ประเทศไทยเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ สำหรับการเลือกตั้งทั่วไป 2569 เพื่อเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) โดยในครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่จะมีการเลือกตั้ง สส. พร้อมกับการทำประชามติหนึ่งเรื่องในวันเดียวกัน กำหนดจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ตั้งแต่เวลา 08.00 น. ถึง 17.00 น. ตามประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
การเลือกตั้งในปี 2569 เกิดขึ้นท่ามกลางความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองอันเป็นผลมาจากรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งกติกาการเลือกตั้งในรอบนี้เหมือนกันกับการเลือกตั้งในปี 2566
ระบบการเลือกตั้งในครั้งนี้ใช้ระบบเดียวกับการเลือกตั้งทั่วไป ปี 2566 คือ จะใช้ระบบคู่ขนานตามรัฐธรรมนูญ 2560 ที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อเลือก สส.ทั้งหมด 500 คน แบ่งเป็น สส.แบบแบ่งเขต 400 คน และ สส.แบบบัญชีรายชื่อ 100 คน
ผู้มีสิทธิเลือกตั้งคือพลเมืองไทยที่มีอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้ง และต้องลงทะเบียนในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งนั้นอย่างน้อย 90 วันก่อนวันเลือกตั้ง
หากไม่สามารถไปใช้สิทธิในวันจริงได้ ผู้มีสิทธิสามารถลงทะเบียนขอใช้สิทธิล่วงหน้าได้ระหว่างวันที่ 20 ธ.ค.2568 - 5 ม.ค.2569 ผ่านแอปพลิเคชัน Smart Vote ของ กกต. หรือแอป ThaiD ของกระทรวงมหาดไทย หรือแจ้งด้วยตนเองที่สำนักทะเบียนอำเภอ ยกเว้นการลงประชามติที่จะไม่มีการลงคะแนนล่วงหน้า มีเพียงการลงคะแนนนอกเขตในวันที่ 8 ก.พ.2569 เท่านั้น
สำหรับการใช้สิทธิล่วงหน้าในประเทศจะจัดขึ้นในวันที่ 1 ก.พ.2569 ทั้งในเขตและนอกเขต ขณะที่การใช้สิทธินอกประเทศจะจัดผ่านสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุล โดย กกต.ได้ปรับปรุงระเบียบเพื่ออำนวยความสะดวกให้ชาวไทยในต่างประเทศ เช่น การลงทะเบียนทางอิเล็กทรอนิกส์และการส่งเอกสารทางดิจิทัล หากไม่แจ้งเหตุที่ไม่สามารถไปใช้สิทธิได้ภายในช่วง 1-7 กุมภาพันธ์ หรือ 9-15 ก.พ.2569 อาจถูกจำกัดสิทธิทางการเมืองชั่วคราวตามกฎหมาย
ความพิเศษของการเข้าคูหารอบนี้ คือ จะมีการทำประชามติรัฐธรรมนูญในวันเดียวกับการเลือกตั้ง โดยการเลือกตั้ง สส. และการทำประชามติ ถูกกำหนดให้เป็นวันเดียวกัน คือ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ดังนั้น เมื่อประชาชนเดินไปเข้าคูหาจะได้รับบัตรออกเสียง 3 ใบ ที่มีสีต่างกัน และต้องหย่อนให้ถูกกล่อง 3 กล่อง ดังนี้
ใบแรกบัตรสีเขียว สำหรับเลือก สส.แบบแบ่งเขต โดยผู้มีสิทธิจะเลือกผู้สมัครในเขตของตนเพียงคนเดียวด้วยการกากบาทหรือเขียนหมายเลขในช่องที่กำหนด
ใบที่สองบัตรสีชมพู สำหรับเลือกพรรคการเมืองเพื่อคำนวณ สส.แบบบัญชีรายชื่อ โดยเลือกพรรคเพียงพรรคเดียวเช่นกัน
ใบที่สามบัตรสีเหลือง หลังจากเสร็จสิ้นการลงคะแนนเลือกตั้ง สส.แล้ว ให้ผู้มีสิทธิเดินไปอีกหน่วยที่อยู่ข้างๆ กัน เพื่อรับบัตรลงคะแนนสำหรับการทำประชามติอีก 1 ใบ เนื่องจากมีคำถามเพียงข้อเดียว โดยคำถามคือ การเห็นชอบให้ประเทศไทยร่างรัฐธรรมนูญใหม่ผ่านสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งหรือไม่
ทั้งนี้ การลงคะแนนต้องทำในคูหาลับเพื่อรักษาความเป็นส่วนตัว จากนั้นนำบัตรทั้ง 3 ใบใส่ลงในหีบบัตรเลือกตั้งที่แยกกัน หากลงคะแนนผิดพลาด เช่น กากบาทหลายช่องหรือเขียนไม่ชัดเจน บัตรนั้นอาจถูกนับเป็นบัตรเสีย ซึ่งจะไม่ถูกนำไปคำนวณผล หลังจากลงคะแนน เจ้าหน้าที่จะประทับตราที่นิ้วมือเพื่อป้องกันการลงคะแนนซ้ำซ้อน และ กกต.ได้เตรียมมาตรการป้องกันการทุจริต เช่น การตรวจสอบกล้องวงจรปิดและการสังเกตการณ์จากตัวแทนพรรคการเมืองเพื่อให้การเลือกตั้งโปร่งใส
เพื่อป้องกันความสับสนในวันเลือกตั้งที่มีการลงคะแนนถึง 3 ใบ กกต.ได้ออกระเบียบใหม่ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2564 ที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยอนุญาตให้จัดการเลือกตั้งและประชามติในวันเดียวกัน เฉพาะกรณีที่เป็นการเลือกตั้งใหญ่และอยู่ในกรอบเวลาที่เหมาะสม ซึ่งช่วยลดความยุ่งยากให้ประชาชนไม่ต้องไปหน่วยเลือกตั้งหลายครั้ง
หลังวันเลือกตั้ง กกต.จะนับคะแนนเบื้องต้นทันที และประกาศผลอย่างไม่เป็นทางการภายใน 24 ชั่วโมง โดยผลเลือกตั้ง สส.จะใช้คำนวณที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งพรรคต้องได้อย่างน้อย 25 ที่นั่ง หรือ 5% ของสภาฯ เพื่อเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี
ส่วนผลประชามติจะถูกประกาศอย่างเป็นทางการภายใน 60 วัน หากประชามติผ่าน จะนำไปสู่การจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างการเมืองในระยะยาว
การเลือกตั้งและประชามติครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญสำหรับประชาชนคนไทยในการกำหนดทิศทางประเทศ โดย กกต.คาดหวังว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งประมาณ 52 ล้านคน จะออกมาใช้สิทธิใช้เสียงลงคะแนนเลือก สส. และเข้าคูหาออกเสียงประชามติ “การัฐธรรมนูญใหม่” เพื่อเสริมสร้างประชาธิปไตยที่มั่นคง




