทั้งประเทศ ต้องเตรียมพร้อมในเรื่องนี้ โดยการออกแบบนโยบายทางเศรษฐกิจระยะสั้นที่เร่งด่วน เพื่อลดผลกระทบให้ประชาชน ดูแลค่าครองชีพ และต้องเตรียมทรัพยากรที่ดูแลคนไทยทุกกลุ่ม ไม่ใช่คนขับรถยนต์ แต่ยังมีคนไทยที่ต้องการงบประมาณอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งไทยและต่างประเทศมีทรัพยากรที่จำกัด ดังนั้นต้องใช้และดูแลคนให้ตรงจุดที่สุด และคุ้มค่าที่สุด การที่สงครามกระทบกับพลังงาน เราใช้เครื่องมือกองทุนน้ำมันเข้าไปพยุง ถือเป็นด่านแรก ซึ่งหลายประเทศไม่มีกองทุนนี้

ส่วนภาษีสรรพสามิต เราใช้ดูแลประชาชนในกลุ่มอื่น หากเราลดภาษีสรรพสามิตเพื่อดูแลราคาน้ำมัน ก็ไม่ต่างจากการใช้เงินกองทุนในการดูแลราคาที่ไม่สูงเกินไป แต่ภาษีสรรพสามิตต้องนำไปใช้ดูแลโรงพยาบาล ผู้ป่วย หมอ พยาบาล และค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งอาจจะได้รับผลกระทบ และเราต้องดูแลขนส่ง เนื่องจากอาจจะกระทบราคาสินค้าอื่น

เอกนิติ กล่าวอีกว่า ในวันเสาร์ที่ 11 เมษายนนี้ จะมีมาตรการดูแลคนกลุ่มนี้ รวมถึงกลุ่มเปราะบาง กลุ่มประมง กลุ่มเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบ ดังนั้นต้องสกัดวิกฤตก่อนที่จะใหญ่โต และเลือกให้ตรงกลุ่ม

พร้อมระบุว่า เราต้องเตรียมเม็ดเงินเพื่อดูแลประชาชนกลุ่มอื่น หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อม หากช่วยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จะเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต และจะนำมาสู่วิกฤตทางเศรษฐกิจ ซึ่งเราเคยผ่านเหตุการณ์มาในปี 2540

นอกจากนี้ จะต้องมีการเตรียมความพร้อมในระยะยาว ซึ่งสงครามครั้งนี้จะเปลี่ยนเศรษฐกิจโลกในหลายมิติ ในด้านความมั่นคง จะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ซึ่งไม่ใช่แค่ด้านทหาร แต่ยังรวมถึงด้านอาหาร และยารักษาโรคด้วย ที่อาจจะขาดแคลนหรือมีราคาสูง เราสามารถเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส เพราะประเทศไทยมีฐานการผลิตอาหารและยาที่สำคัญ

เรื่องของวิกฤตพลังงาน ราคาน้ำมันที่ถูกจะไม่มีอย่างน้อย 1-2 ปี เพราะสงครามได้ทำลายโครงสร้างพื้นฐานของพลังงานไปมาก ซึ่งเราต้องส่งเสริมพลังงานสะอาด และพลังงานทดแทน รวมถึงยังมีเรื่องเทคโนโลยีและ AI ซึ่งรัฐบาลจะต้องมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งการลงทุนที่สำคัญคือต้องลงทุนกับภาคเอกชน และต่างประเทศเข้ามาร่วมลงทุน โดยหลายสิ่งหลายอย่างติดอุปสรรค จะต้องมีการปลดล็อกเพื่อให้ดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งในไตรมาสที่ 4 ที่เศรษฐกิจติดหล่ม สิ่งที่ทำให้หลุดจากตรงนี้ คือการลงทุนของเอกชน ซึ่งภาครัฐโตขึ้นมา 13% และเอกชนโตขึ้นมา 6% โดยเฉลี่ยประมาณ 8% ซึ่งจะสามารถช่วยให้เศรษฐกิจดีขึ้น แต่เราต้องทำในระยะยาว เพื่อให้เศรษฐกิจไทยกลับมาแข็งแกร่ง

เอกนิติ กล่าวอีกว่า วันนี้ทุกประเทศเจอวิกฤต ต้องมีการเลือกทาร์เก็ต ให้เอกชนร่วมมือกับภาครัฐ ซึ่งเรามีของดีมากมาย ทั้งอาหาร เกษตร อุตสาหกรรมสมัยใหม่ และการอนุมัติให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนเกี่ยวกับ AI และเศรษฐกิจสุขภาพ แต่ต้องปลดล็อกให้พวกนี้เข้ามาลงทุน ต้องมีการปลดล็อกให้ร่วมมือกับคนไทย ต้องปลดล็อกให้คนพวกนี้เข้ามาลงทุนและถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อให้คนไทยสามารถยกระดับเศรษฐกิจ เมื่อหลังวิกฤต เราจะได้กลับมาแข็งแกร่ง

สุดท้าย ผมเชื่อว่าทุกท่านทราบดีว่าวิกฤตครั้งนี้อาจจะรุนแรงกว่าที่คิด เราต้องเปลี่ยนวิกฤตครั้งนี้ให้เป็นโอกาส ในระยะสั้นต้องร่วมกันช่วยคนที่เดือดร้อน เพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตไปให้ได้ แต่จะทำแค่นั้นไม่พอ จะต้องช่วยให้เขาเติบโตหลังวิกฤต และต้องมีการเปลี่ยนผ่านให้เขาสามารถเป็นคนที่เก่งขึ้น หารายได้และดูแลครอบครัวได้ดีขึ้น ธุรกิจเติบโต ธุรกิจ SMEs จะต้องสามารถเติบใหญ่เป็นธุรกิจขนาดใหญ่ และส่งออกไปต่างประเทศในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน จะได้มีรายได้สูงขึ้น ซึ่งผมเชื่อว่าหากเราเปลี่ยนผ่านเขาไปสู่ธุรกิจขนาดใหม่ เขาจะมีรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงประเทศไทยเช่นกัน และผมเชื่อว่าเราจะผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้ และปฏิรูปประเทศของเราให้กลับมาเติบโตแข็งแกร่ง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์