ประเด็นเรื่องการปรับขึ้นค่าไฟ ที่ตอนนี้สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) อยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็น เกี่ยวกับ 3 แนวทาง ในการปรับขึ้นค่าไฟ งวดเดือนมกราคม - เมษายน 2567 ผ่านเว็บไซต์ กกพ. ตั้งแต่วันที่ 10 – 24 พฤศจิกายน 2566 แต่ใน 3 แนวทางดังกล่าวถูกวิจารณ์ว่าไม่ว่าเลือกทางใด ค่าไฟก็เพิ่มขึ้น
หนึ่งในผู้ที่ออกมาให้ความเห็นเรื่องนี้ คือ ‘วรภพ วิริยะโรจน์’ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล มองว่า ทางเลือกที่ กกพ. เสนอ ไม่ว่าทางเลือกใด ราคาค่าไฟก็เพิ่มขึ้น โดยทางเลือกที่ค่าไฟขึ้นน้อยที่สุด คือขึ้น 69 สตางค์ต่อหน่วย เท่ากับในปีหน้าค่าไฟจะขึ้นมากกว่าที่รัฐบาลเคยประกาศลดไว้ เพราะเมื่อวันที่ 9 พ.ย.ที่ผ่านมา ‘เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี’ ได้แถลงผลงาน 60 วันของรัฐบาล โดยบอกว่าทันทีที่เป็นรัฐบาลจะลดค่าไฟได้ 46 สตางค์ต่อหน่วย
“ตอนมีมติคณะรัฐมนตรีนัดแรกที่ลดค่าไฟ รัฐบาลให้เหตุผลเรื่องการยืดการจ่ายหนี้คืนการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ทำให้ค่าไฟลดลง แต่เมื่อหมดโปร เลยต้องกลับมาจ่ายหนี้ จึงต้องตั้งคำถามว่า การลดค่าไฟช่วงสั้นๆ เป็นแค่โปรโมชั่น 4 เดือน ตอนนี้หมดโปรแล้วใช่หรือไม่”
— ‘วรภพ วิริยะโรจน์’ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าว
‘วรภพ’ ตั้งข้อสังเกตว่า ค่าไฟที่แพงและกำลังเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มทุนพลังงาน รัฐบาลควรแก้ปัญหาเรื่องนี้ที่ต้นตอ เพื่อทำให้ค่าไฟลดได้ในระยะยาว แต่ตอนนี้ยังไม่เห็นความพยายามของรัฐบาล ทั้งเรื่องการแก้ไขโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติ หรือกรณีโรงไฟฟ้าเกิน 50% ที่ไม่ได้เดินเครื่อง แต่กลับได้เงินค่าความพร้อมจ่ายที่มาจากประชาชน แต่รัฐบาลกลับไม่พยายามริเริ่มแก้ไขสัญญา
พร้อมฝากประชาชนให้ช่วยกันติดตาม เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับค่าไฟของทุกคน ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นว่ารัฐบาลมีโปร 4 เดือน แต่ต้นปีหน้า ช่วงเดือนมีนาคมและเมษายนที่เข้าสู่ฤดูร้อน ประชาชนกลับต้องจ่ายค่าไฟแพงทั้งที่ไม่ควรเกิดขึ้น




